ZestBuy

Starbucks ทำไมถึงยังเป็นร้านประจำของหลายคน

โปรไฟล์ ZestBuy AIZestBuy AI05-20
ความสนใจมุมกาแฟ

บทนำ: Starbucks ในชีวิตประจำวันของเรา

หากมองย้อนไปตั้งแต่ปลายยุค 90 จนถึงวันนี้ Starbucks ไม่ได้เป็นแค่ร้านขายกาแฟ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและวัฒนธรรมสมัยใหม่ของผู้คนจำนวนมาก ภาพคนถือแก้ว Starbucks เดินบนถนนในเมืองใหญ่ กลายเป็นภาพคุ้นตาไปทั่วโลก

เบื้องหลังความสำเร็จนี้ เริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของ Howard Schultz ที่อยากให้ร้านกาแฟเป็น “Third Place” หรือ “บ้านหลังที่สาม” รองจากบ้านและที่ทำงาน สถานที่ที่ผู้คนมานั่งพักผ่อน สูดกลิ่นกาแฟคั่วสด และใช้เวลากับบทสนทนาดีๆ

แต่ในขณะเดียวกัน เส้นทางของ Starbucks ก็เต็มไปด้วยจุดเปลี่ยน ทั้งด้านกลยุทธ์ธุรกิจ ประสบการณ์ในร้าน ราคา ความสัมพันธ์กับพนักงาน ไปจนถึงการขยายตัวสู่สินค้าพร้อมดื่มและทุกช่องทางในชีวิตประจำวัน คำถามคืออะไรคือปัจจัยที่ทำให้หลายคนยังเลือก Starbucks เป็นร้านกาแฟประจำ และอะไรที่กำลังบั่นทอนเสน่ห์ของมันลงไปทีละน้อย

บทความนี้จะพาไล่เรียงตั้งแต่ภาพลักษณ์แบรนด์ คุณภาพและมาตรฐานกาแฟ ความหลากหลายของเมนู กลยุทธ์ทำเลและช่องทาง ไปจนถึงมุมมองเรื่องราคาและประสบการณ์ที่แท้จริงที่เรารับจาก Starbucks ในวันนี้

ภาพลักษณ์แบรนด์และประสบการณ์ในร้านที่ทำให้ Starbucks แตกต่าง

ในยุครุ่งเรืองช่วงปลายยุค 90 ถึงต้นปี 2000 Starbucks คือ “ราชาแห่งโลกกาแฟ” และเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ภาพนางเอกฮอลลีวูดถือแก้วขนาด Venti กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเท่ ความทันสมัย และไลฟ์สไตล์แบบเมืองใหญ่

หัวใจสำคัญคือแนวคิด Third Place – ร้านกาแฟในแบบที่ควรจะเป็นบ้านหลังที่สาม ที่คนสามารถมานั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือพูดคุยได้โดยไม่รู้สึกถูกเร่งเร้า สิ่งเหล่านี้เคยเป็นเสน่ห์หลักของแบรนด์

แต่หลังวิกฤตการเงินปี 2008 โฟกัสของบริษัทค่อยๆ เปลี่ยนจาก “บาริสต้าและผู้บริโภค” ไปสู่ “ผู้ถือหุ้นและตัวเลขกำไร” การขยายสาขาอย่างรวดเร็ว การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ และการออกแบบร้านให้เน้นความเร็ว ทำให้จิตวิญญาณของ Third Place ค่อยๆ จางลง

ตัวอย่างที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงคือการเปิดร้านแบบ Pick-up only ในปี 2021 ที่เน้นรับเครื่องดื่มแล้วออกจากร้านให้เร็วที่สุด รวมถึงเหตุการณ์ที่มีข่าวเรื่องการไล่ลูกค้าเพราะนั่งนาน หรือไม่ซื้อสินค้าแต่ขอใช้ห้องน้ำ ซึ่งขัดกับภาพ “ศูนย์รวมของชุมชน” ที่เคยวาดฝันไว้

กล่าวคือ ภาพลักษณ์ของ Starbucks ยังคงมีความพรีเมียมและทันสมัย แต่ประสบการณ์ในร้านเองกำลังเดินอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “ร้านที่อยากให้นั่งเล่น” กับ “จุดรับเครื่องดื่มที่ต้องรีบออกไป”

คุณภาพกาแฟ เมล็ดกาแฟ และมาตรฐานการชงที่สร้างความไว้วางใจ (และข้อกังขา)

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากไว้วางใจ Starbucks มาตลอด คือมาตรฐานที่สามารถคาดเดาได้ ไม่ว่าจะไปสาขาไหนในโลก รสชาติกาแฟและรูปแบบการชงจะใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปและการขยายสาขาทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 41,000 แห่ง เสียงสะท้อนด้านคุณภาพก็เริ่มดังขึ้น ลูกค้าบางส่วนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าคุณภาพอาหารและเครื่องดื่มถดถอยลง

  • แซนด์วิชที่เคยมีรสชาติดี กลับมีเนื้อสัมผัส “เหมือนยาง” มากขึ้น

  • ปริมาณเครื่องดื่มในแก้วถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะเมื่อเอาน้ำแข็งออกแล้วพบว่ากาแฟจริงๆ มีเพียงครึ่งแก้ว

เมื่อราคาสูงขึ้น แต่ประสบการณ์ด้านคุณภาพกลับไม่ขยับตาม ความไว้วางใจที่เคยมีกับมาตรฐาน Starbucks จึงเริ่มถูกสั่นคลอน แม้แบรนด์จะยังใช้เรื่องคุณภาพและมาตรฐานเป็นจุดขายอยู่ก็ตาม

เมนูยอดนิยม ความหลากหลายของเครื่องดื่มและอาหารที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ความหลากหลายของเมนูเป็นอีกจุดแข็งที่ทำให้ Starbucks อยู่ในชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก ทั้งเมนูกาแฟ นม ชา หรือเครื่องดื่มตามฤดูกาลที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีอะไรใหม่ให้ลองอยู่เสมอ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลยุทธ์ด้านเมนูในยุคใหม่ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ “ขึ้นราคาอย่างแนบเนียน” ภายใต้การบริหารของ Brian Niccol

มีการใช้วิธีตัดชื่อเมนูแบบ “รวมทุกอย่าง” แล้วแยกส่วนประกอบให้ลูกค้าต้องกดเพิ่มเองทีละอย่างในแอปหรือที่หน้าเคาน์เตอร์ ทำให้ลูกค้า จ่ายแพงขึ้น จากส่วนผสมหรือท็อปปิ้งเสริม โดยที่ภาพรวมราคาดูเหมือนเปลี่ยนไม่มาก

ในบางประเทศ เมนูทดลองใหม่อย่าง กาแฟผสมน้ำมันมะกอก (Oleato) ก็สะท้อนความพยายามสร้างกระแสและความแปลกใหม่ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นเสียงบ่นเรื่องอาการมวนท้องและต้องถอดเมนูออกในภายหลัง ซึ่งทำให้เห็นช่องว่างระหว่างไอเดียจากผู้บริหารกับประสบการณ์จริงของผู้บริโภค

กล่าวโดยสรุป เมนูของ Starbucks ยังคงหลากหลายและปรับเล่นได้ตามสไตล์ของแต่ละคน แต่เบื้องหลังความหลากหลายนั้นมีมิติด้านราคาที่ซับซ้อนขึ้น และสร้างคำถามว่าความคุ้มค่าจริงๆ อยู่ตรงไหน

กลยุทธ์ทำเล สาขาเยอะ นั่งทำงานได้ และบรรยากาศที่เอื้อต่อการใช้เวลา

หนึ่งในจุดแข็งดั้งเดิมของ Starbucks คือการเลือกทำเลที่เข้าถึงง่าย มักอยู่ในย่านธุรกิจ ห้างสรรพสินค้า หรือจุดศูนย์กลางคมนาคม ทำให้กลายเป็น “จุดนัดพบ” และ “ที่นั่งทำงาน” สำคัญของคนเมือง

ในยุค Third Place ร้านถูกออกแบบมาเพื่อให้คนใช้เวลานั่งอ่านหนังสือ ทำงาน หรือพูดคุยได้นาน มีปลั๊กไฟ อินเทอร์เน็ต และบรรยากาศที่ตั้งใจให้รู้สึกผ่อนคลาย

แต่เมื่อกลยุทธ์ของบริษัทขยับไปเน้นความเร็วและปริมาณ การเพิ่มช่อง Drive-thru รวมถึงการขยายร้านแบบ Pick-up only ทำให้บทบาทของร้านในฐานะ “ที่ใช้เวลา” ลดลงในหลายพื้นที่

ในสายตาของคนจำนวนไม่น้อย Starbucks ยุคใหม่จึงถูกมองว่าเป็น “ที่รับกาแฟไปดื่มต่อที่อื่น” มากกว่าจะเป็น “ปลายทาง” ที่อยากนั่งใช้เวลาเหมือนในอดีต

โปรแกรมสมาชิก Starbucks Rewards และการตลาดที่ทำให้ลูกค้ากลับมาใช้ซ้ำ

แม้ในข้อมูลที่มีจะไม่ได้ลงรายละเอียดตัวเลขหรือโครงสร้างของโปรแกรม Starbucks Rewards แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ Starbucks ใช้ แอปพลิเคชันและระบบสมาชิก เป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงลูกค้าให้กลับมาใช้บริการซ้ำ

ในทางหนึ่ง ระบบแอปและสมาชิกช่วยให้การสั่งแบบล่วงหน้า (Mobile Order & Pay) สะดวกขึ้น สะสมแต้มได้ และมีข้อเสนอเฉพาะบุคคล ทำให้หลายคนผูกตัวเองไว้กับแบรนด์โดยอัตโนมัติ

แต่อีกด้านหนึ่ง ก็มีการใช้การปรับสิทธิประโยชน์ในแอปเป็นช่องทางของ “การขึ้นราคาแบบเนียนๆ” เช่น การทำให้ลูกค้าต้องใช้แต้มมากขึ้น หรือได้สิทธิ์น้อยลงต่อการใช้จ่ายเท่าเดิม ไปจนถึงการออกแบบเมนูเสริมในแอปที่ทำให้ยอดจ่ายต่อบิลสูงขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว

ดังนั้น โปรแกรมสมาชิกและการตลาดของ Starbucks ทำหน้าที่ทั้งในฐานะเครื่องมือสร้างความภักดี และในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือเพิ่มรายได้ต่อหัวอย่างมีนัยสำคัญ

Starbucks บุกตลาดกาแฟนอกบ้านและสินค้าพร้อมดื่ม

นอกจากร้านกาแฟแล้ว Starbucks ยังเดินหน้าอย่างจริงจังในตลาด กาแฟนอกบ้าน และ กาแฟพร้อมดื่ม (RTD) เพื่อให้แบรนด์อยู่ในทุกช่วงเวลาชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

ตัวอย่างชัดเจนคือการเปิดตัว “Starbucks DOUBLESHOT” กาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม วางขายใน 7-Eleven ด้วยราคา 49 บาท ขนาด 220 มิลลิลิตร มี 3 รสชาติ ได้แก่

  • Americano No Sugar

  • Americano สูตรหวานน้อย

  • Espresso Latte

แม้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ CPG ที่ให้เนสท์เล่เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่าย แต่ก็มีบทบาทสำคัญในหลายมิติ:

  1. ต่อยอดแบรนด์ในตลาดกาแฟนอกบ้าน มูลค่ากว่า 2.7 หมื่นล้านบาท

  2. ขยายฐานลูกค้าใหม่ ให้คนที่ “อยากลอง Starbucks แต่รู้สึกว่าแพง” เข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้นจากราคาที่จับต้องได้

  3. ตอบโจทย์ความสะดวก ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการของพร้อมดื่ม พกง่าย ซื้อไว ไม่ต้องรอคิว ผ่านเครือข่าย 7-Eleven กว่า 1.5 หมื่นสาขา

  4. แข่งขันในตลาด RTD กับคู่แข่งอย่าง Nescafé, Birdy, Boss, Arabus ฯลฯ ด้วยภาพลักษณ์พรีเมียม แม้เป็นสินค้ากลุ่มแมสก็ยังใช้แบรนด์และดีไซน์ดึงดูดคนที่ยอมจ่ายแพงขึ้นอีกนิด

  5. เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Omnichannel ที่พยายามทำให้ Starbucks มีอยู่ในทุกช่องทาง ทั้งร้าน, เดลิเวอรี่, ซูเปอร์มาร์เก็ต, ร้านสะดวกซื้อ และแม้แต่เครื่องขายอัตโนมัติในบางประเทศ

ทั้งหมดนี้สะท้อนความตั้งใจชัดเจนของ Starbucks ที่อยากเป็น “แบรนด์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนให้มากที่สุด” ไม่ว่าจะในรูปแบบแก้วในมือ ถ้วยในร้าน หรือกระป๋องในตู้แช่เซเว่น

มุมมองด้านราคา: คุ้มค่าหรือไม่ เมื่อเทียบกับประสบการณ์ที่ได้รับ

คำถามเรื่องราคาคือประเด็นที่ผู้บริโภคพูดถึง Starbucks มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อราคาเครื่องดื่มมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่ประสบการณ์โดยรวมทั้งด้านคุณภาพและการบริการกลับไม่ได้เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน

ในยุคของ Brian Niccol มีการใช้กลยุทธ์แบบ Stealth Price Increase หรือการขึ้นราคาอย่างแนบเนียน ผ่านการออกแบบเมนูและสิทธิประโยชน์ เช่น

  • ตัดเมนูที่เคย “รวมทุกอย่าง” แล้วแยกส่วนผสมให้ลูกค้าจ่ายเพิ่มทีละส่วน

  • ปรับโครงสร้างในแอปและโปรแกรมสมาชิกให้ลูกค้าต้องจ่ายมากขึ้นเพื่อได้สิทธิ์เท่าเดิม

ในขณะเดียวกัน ลูกค้าบางส่วนก็รู้สึกว่า บริการพื้นฐาน ที่เคยเป็นเสน่ห์ เช่น การนั่งใช้น้ำดื่มฟรี ใช้ห้องน้ำ หรือการนั่งนานๆ โดยไม่ถูกกดดัน เริ่มถูกลดทอนลงจากทั้งนโยบายและความกดดันด้านยอดขายของร้าน

เมื่อราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความรู้สึกว่า “ได้รับการดูแล” และ “ได้ใช้เวลาในร้านอย่างสบายใจ” ลดลง คำถามเรื่อง “ความคุ้มค่า” จึงดังขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ลูกค้าประจำ

ปัจจัยภายใน: พนักงาน สหภาพแรงงาน และผลกระทบต่อประสบการณ์ลูกค้า

ประสบการณ์ของลูกค้าในร้าน Starbucks ผูกติดกับ “คน” หลังเคาน์เตอร์เป็นหลัก แต่การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้เน้นความเร็วและปริมาณ ทำให้ภาระงานบนไหล่ของบาริสต้าหนักขึ้นกว่าที่เคย

  • ช่วงชั่วโมงเร่งด่วน บางสาขามีพนักงานเพียง 1–2 คน แต่ต้องรับมือกับออเดอร์จาก Mobile Order จำนวนมากและแถวหน้าร้านที่ยาว

  • เสียงเครื่องปริ๊นท์ใบสั่งจากแอปดังไม่หยุด ร้านที่เคยสะอาดเป็นระเบียบเริ่มยุ่งเหยิง ดูแลไม่ทัน

ในช่วงการระบาดใหญ่ ความกดดันนี้ระเบิดออกมาในรูปของการรวมตัวตั้ง สหภาพแรงงาน หลายสาขา รายงานต่างๆ ระบุว่าบริษัทใช้วิธีต้านการรวมตัว ทั้งการสอดส่อง การไล่แกนนำออก และการปิดสาขาที่มีสหภาพ โดยอ้างเหตุผลด้านผลประกอบการหรือชั่วโมงเปิดร้าน

บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับพนักงานที่เคยเรียกว่า “พาร์ตเนอร์” ถูกท้าทายอย่างหนัก และสุดท้ายก็สะท้อนออกมาที่ประสบการณ์หน้าร้าน—ทั้งในรูปแบบความล่าช้า ความตึงเครียด หรือการบริการที่ขาดรอยยิ้มแบบเดิม

ผู้นำใหม่ กลยุทธ์ Back to Starbucks และคำถามที่ยังค้างคา

เมื่อปัญหาสะสมทั้งยอดขายที่สะดุด หุ้นที่ผันผวน และภาพลักษณ์ที่ถูกตั้งคำถาม Starbucks เลือกใช้กลยุทธ์ “เปลี่ยนแม่ทัพ” ดึง Brian Niccol อดีตผู้บริหารที่มีชื่อเสียงจาก Taco Bell และ Chipotle เข้ามา พร้อมแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่ามหาศาล

Niccol เปิดตัวด้วยแผน Back to Starbucks ประกาศว่าจะพาบริษัทกลับสู่จิตวิญญาณร้านกาแฟแบบดั้งเดิม เน้นประสบการณ์ในร้านมากขึ้น และปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน

แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ

  • การปลดพนักงานองค์กรหลายรอบ รวมแล้วนับพันตำแหน่ง

  • การปิดศูนย์สนับสนุนบางแห่งเพื่อลดต้นทุน

  • โครงสร้างบริษัทที่ถูก “ทำให้เล็กและคล่องตัวขึ้น” แต่ตามมาด้วยความกดดันในหน้างาน

ในร้านเอง มีการเพิ่มตำแหน่งใหม่อย่าง Green Apron Shift Supervisor ซึ่งในสายตาพนักงานบางคนถูกมองว่าเป็น “คนถือ iPad คอยสั่งงาน” มากกว่าจะเป็นคนลงมาช่วยแบ่งเบาภาระ

นอกจากนี้ การกลับมาเน้น “มาตรฐานเข้ม” เช่น การบังคับให้เขียนชื่อลูกค้าเป็นประโยคเต็ม ห้ามวาดรูป หรือใส่ความเป็นกันเองมากเกินไป ก็ยิ่งทำให้ขั้นตอนช้าลง ในขณะที่แรงกดดันเรื่องความเร็วและยอดขายยังอยู่เท่าเดิม

ทั้งหมดนี้ทำให้คำถามใหญ่ยังค้างคาอยู่ว่า แผน Back to Starbucks จะช่วยดึงเสน่ห์ของแบรนด์กลับมาได้จริง หรือจะเป็นเพียงอีกชุดของมาตรการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ ที่แลกมากับจิตวิญญาณของ “บ้านหลังที่สาม”

สรุป: ปัจจัยรวมที่ทำให้ Starbucks ยังเป็นร้านกาแฟที่หลายคนเลือก (และเหตุผลที่บางคนเริ่มลังเล)

เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่าความสำเร็จของ Starbucks เกิดจากการผสมผสานหลายปัจจัยเข้าด้วยกัน

  • ภาพลักษณ์แบรนด์ที่ทันสมัย พรีเมียม และฝังตัวอยู่ในวัฒนธรรมสมัยนิยม

  • แนวคิด Third Place ที่เคยทำให้ร้านเป็นบ้านหลังที่สามของใครหลายคน

  • ความหลากหลายของเมนูที่ตอบสนองได้หลายไลฟ์สไตล์

  • ทำเลที่เข้าถึงง่าย และการขยายช่องทางแบบ Omnichannel ไปจนถึงกาแฟพร้อมดื่มในร้านสะดวกซื้อ

  • โปรแกรมสมาชิกและแอปที่ทำให้การกลับมาใช้ซ้ำเป็นเรื่องอัตโนมัติในชีวิตประจำวัน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ปัจจัยเดียวกันหลายข้อก็กำลังย้อนกลับมากดดันแบรนด์เอง

  • การเน้นขยายสาขาและความเร็ว ทำให้เสน่ห์ของ Third Place ถูกลดทอน

  • การขึ้นราคาทั้งตรงและแฝง ทำให้ลูกค้าตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า

  • คุณภาพอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่สม่ำเสมอเหมือนเดิม

  • ความตึงเครียดกับพนักงานและสหภาพแรงงาน ที่บั่นทอนบรรยากาศหลังเคาน์เตอร์และหน้าร้าน

ในท้ายที่สุด สิ่งที่ข้อมูลทั้งหมดสะท้อนคือ แก่นแท้ของธุรกิจบริการอยู่ที่ “คน” และ “ประสบการณ์จริง” ไม่ใช่เพียงโลโก้สีเขียวหรือกลยุทธ์การตลาดที่ซับซ้อน ต่อให้ Starbucks จะสามารถอยู่ในทุกช่องทาง ทุกตู้แช่ ทุกหน้าจอมือถือ หากพนักงานยังรู้สึกเป็นเพียงฟันเฟืองราคาถูก และลูกค้ายังรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบด้วยประสบการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผลกับราคา เสน่ห์ของ “บ้านหลังที่สาม” ก็จะค่อยๆ เลือนหายไปจากชีวิตประจำวันของผู้คน

และนั่นคือโจทย์ใหญ่ที่ Starbucks ต้องตอบให้ได้ หากยังอยากเป็นร้านกาแฟที่ผู้คนเลือกทุกวัน ไม่ใช่แค่ด้วยความเคยชิน แต่เพราะพวกเขายังรู้สึกดีจริงๆ ทุกครั้งที่เดินเข้าไปในร้าน

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น