ปลุกกองทัพ AI Agent ใน n8n ให้ตื่น
ถ้ามี AI Agent แค่ตัวเดียว มันก็ฉลาดในระดับหนึ่งนะ แต่ถ้าเราสร้าง กองทัพ AI Agent ให้ทำงานเป็นทีม พร้อมประสานงานกันอย่างเป็นระบบเมื่อไหร่ บอกเลยว่า Workflow จะโหดขึ้นหลายเท่า
บทความนี้เหมาะกับสายอัตโนมัติที่อยากให้ AI ทำงานให้แทบทุกอย่าง โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเอง แค่ใช้ n8n ให้เป็นก็พอ
เลือกระบบ n8n ให้เหมาะกับการปั้น AI Agent
ก่อนจะไปเล่น Agent กันจริงจัง มาดูภาพรวมระบบที่เหมาะกับการใช้งานแบบหนักๆ กันก่อน เพราะการให้ AI Agent คุยกันเอง เรียก Workflow ข้ามไปมา และตอบโต้กับเราบ่อยๆ นั้น กิน Execution เยอะมาก
ดังนั้นแนวทางที่เวิร์กคือ เน้น Self-host / VPS / Server ส่วนตัว มากกว่าพึ่งแพ็กเกจฟรี หรือแพ็กเกจที่จำกัด Execution หนักๆ
n8n บน Official Cloud ของ n8n
ใช้สอนมือใหม่ได้ดี เพราะหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ ทำตามได้ง่าย
ข้อดี
สมัครและเริ่มต้นไวมาก
มี Free Trial ให้ลองเล่น
Login ผ่าน Google / Microsoft ได้สบายๆ
ข้อจำกัดสำคัญ
ใช้ได้แค่ประมาณ 2,500 Executions/เดือน
มีจำนวน Active Workflows จำกัด
เหมาะกับสายเริ่มต้น ทดลอง หรือใช้กับงานเบาๆ ที่ยังไม่ต้องรันยับ
n8n บน VPS / Cloud ส่วนตัว
เหมาะกับการใช้งานจริงจัง เอาไว้เป็น ระบบหลักของตัวเอง
- ข้อดีคือ
ไม่มีลิมิต Execution จะรันซ้ำกี่รอบก็ได้
จะมี Workflow กี่ตัวก็จัดไป
ราคาต่อเดือนถ้าเทียบกับสิ่งที่ได้ถือว่าคุ้มมาก
เลือก Server ใกล้ไทย เช่น Malaysia จะตอบสนองได้ลื่นกว่า
สรุปง่ายๆ คือ อยากเล่นเบาๆ ใช้ Official Cloud ได้ แต่ถ้าคิดจะสร้างกองทัพ AI Agent ใช้งานจริง ต้องไปสาย VPS / Self-host เท่านั้น
เข้าใจ AI Agent ให้ชัดก่อน แล้วจะออกแบบได้โหดขึ้น
AI Agent ใน n8n คืออะไร?
AI Agent คือ Node พิเศษใน n8n ที่เราสามารถตั้งให้มันเป็นเหมือนผู้ช่วยอัจฉริยะของเราได้ คล้าย ChatGPT แต่ยืดหยุ่นกว่า เพราะมันไม่ใช่แค่ตอบคำถาม แต่ยัง
ดึงข้อมูลจากระบบอื่น
ส่งอีเมลแทนเรา
คุยกับ API ภายนอก
หรือแม้แต่ สั่ง Workflow อื่นใน n8n ให้ทำงานต่อ
พูดง่ายๆ คือมันคือหัวสมองใน Workflow ที่จะ คิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ แล้วลงมือทำ ไม่ใช่แค่พิมพ์ตอบสวยๆ
ส่วนประกอบหลักของ AI Agent
พลังของ AI Agent จะเกิดจากการผสมกันของ
AI Model
Automation (Workflow)
Memory
Tools
เมื่อรวมกันแล้ว เราจะได้ Workflow ที่ คิดเองเป็น ตัดสินใจได้ และส่งผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบพร้อมใช้งานต่อ
Main Node : AI Agent
หัวใจของระบบคือ Node นี้ ซึ่งจะมี Prompt สำคัญ 2 แบบ
💬 User Prompt
คือ คำสั่งหรือคำถามเฉพาะเจาะจง ที่เราส่งให้ AI ทำงาน
ให้คิดเหมือนข้อความที่เราพิมพ์คุยกับ ChatGPT นั่นแหละ ทุกข้อความคือ User Prompt
🗒️ System Prompt
ใช้กำหนด บทบาท (Role) และ กฎ (Rules) ให้ AI
ใส่ Context ว่า AI ตัวนี้คือใคร ต้องพูดโทนไหน ห้ามทำอะไร
คล้ายการตั้งค่าพวก Custom Instruction / Custom GPTs
System Prompt ที่ดีจะทำให้ AI นิ่งและคงเส้นคงวา ไม่หลุดคาแรกเตอร์
Sub-Node สำคัญที่ทำให้ AI Agent มีชีวิต
1. Chat Model – เลือกสมองให้ถูกงาน
เราต้องเลือกว่าจะให้ Agent ใช้สมองของ Model เจ้าไหน เช่น
OpenAI
Gemini
Claude
Deepseek
หรือผ่าน OpenRouter ที่ยิง API เดียว แต่สลับใช้หลาย Model ได้
แนวทางที่เวิร์กคือ
เริ่มจาก โมเดลที่ถูกสุดที่ยังทำงานได้ดี
ถ้างานยากเกิน ค่อยขยับขึ้นไปใช้ตัวเทพ
แนวโน้มระยะยาว: AI จะยิ่งเก่งขึ้นและราคาถูกลง ดังนั้นออกแบบให้สลับโมเดลได้จะยืดหยุ่นมาก
2. Memory – ให้ AI จำเรื่องราวได้
ปกติแล้ว AI ไม่ได้จำสิ่งที่คุยกับเราเองอัตโนมัติ ทุกครั้งที่มัน “จำ” ได้ เป็นเพราะระบบไปยัด History กลับเข้าไปให้ตอนส่งคำสั่งใหม่
ใน n8n เราต้องเลือก Memory เอง เช่น
งานแชตสั้นๆ ไม่ต้องเก็บยาว: ใช้ Simple Memory
อยากเก็บประวัติยาวๆ ลงฐานข้อมูลจริง: ใช้ Memory แบบ Database เช่น Postgres Chat Memory
และเรายังสามารถทำ Memory กลางที่ใช้ร่วมกันระหว่างหลาย Agent เพื่อให้ Agent หลายตัว “รู้จัก” เรื่องเดียวกันได้ด้วย
3. Tools – แขนขาของ AI Agent
ถ้าไม่มี Tools AI ก็จะเป็นแค่บอทตอบข้อความ แต่พอใส่ Tools เข้าไปเมื่อไหร่ มันจะสามารถ ลงมือทำงานจริง ได้ เช่น
ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล / ชีต
Google Sheets, MySQL ฯลฯ
ส่งอีเมล
ผ่าน Gmail API หรือ SMTP ต่างๆ
เรียก API ภายนอก
ผ่าน HTTP Request
จัดการปฏิทิน
เช่น Google Calendar
จุดที่โหดที่สุดคือ
มี Tool ชื่อ Call n8n Workflow Tool
ทำให้ AI Agent สั่ง Workflow อื่นใน n8n ได้เหมือนเรียกฟังก์ชัน
นั่นหมายความว่า ถ้าเราออกแบบ Workflow เก่งๆ เราแทบจะต่อขยายความสามารถของ AI ได้ไม่รู้จบ
และในเวอร์ชันใหม่ๆ ยังรองรับการเรียก Tools ผ่าน MCP อีกชั้น ทำให้ต่อกับระบบภายนอกได้ง่ายขึ้นไปอีก
ให้ AI เลือกค่าที่กรอกใน Tools เอง
เวลาเจอช่องใน Tool ที่มีไอคอนรูปดาว ให้เข้าใจว่า
เราสามารถสั่งให้ AI เป็นคนตัดสินใจเองว่าจะกรอกค่าอะไร ลงช่องนั้น
โดยอ้างอิงจาก Context ปัจจุบัน และข้อมูลจาก Node อื่นๆ
จริงๆ แล้วเบื้องหลังคือมันเรียกฟังก์ชันพิเศษใน n8n ชื่อ `$fromAI` เช่น
```js
{{ $fromAI(‘toRecipientEmail’, ‘Main Recipient Email’, ‘string’, ‘ThepExcel@gmail.com’) }}
```
เรากำหนดได้ทั้ง
key (ชื่อ field)
description
ประเภทข้อมูล
ค่า default
แล้วปล่อยให้ AI เติมข้อมูลให้เราอัตโนมัติ
หลักการทำงานพื้นฐานของ Node AI Agent
ลำดับโดยรวมจะประมาณนี้
รับ Input จาก Node ก่อนหน้า (เช่น ข้อความจาก Chat หรือข้อมูลจากฟอร์ม)
AI ใช้ Memory (ถ้ามี) เพื่อดึงบริบทเก่าๆ มาร่วมคิด
ถ้าจำเป็น จะตัดสินใจเรียก Tools ที่เราติดตั้งให้
ประมวลผล แล้วตอบกลับในรูปแบบที่เราต้องการ
บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นลง Memory เพื่อใช้ในอนาคต
ตัวอย่างคำสั่งง่ายๆ เช่น
```text
อ่านข้อมูลใน Spreadsheet ที ว่าเป็นเรื่องอะไร?
```
Workflow ก็จะประมาณนี้
AI เช็ก Memory ก่อนว่ามีข้อมูลเก่าที่เกี่ยวข้องมั้ย
เรียก Tool อ่านข้อมูลจาก Google Sheets
วิเคราะห์เนื้อหา
ตอบกลับแบบเข้าใจง่าย
เซฟ History ลง Memory ไว้
จาก Agent ตัวเดียว ถ้าออกแบบดีๆ ก็เทพได้ แต่ถ้าเรา ต่อหลาย Agent ให้คุยกันเอง จะยิ่งทรงพลังขึ้นอีกเยอะ
แนวทางให้ AI Agent ทำงานร่วมกันแบบทีม
แนวทางที่ 1: ต่อ AI Agent หลายตัวเรียงกันเป็นสายพาน
รูปแบบนี้คือ
ให้ User กรอกหัวข้อบทความลงฟอร์ม
ส่งหัวข้อนั้นไปให้ Research Agent หาข้อมูลจาก Internet (เช่นใช้ SerpAPI)
เอาข้อมูลที่ได้ส่งต่อให้ Content Creator Agent ที่มี Tool เขียน Google Docs ให้เลย
ข้อดีของวิธีนี้
เหมาะกับงานที่ขั้นตอน แน่นอน ตายตัว
ลำดับงานชัดเจน ทำอะไรก่อนหลังควบคุมง่าย
ข้อเสีย
ถ้าอยากใช้ เฉพาะ Research Agent ตัวเดียว ใน Workflow อื่น
หรืออยากใช้ Content Creator Agent คนเดียว
หรืออยากสลับลำดับ เช่น ให้เขียนก่อนแล้วค่อย Research เพิ่ม
เราต้องมานั่ง Config ใหม่หลายจุด ทำให้ Reuse ยาก
แนวทางที่ 2: แยกเป็น Sub-Workflow แล้วใช้ Tools ประสานงานกัน
แนวคิดคือ
แยกงานออกเป็น Sub-Workflow เล็กๆ ที่ทำหน้าที่เฉพาะทาง
ให้แต่ละ Sub-Workflow มี Agent ของตัวเอง
จากนั้นให้ Agent ตัวอื่นเรียกมันผ่าน Call n8n Workflow Tool ตามความจำเป็น
ข้อดีคือ
ออกแบบเป็น Modular ต่อกันภายหลังง่าย
แต่ละ Agent ทำงานใน Sub-Workflow ของตัวเอง
อยากเรียกใช้ตัวไหน ในลำดับใด ก็สั่งผ่าน Tools ได้เลย
ส่วนประกอบสำคัญของการใช้ AI Agent ผ่าน Sub-Workflow
1. Trigger – ให้ Agent พร้อมทำงานเมื่อถูก Workflow อื่นเรียก
ใน Sub-Workflow ทุกตัวที่อยากให้ Agent ข้างในถูกเรียกใช้ ต้องเริ่มด้วย Trigger:
`When Executed by Another Workflow`
ตรงนี้ทำให้
Workflow นี้กลายเป็น “ฟังก์ชัน” ที่ Workflow อื่นเรียกใช้ได้
เรากำหนดได้ว่าจะรับ Input กี่ Field และแต่ละ Field คืออะไร
2. Chat Model – ให้สมองของ Agent ยืดหยุ่นมากขึ้น
เทคนิคที่น่าสนใจคือ
เลือกใช้ OpenRouter เป็น Chat Model
แล้วอ้างอิงชื่อ Model ด้วยสูตร (Expression)
แบบนี้เราจะ
เปลี่ยน Model ตามความยากของงานได้อัตโนมัติ
หรือสลับเจ้า AI ผู้ให้บริการได้ โดยไม่ต้องแก้ Flow เยอะ
3. Memory – ทำให้หลาย Agent รู้เรื่องเดียวกัน
ถ้าอยากให้ AI ทำงานแบบฉลาดขึ้น
งานสั้นๆ ครั้งเดียวจบ: Simple Memory ก็พอ
ระบบคุยยาวๆ หลายรอบ: ใช้ Memory แบบ Database
เรายังสามารถ
สร้าง Memory กลาง แล้วให้ หลาย Agent ใช้ร่วมกัน
ทำให้ Agent แต่ละตัวรู้พื้นฐานคล้ายกัน ประสานงานกันลื่นขึ้น
4. Tools – ต่อขยายจาก Tools ปกติสู่การเรียก Workflow อื่น
ประเภท Tools ที่ใช้บ่อย
Tools ปกติ: Google Sheets, HTTP Request, Gmail, Calendar, Notion ฯลฯ
MCP Client: ต่อกับบริการภายนอกที่รองรับ MCP
Call n8n Workflow Tool: เรียกใช้ Sub-Workflow อื่นที่เราออกแบบไว้
ข้อดีคือ
ภายใน Tool นี้ยังใช้ `$fromAI` ได้
แปลว่าให้ AI คิดเองว่าจะส่งค่าอะไรไปเรียก Sub-Workflow ไหน ด้วยพารามิเตอร์อะไร
5. Structured Output – บังคับให้ AI ตอบเป็น JSON ที่ควบคุมได้
ใน Node AI Agent เราสามารถเปิด
โหมด Require Specific Output Format
บังคับให้ AI ตอบในรูปแบบที่กำหนด เช่น JSON Schema
ตัวอย่างกรณีระบบจองคิว
```json
{
“status”: “success”,
“appointment”: {
“date”: “2025-06-01”,
“starttime”: “14:00”,
“endtime”: “15:00”,
“durationmins”: 60,
“invitee”: “max”
}
}
```
ข้อดีคือ
ต่อออกไป UI, Database, Email หรือ Workflow ถัดไปได้แบบไม่ต้องเดา
6. ตั้ง Prompt ใน Node หลัก AI Agent ให้ฉลาดตั้งแต่ต้น
อย่าลืม
กำหนดทั้ง User Prompt และ System Prompt ให้ดี
ใส่วันที่ปัจจุบันให้ AI รู้ด้วย เพราะตัวมันไม่รู้เองว่า “ตอนนี้ปีไหน” ถ้าเราไม่บอก
เราสามารถใช้สูตร
```js
{{ $now }}
```
แล้วฝังลงไปใน System Prompt
ตัวอย่างโครง System Prompt แบบครบๆ
```text
Role & Personality
You are น้องฟ้า, personal AI assistant for พี่ระ. You are 27, cheerful and skilled in Excel, AI automation, and programming.
General Rules
Don’t hallucinate. It’s okay to say “I don’t know.”
Answer in Thai but keep technical terms in English.
Clarify if unsure.
now: {{ $now }}
```
เทคนิคเสริมที่ช่วยให้ตอบเนียนขึ้น
ใช้ Few-shot Prompting ใส่ตัวอย่างคำตอบที่เราชอบ
แบ่งคำตอบเป็นหัวข้อด้วย `###` หรือ Markdown
ใช้ JSON Structured Output เพื่อควบคุมโครงสร้างผลลัพธ์
ใส่เวลา, timezone, role, rules ให้ครบตั้งแต่ต้น
7. Node ต่อจาก AI – แยก แก้ รวมข้อมูลเพิ่มได้อีกชั้น
หลังจาก AI ตอบแล้ว เราสามารถใช้ Node อื่นช่วยจัดทรงข้อมูลได้ เช่น
Split Out (🔀)
ถ้า Output จาก AI เป็น array หรือมีหลายรายการใน item เดียว
ใช้แยกให้แต่ละรายการกลายเป็น item แยกกัน
HTTP Request (🌐)
ส่งข้อมูลแต่ละชิ้นไปยัง API ภายนอก เช่น ตรวจสถานะ หรือดึงข้อมูลเพิ่ม
Edit Fields (✍️)
เลือกเฉพาะ field ที่ต้องการ เปลี่ยนชื่อ หรือจัดรูปแบบใหม่
Aggregate (📦)
ถ้าแยกเป็นหลาย item ไปแล้ว แต่อยากรวมกลับมาเป็น item เดียวตอนท้าย
ทั้ง 4 Node นี้จะใช้หรือไม่ใช้เลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากให้ Workflow ซับซ้อนแค่ไหน และ Output ต้องออกมาหน้าตาแบบใด
8. ทำให้ AI ตัวหลักกลายเป็น Sub-Workflow อีกชั้นก็ยังได้
เราสามารถ
สร้าง Agent ตัวหนึ่งให้เป็น “หัวหน้า” คอยสั่ง Agent อื่นผ่าน Tools
แล้วเอา Agent หัวหน้าตัวเดิมไปใส่ใน Sub-Workflow อีกที
ผลลัพธ์คือ
ได้โครงสร้างที่ยืดหยุ่นสุดๆ
ระบบ AI ของเราจะเหมือน องค์กรที่มีหัวหน้า – หัวหน้าฝ่าย – ลูกทีม ทำงานเป็นชั้นๆ
แนวทางที่ 3: Workflow ที่ลำดับตายตัว แต่ยัง Reuse ได้ด้วย Sub-Workflow
บางงานเราอยากได้
ลำดับชัดเจนมาก ว่าทำอะไรต่อจากอะไร
แต่ก็ยังอยาก Reuse ชิ้นส่วนต่างๆ ได้ใน Workflow อื่น
วิธีหนึ่งคือใช้ Node
Execute Sub Workflow
แล้วต่อกันเป็นสายพานตามขั้นตอนที่วางไว้ เช่น
Sub-Workflow A: รับข้อมูลดิบ → ทำความสะอาด
Sub-Workflow B: ส่งให้ AI วิเคราะห์
Sub-Workflow C: สร้างสรุป / Report
ผลลัพธ์คือ
ได้ทั้ง ความแน่นอนของลำดับขั้นตอน
และได้ความยืดหยุ่นเพราะแต่ละขั้นสามารถเรียกใช้ซ้ำในระบบอื่นๆ ได้
สรุป: ทำไม AI Agent ใน n8n ถึงโหดระดับ “AI Stack”
AI Agent ใน n8n ไม่ได้เป็นแค่ Node เท่ๆ แต่มันคือ หัวใจของ Automation ยุคใหม่ ที่
ไม่ได้แค่ทำตามเงื่อนไข IF–THEN แบบเดิมๆ
แต่คิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ และ
คุยกับ Agent ตัวอื่น ทำงานเป็นทีมได้
จุดเด่นที่ทำให้มันทรงพลังมากคือ
เชื่อมกับ โมเดลระดับท็อปผ่าน OpenRouter หรือ API อื่นได้
ใช้ Memory ระยะยาว เพื่อดึงประวัติการคุยเก่าๆ กลับมาใช้งานเมื่อไหร่ก็ได้
ขยายความสามารถผ่าน Tools + Sub-Workflow + MCP เรียกได้ว่าต่อออกไปได้ไม่รู้จบ
บังคับให้ AI ตอบแบบมีโครงสร้าง เช่น JSON พร้อมส่งต่อให้ Node ถัดไป
เมื่อคุณเริ่ม
ออกแบบ Workflow ที่ให้ AI ทำงานต่อกันเป็นสายพาน
หรือสร้างระบบให้ Agent หลายตัวคุยกันเองผ่าน Tools และ Sub-Workflow
คุณจะเริ่มเห็นว่า AI Stack ของตัวเองเริ่มกลายเป็น “กองทัพ AI” ที่ทำงานให้คุณแบบอัตโนมัติแทบทั้งระบบ
และเชื่อเถอะว่า พอคุณเริ่มปลุกกองทัพ AI Agent ของตัวเองขึ้นมาแล้ว คุณจะรู้สึกเหมือนกำลังสร้างจักรวาล Automation ที่พร้อมทำงานให้ 24 ชม. แบบไม่บ่นเลยทีเดียว

