โลกกำลังเผชิญ “วิกฤตอัตราการเกิด” ที่เกิดขึ้นพร้อมกันแทบทุกประเทศ และหลายฝ่ายเริ่มมองว่านี่อาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของศตวรรษนี้
ปัจจุบันมากกว่าสองในสามของประเทศทั่วโลกมีอัตราการเกิดต่ำกว่าระดับ replacement rate หรือระดับ 2.1 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ประชากรคงที่โดยไม่ต้องพึ่งการย้ายถิ่นฐาน
ที่น่ากังวลคือ การลดลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดแค่ในประเทศร่ำรวยอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้อีกต่อไป แต่เริ่มเกิดในประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งพร้อมกัน ทั้งเม็กซิโก บราซิล อิหร่าน ตูนิเซีย และศรีลังกา
นักวิจัยจำนวนมากเริ่มมองว่านี่ไม่ใช่ “ปัญหาเฉพาะประเทศ” แล้ว แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่กำลังเร่งตัวเร็วเกินกว่าที่คาดไว้
หลายประเทศกำลัง “แก่ก่อนรวย”
ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า birth rate จะลดลงเมื่อประเทศพัฒนาและมีรายได้สูงขึ้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ หลายประเทศรายได้ปานกลางเริ่มมีประชากรลดลงทั้งที่เศรษฐกิจยังไม่ได้แข็งแรงพอ
Financial Times ระบุว่า “lower-income countries are now getting old before they get rich” หรือหลายประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนจะพัฒนาเศรษฐกิจทัน
ปัญหานี้ส่งผลโดยตรงต่อ
แรงงานในอนาคต
ระบบบำนาญ
เศรษฐกิจระยะยาว
และภาษีของรัฐ
หลายฝ่ายยังยกตัวอย่างญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจชะลอตัวมานาน ส่วนหนึ่งเพราะจำนวนประชากรวัยทำงานลดลงต่อเนื่องหลายสิบปี
คนยังอยากมีลูก แต่ “ทำไม่ได้”
จุดสำคัญที่นักวิจัยเริ่มพูดตรงกัน คือคนส่วนใหญ่ไม่ได้ “ไม่อยากมีลูก”
ข้อมูลในหลายประเทศพบว่า คนรุ่นใหม่ยังอยากมีลูกเฉลี่ยประมาณ 2 คนเหมือนเดิม แต่สุดท้ายกลับมีลูกน้อยกว่าที่ตั้งใจไว้มาก
นักวิจัยเรียกสิ่งนี้ว่า “fertility gap” หรือช่องว่างระหว่าง “จำนวนลูกที่อยากมี” กับ “จำนวนลูกที่เกิดขึ้นจริง”
สาเหตุสำคัญที่ถูกพูดถึงมากคือ
ค่าครองชีพ
ราคาบ้าน
ค่าเลี้ยงดูเด็ก
ความไม่มั่นคงทางการเงิน
การทำงานหนัก
และการหาคู่ชีวิตที่ยากขึ้น
โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ การมีลูกเริ่มถูกมองว่าเป็น “ภาระทางเศรษฐกิจ” มากกว่าเดิม
โลกกำลังมี “คนน้อยคู่” มากขึ้น
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ปัญหาหลักตอนนี้ไม่ใช่แค่ “คู่รักมีลูกน้อยลง” แต่คือ “คนมีคู่กันน้อยลง”
งานวิจัยหลายชิ้นเริ่มพบว่า สัดส่วนคนที่แต่งงานหรืออยู่กินกันลดลงเร็วมากในช่วง 10–15 ปีที่ผ่านมา
Financial Times ระบุว่า ในหลายประเทศ จำนวนผู้หญิงที่ “ไม่มีลูกเลย” เพิ่มขึ้นเร็วกว่าเดิมมาก ขณะที่กลุ่มคนมีการศึกษาสูงกลับยังสร้างครอบครัวได้ค่อนข้างเสถียร
หลายฝ่ายจึงเริ่มมองว่า ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่รวมถึง “ความโดดเดี่ยว” และวิถีชีวิตยุคใหม่ด้วย
นักวิจัยเริ่มชี้ไปที่ “สมาร์ตโฟน”
หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดช่วงหลัง คือบทบาทของเทคโนโลยี
งานวิจัยจาก University of Cincinnati พบว่า พื้นที่ที่เข้าถึงเครือข่าย 4G เร็วที่สุด กลับมีอัตราการเกิดลดลงเร็วที่สุดเช่นกัน
นักวิจัยมองว่าสมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดียเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างรุนแรง
เช่น
ลดการเข้าสังคมแบบเจอหน้ากันจริง
ลดการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว
เพิ่มความโดดเดี่ยว
และทำให้คนใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์มากขึ้น
บางงานวิจัยยังพบว่า social media ทำให้คนมีมาตรฐานความสัมพันธ์สูงขึ้น หรือรู้สึกไม่พร้อมสร้างครอบครัวมากกว่าเดิม
คนรุ่นใหม่กำลังมีลูกช้าลง
ข้อมูลในสหรัฐฯ ยังพบว่า Gen Z มีแนวโน้ม “มีลูกช้าลง” อย่างชัดเจน
อัตราการเกิดของผู้หญิงอายุต่ำกว่า 30 ปีลดลงต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มอายุเกิน 30 กลับเพิ่มขึ้น
นักวิจัยมองว่านี่สะท้อนทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเรียนที่ยาวขึ้น และความไม่มั่นคงของชีวิตยุคใหม่
ปัญหาคือเมื่อเริ่มสร้างครอบครัวช้าลง จำนวนลูกโดยรวมก็มักลดลงตามไปด้วย
ต่อให้รัฐบาลแจกเงิน ก็ยังแก้ยาก
หลายประเทศพยายามแก้ปัญหานี้แล้ว
ทั้ง
แจกเงินมีลูก
ลดภาษี
สนับสนุน childcare
เพิ่มวันลาคลอด
และแจกเงินช่วยครอบครัว
แต่ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ยังไม่ชัดเจน
Financial Times ระบุว่า แม้ประเทศพัฒนาแล้วจะเพิ่มงบสนับสนุนครอบครัวหลายเท่าในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา แต่อัตราการเกิดก็ยังลดลงต่อเนื่องอยู่ดี
หลายฝ่ายจึงเริ่มมองว่า ปัญหานี้ลึกกว่าเรื่อง “เงิน” เพียงอย่างเดียว
โลกอาจกำลังเข้าสู่ยุคประชากรลดจริง ๆ
ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์จำนวนมากเริ่มมองว่า โลกอาจเข้าใกล้ยุค “population decline” เร็วกว่าที่คาดไว้
ASRM ระบุว่าอัตราการเกิดทั่วโลกเฉลี่ยลดจากประมาณ 5 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนในยุค 1960 เหลือเพียงประมาณ 2.2 ในปี 2024
และถ้าแนวโน้มยังเป็นแบบนี้ต่อไป โลกอาจเข้าสู่ภาวะประชากรลดในระดับโลกภายในไม่กี่สิบปีข้างหน้า
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ หลายประเทศยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจะรับมือกับสังคมที่ “คนแก่เยอะ เด็กน้อย และแรงงานลดลง” อย่างไร
เพราะสุดท้ายแล้ว ปัญหาเรื่องอัตราการเกิดไม่ได้เป็นแค่เรื่องครอบครัวอีกต่อไป แต่มันกำลังกลายเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และอนาคตของโลกทั้งระบบแล้วจริง ๆ
ที่มา biznews


ความคิดเห็น