รับแอปรับแอป

จากเจลเล็บสยามสแควร์สู่ผู้กำกับร้อยล้าน: เส้นทางที่ใส่สุดของ “บอส นฤเบศ”

ก้องภพ ชัยเจริญ01-31

เส้นทาง 15 ปีของผู้กำกับที่ไม่ยอมทำอะไรแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ

“บอส – นฤเบศ กูโน” โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมากว่า 15 ปี จากผู้กำกับซีรีส์มือทอง สู่การแจ้งเกิดในฐานะผู้กำกับร้อยล้านจากภาพยนตร์เรื่อง “วิมานหนาม” ที่ได้รับกระแสตอบรับดีเกินคาด จนเจ้าตัวเองยังรู้สึกปลื้มไม่หาย

เบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากโชคช่วยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก แพสชัน ความรักในงาน และความมุ่งมั่นระดับสุดทาง ที่ทำให้เขาไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง แม้จะประสบความสำเร็จแล้วก็ยังเชื่อเสมอว่า “มันต้องดีกว่านี้ได้อีก”

จนกระทั่งวันหนึ่งเขาตัดสินใจเปิดบริษัทของตัวเอง เรียนรู้มุมมองใหม่ของชีวิตในวันที่รู้สึกว่าโตขึ้นกว่าเดิม และค้นพบความจริงอย่างหนึ่งว่า “สิ่งที่ดีที่สุดจะอยู่คู่กับช่วงเวลาที่ดีที่สุด แค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ชีวิตก็มีความสุขมากพอแล้ว”

LOOKE และการกลับมาสู่โลกซีรีส์ที่คุ้นเคย

หลังจบโปรเจกต์ “วิมานหนาม” บอสเริ่มต้นบทบาทใหม่ในฐานะเจ้าของบริษัทชื่อ LOOKE (ลู้คกี้) ซึ่งเป็นธุรกิจผลิตซีรีส์อย่างเต็มตัว

ผลงานล่าสุดของเขาคือ “GELBOYS สถานะกั๊กใจ” ซีรีส์ที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของ 4 หนุ่มผ่าน Pop Culture ของ Gen Z โดยใช้ “การทำเล็บเจล” ในย่านสยามสแควร์เป็นจุดตั้งต้นของเรื่องราว

เล็บเจลในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่แฟชั่นไอเท็ม แต่มันคือ พื้นที่ปลอดภัยที่ไร้กรอบจำกัด ลวดลายที่ออกแบบอย่างอิสระสะท้อนตัวตนของวัยรุ่นที่ไม่ยึดติดกับกรอบเพศสภาพ เพราะสำหรับพวกเขา “ความเป็นเรา” สำคัญกว่า “นิยามทางเพศ” ใด ๆ

สำหรับบอส การกลับมาทำซีรีส์จึงเหมือนการกลับบ้าน เขาเริ่มทำซีรีส์ตั้งแต่ช่วงทำงานกับ “นาดาว” ผ่านผลงานอย่าง

  • ฮอร์โมน

  • Project S : Side by Side พี่น้องลูกขนไก่

  • แปลรักฉันด้วยใจเธอ

ฝั่งซีรีส์คือพื้นที่ที่เขาได้ “เวิ่น” และขยายความรู้สึกตัวละครได้เต็มที่ ต่างจากหนังโรงที่ต้องเล่าให้จบใน 2 ชั่วโมง ซึ่งแม้จะท้าทาย แต่ก็เป็นความสนุกอีกแบบที่เขาชอบไม่แพ้กัน

“วิมานหนาม” หนัง LGBTQIA+ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์

ตอนที่ตัดสินใจรับกำกับ “วิมานหนาม” บอสยอมรับตรง ๆ ว่า เนื้อหาดูแปลกใหม่และเฉพาะกลุ่ม จนเขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าคนดูจะอินกับประเด็นนี้แค่ไหน โดยเฉพาะในฐานะหนังแนว LGBTQIA+ ที่วัดกระแสได้ยาก

แต่ทีมโปรดิวเซอร์จาก GDH กลับมองโปรเจกต์นี้ในภาพใหญ่ เพราะแม้จะเริ่มต้นจากกลุ่มคนดูเฉพาะทาง แต่ถ้าเล่าได้ถูกใจ มันมีศักยภาพจะขยายไปหาคนวงกว้างได้ และมันก็กลายเป็นแบบนั้นจริง ๆ

ช่วงที่หนังออกฉาย กระแสสังคมกำลังพูดถึงประเด็น สมรสเท่าเทียม มีเคสของคู่รักเพศเดียวกันที่ทำธุรกิจร่วมกัน แต่สุดท้ายเมื่ออีกฝ่ายเสียชีวิต ทรัพย์สินกลับถูกครอบครัวอีกฝ่ายยึดไปทั้งหมด เรื่องจริงเหล่านี้ทำให้ประเด็นในหนังไม่ใช่แค่ “เรื่องของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด” แต่กลายเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็เอามา Relate กับชีวิตตัวเองได้

อีกหนึ่งจุดพีกคือการได้นักแสดงอย่างเจฟและอิงฟ้า ซึ่งเป็นซูเปอร์สตาร์ที่เหมาะกับบทอย่างลงตัว คนดูเชื่อ อิน และประทับใจกับตัวละครจนเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก

ใส่สุดทุกองค์ประกอบ จนกลายเป็นผู้กำกับร้อยล้าน

เมื่อมองกลับไป บอสเชื่อว่าความสำเร็จของ “วิมานหนาม” ไม่ได้มาจากจังหวะดีอย่างเดียว แต่มาจากการที่เขา ลงแรงแบบใส่สุดในทุกดีเทล ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มโปรเจกต์

  • เริ่มจากกลุ่มคนดูเล็ก ๆ ที่คาดหวังไว้

  • ค่อย ๆ ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้น

  • ใส่ใจบท เสื้อผ้า หน้า ผม ไปจนถึงโลเคชันอย่างละเอียด

คนดูจึงได้เห็นเจฟและอิงฟ้าในลุคที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พวกเขาเล่นดราม่าได้ ดูดิบ ดูเลอะ ดูเป็น “ชาวบ้าน” ในแบบที่จับต้องได้จริง

บอสมองว่า การแคสติ้งคือหัวใจสำคัญของงานกำกับ เพราะต่อให้ทุกอย่างดีหมด แต่เคมีนักแสดงไม่เข้ากัน คนดูก็จะไม่เชื่อในเรื่องราวนั้น ทว่าในกรณีของ “วิมานหนาม” เคมีของเจฟกับอิงฟ้าคือเข้ากันแบบสุด ๆ จนทำให้คนดูอินตามไปทั้งเรื่อง

ผลลัพธ์คือหนังมีกระแสพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทำเงินสูง และคว้ารางวัลมากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีให้เขาเดินต่อบนเส้นทางผู้กำกับอย่างภูมิใจ

เมื่อฟีดแบ็กแรง ๆ คือบทเรียนที่ทำให้โต

ในโลกของภาพยนตร์ ละคร หรือซีรีส์ ทุกอย่างต้องถูกวัดผล ไม่ว่าจะเป็นเรตติ้ง รายได้ หรือกระแสสังคม บอสเองก็หนีไม่พ้นการต้องฟังเสียงคนดูทุกครั้งที่มีงานออกฉาย

ช่วงทำ “รักฉุดใจ นายฉุกเฉิน” เขายอมรับว่าเจอฟีดแบ็กด้านลบเยอะจนรู้สึกเฟลไปพักหนึ่ง แต่แทนที่จะหยุด เขาเลือกเก็บทุกคำวิจารณ์มาเป็นเชื้อเพลิงในการพัฒนา

เขาบอกตัวเองเสมอว่า

  • เรามีหน้าที่ทำให้ดีที่สุด

  • แต่ “ดีที่สุด” ของเรา ไม่ได้หมายความว่าจะตรงใจทุกคน

สุดท้ายคือการเดินหน้าทำงานต่ออย่างไม่ยอมถอดใจ เพราะเขารู้ตัวดีว่า ตัวเองรักงานกำกับมากแค่ไหน

จากผู้กำกับสู่เจ้าของบริษัท: ความสุขที่ได้เห็นคนรอบตัวเติบโต

การเปิดบริษัทของตัวเองทำให้บอสได้สัมผัสอีกมิติของวงการบันเทิง เขาไม่ได้เป็นแค่ผู้กำกับ แต่ได้กลายเป็นคนที่

  • ปั้นศิลปินของตัวเอง

  • คิดโปรเจกต์ใหม่ ๆ

  • โปรดิวซ์คอนเทนต์

  • ให้โอกาสผู้กำกับหน้าใหม่

สำหรับเขา ความสุขไม่ได้อยู่แค่ผลงานตัวเองดัง แต่คือการได้เห็น คนรอบตัวเติบโตไปพร้อมกัน เขาเชื่อว่าที่ตัวเองมายืนอยู่ตรงนี้ได้ ก็เพราะมีเพื่อนร่วมงานและทีมที่ดีอยู่ข้าง ๆ

แน่นอนว่าบางช่วงเขาเคยรู้สึกเบิร์นเอาต์ เพราะงานโปรเจกต์หนึ่งอาจใช้เวลานานถึง 2 ปี หนักทั้งกายและใจ แต่ทุกครั้งที่เห็นผลลัพธ์ออกมาดี ได้เห็นคนดูตอบรับ ได้เห็นทีมงานภูมิใจ มันก็เหมือนเติมไฟให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

เขาพูดแบบติดตลกว่า “ชีวิตคงวนอยู่ในลูปนี้นั่นแหละ ทำงานหนัก เหนื่อย ท้อ แล้วก็มีผลงานมาจุดไฟใหม่ (หัวเราะ)”

ดาบสองคมของความ Perfectionist

บอสยอมรับเต็มปากว่า ตัวเองเป็นสาย Perfectionist แบบสุดทาง

เขาเป็นคนคาดหวังสูงกับทุกอย่าง อยากทำให้ดีที่สุด ชอบเอาชนะตัวเอง และมักจะคิดว่า “มันต้องได้อีก ยังดีได้อีก” จนทีมงานถึงกับต้องถามว่า

“ต้องดีแค่ไหน ถึงจะเรียกว่าดีที่สุด?”

หลายครั้งงานที่ทำเสร็จแล้วก็ดีอยู่แล้ว แต่พอเขาไปเจอไอเดียใหม่ที่ปิ๊งกว่า ก็อยากกลับมาแก้งานอีก เพราะรู้สึกว่ามันมีศักยภาพจะไปได้ไกลกว่านั้น

นิสัยแบบนี้ให้ทั้งพลังบวกและความกดดันในเวลาเดียวกัน เหมือน ดาบสองคม ที่ถ้าไม่ระวังก็แทงตัวเองจนบาดเจ็บได้เหมือนกัน

บาลานซ์ชีวิต: ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ

เมื่อเติบโตขึ้น บอสเริ่มมองเห็นความสำคัญของ “เวลา” ชัดเจนขึ้น เขารู้ว่าชีวิตไม่ได้มีแค่งานกำกับหรือโปรเจกต์ใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่ยังมี

  • ครอบครัว

  • สุนัขที่ต้องพาไปเดินเล่น

  • ชีวิตประจำวันที่เรียบง่ายแต่เติมเต็มใจ

เขาเปลี่ยนวิธีคิดมาเป็น

  • โฟกัสที่ To do list ของวันนี้

  • ให้กำลังใจตัวเอง

  • พยายามไม่มองทุกอย่างในมุม Negative

  • ไม่ปล่อยให้ “ความกลัวในอนาคต” มาทำร้ายความสุขปัจจุบัน

สำหรับเขาตอนนี้ การใช้ชีวิตแบบ “วันต่อวัน” ไม่ได้แปลว่าไร้เป้าหมาย แต่คือการเคารพตัวเอง เคารพเวลา และทำทุกวันให้มีความหมายในแบบที่ควบคุมได้

เพราะสุดท้ายแล้ว ความกลัวเป็นเรื่องของอนาคต แต่ความสุขคือเรื่องของวันนี้ และถ้าเราทำวันนี้ให้ดีที่สุดได้ ชีวิตก็อาจจะง่ายและมีความสุขกว่าที่คิดเยอะเลย