รุ่งอรุณใหม่ของ T-Beauty และการพุ่งทะยานของศรีจันทร์
ในยุคที่เทรนด์ความงามไทยกำลังมาแรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลายคนเรียกช่วงเวลานี้ว่า “The Dawn of Thai Beauty Era” หรือรุ่งอรุณแห่ง T-Beauty ซึ่งหนึ่งในแบรนด์ที่ยืนเด่นสุด ๆ ในกระแสนี้คือ ศรีจันทร์ แบรนด์ไทยเก่าแก่ที่รีแบรนด์ตัวเองจนกลับมาปังแบบทะลุเพดาน
จากธุรกิจเครื่องสำอางและสกินแคร์ของบริษัท ศรีจันทร์ สหโอสถ จำกัด แบรนด์ “ศรีจันทร์ (SRICHAND)” และ “ศศิ (sasi)” สามารถทำรายได้รวมทะลุ 1,600 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องแบบ Double Digit ตั้งแต่ปี 2021-2024 และก้าวขึ้นเป็น แบรนด์ไทยอันดับ 1 ในตลาดสกินแคร์หมวดมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวหน้า
ศักยภาพของแบรนด์ไม่ได้อยู่ที่การขายดีอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนพลังของ T-Beauty ที่กำลังก้าวขึ้นเป็น Soft power ด้านความงามของไทยในเวทีเอเชียและระดับโลก
จากแป้งในตำนาน สู่อาณาจักรบิวตี้ครบวงจร
หลายคนอาจจะคุ้นชื่อศรีจันทร์ในฐานะแบรนด์แป้ง แต่ปัจจุบันบริษัทได้ขยายตัวจนกลายเป็นแบรนด์บิวตี้แบบครบเครื่อง ทั้งเมคอัพ สกินแคร์ และกันแดด พร้อมแตกแบรนด์ “ศศิ” มาจับกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่รักแฟชั่นและความคุ้มค่า
4 ไฮไลต์ความสำเร็จของศรีจันทร์ในช่วงปี 2021-2024
แบรนด์ไม่ได้เด่นแค่ “แป้ง” แต่แข็งแรงในทุกหมวดสินค้า ทั้งเมคอัพ สกินแคร์ และครีมกันแดด
การเติบโตของแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์น่าจับตา: เมคอัพโต 11%, สกินแคร์โต 148%, ครีมกันแดดโต 73%
สกินแคร์ขึ้นแท่นพระเอกใหม่ของแบรนด์ โดยมีสินค้าเรือธงที่ครองอันดับ 1 ตลาดไทย
แบรนด์น้องอย่าง “ศศิ” กลายเป็นตัวแทนแห่งความฝัน ความหวัง และสไตล์ของคนรุ่นใหม่ เติบโตแรงไม่แพ้กัน
ยอดขายพุ่งแบบ Double Digit และตัวเลขที่เล่าเรื่องการเติบโต
เบื้องหลังคำว่าพันล้าน ไม่ได้มาง่าย ๆ แต่สะท้อนการเติบโตที่ต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน
ภาพรวมยอดขายของบริษัท ศรีจันทร์ สหโอสถ จำกัด
ปี 2021: รายได้ 520 ล้านบาท
ปี 2022: รายได้ 717 ล้านบาท (+42.02%)
ปี 2023: รายได้ 1,019 ล้านบาท (+41.92%)
ปี 2024: รายได้ 1,600 ล้านบาท (+58.98%)
เป้าหมายปี 2025: ตั้งเป้าโตอีก 30-40%
เมื่อมองในแง่การเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ของสองแบรนด์หลัก
ศรีจันทร์: เติบโตเฉลี่ยราว 51% ต่อปี (2021–2024)
ศศิ: เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 50% ต่อปี (2021–2024)
สิ่งที่น่าสนใจคือ รายได้รวมของบริษัท
เติบโตแบบ Double Digit ทุกปี
แตะระดับ 1,000 ล้านบาท ได้ตั้งแต่ปี 2023
- ปัจจุบันโครงสร้างรายได้มาจาก
ออฟไลน์: 90%
ออนไลน์: 10%
สะท้อนว่าแบรนด์ยังแข็งมากในหน้าร้านจริง ขณะเดียวกันก็ทยอยสร้างฐานในโลกออนไลน์ควบคู่กันไป
โปรดักต์ตัวท็อปที่ขึ้นแท่นอันดับ 1
ในหมวดเมคอัพและสกินแคร์ มีหลายไอเทมที่กลายเป็น ฮีโร่โปรดักต์ ของแบรนด์ และครองอันดับ 1 ในตลาดไทยจากข้อมูล NielsenIQ
เมคอัพ
Bare to Perfect Translucent Powder (10 g)
แป้งฝุ่นโปร่งแสงที่หลายคนรู้จักดี
เป็นผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่น (Loose Powder) ที่มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทย
ครองตำแหน่งตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 – เมษายน 2568
สกินแคร์
SRICHAND Skin Moisture Burst Gel Cream Sachet (10 ml)
มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเจลครีมที่ออกแบบมาเพื่อเติมความชุ่มชื้น
ขึ้นอันดับ 1 ในหมวด Moisturizer for Face ทั่วประเทศไทย
ครองยอดขายสูงสุดระหว่างเดือนมกราคม 2567 – เมษายน 2568
ตลาดมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวหน้าก็ยิ่งตอกย้ำความแรงของแบรนด์
ศรีจันทร์เป็น แบรนด์ไทยอันดับ 1 ในหมวดนี้ (มกราคม 2567 – เมษายน 2568)
เติบโต 79% ขณะที่ตลาดรวมโตเพียง 3.44% ตามรายงาน NielsenIQ ปี 2025
พูดง่าย ๆ คือ แบรนด์ไม่ได้แค่ “ตามตลาดทัน” แต่กำลัง ดันกราฟทั้งตลาดให้สูงขึ้นไปพร้อมกัน
“ศศิ” แบรนด์น้องที่คุ้มค่า สดใส และเข้าใจวัยรุ่น
เพื่อจับกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งเรื่องฟีลแฟชั่นและความคุ้มค่า บริษัทได้เปิดตัวแบรนด์ “ศศิ (sasi)” ตั้งแต่ปี 2017
DNA ของแบรนด์ “ศศิ”
Positioning คือ “The most value for money yet trendy beauty & lifestyle brand”
เป็นแบรนด์ที่สะท้อน ความฝันและความหวังของคนรุ่นใหม่
เน้นความคุ้มค่า ใช้ง่าย ดีไซน์ทันสมัย และเข้าถึงง่าย
โปรดักต์ไฮไลต์ของศศิ
Kiss & Blush Multifunction Cosmetics
เมคอัพสารพัดประโยชน์ ชิ้นเดียวใช้ได้ทั้งตา แก้ม และปาก
ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความสะดวก พกง่าย ใช้เร็ว แต่ยังสวยครบ
Acne Sol Collection
กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยจัดการปัญหาสิวของวัยรุ่นแบบตรงจุด
เมคอัพสีสันโดดเด่น สดใส ตรงใจสายแต่งหน้าเล่นสี
ด้วยการเข้าใจ Insight วัยรุ่นแบบลึก ๆ ทำให้ศศิมีการเติบโตระดับ CAGR กว่า 50% ต่อปี ในช่วงปี 2021-2024 กลายเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ดันยอดรวมของบริษัทให้พุ่งแรง
Purposeful Brand: ความงามที่มีเป้าหมายใหญ่กว่าแค่ยอดขาย
สิ่งที่ทำให้ศรีจันทร์แตกต่าง ไม่ใช่แค่โปรดักต์ดี หรือยอดขายโหด แต่คือการเป็น “Purposeful Brand” ที่มีเป้าหมายชัดเจนว่า
อยากเป็นแบรนด์ไทยระดับสากลที่ทำให้คนไทยภูมิใจ
เป้าหมายนี้ไม่ใช่แค่วาทกรรม แต่ถูกแปลงเป็นกลยุทธ์ในทุกมิติของแบรนด์
1. Modern Classic Thainess – ความเป็นไทยแบบร่วมสมัย
เอกลักษณ์ของศรีจันทร์ คือการผสมผสาน ความเป็นไทย เข้ากับความทันสมัย ตั้งแต่ชื่อแบรนด์ที่ยังคงใช้ “ศรีจันทร์” มาตลอด ไปจนถึงดีไซน์ การเล่าเรื่อง และรายละเอียดเล็ก ๆ บนบรรจุภัณฑ์
มีการใส่คำว่า “SRICHAND BANGKOK 1948” เพื่อย้ำรากเหง้าและเรื่องราวจุดเริ่มต้น
ถ่ายทอดความภูมิใจในความเป็นแบรนด์ไทยไปพร้อมกับการยกระดับภาพลักษณ์ให้ดูสากล
แนวคิดนี้ยังถูกส่งต่อไปยังแบรนด์ sasi เพื่อสร้างกลุ่มแบรนด์ที่มีรากฐานเดียวกัน
2. เลือกพรีเซ็นเตอร์แบบ “ไทยร่วมสมัย” ที่คนอินและเข้าถึงง่าย
กลยุทธ์การเลือกพรีเซ็นเตอร์ของบริษัท เน้น “ตัวแทนความเป็นไทยในเวอร์ชันทันสมัย” คือทั้งเก่ง คิดทันยุค และมีภาพลักษณ์เข้าถึงง่าย
ตัวอย่างพรีเซ็นเตอร์ที่ช่วยสร้างภาพจำแบรนด์ ได้แก่
ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก – กลุ่ม Base Makeup ของศรีจันทร์
โบว์ เมลดา – กลุ่ม Sunscreen
แบมแบม กันต์พิมุกต์ – กลุ่ม SRICHAND IN-SKIN
sasi ใช้ เก้า สุภัสสรา (Face of sasi – Lipstick & Eyebrow)
และ PROXIE (Face of sasi – Loose Powder & Foundation)
การเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่ตอบโจทย์ทั้ง “ความปัง” และ “ความเป็นตัวแทนคนไทยยุคใหม่” ทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ชัดและทรงพลังมากขึ้น
3. ลงทุนจริงจังในคุณภาพและ R&D เทียบชั้นแบรนด์ระดับโลก
อีกจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ยืนระยะได้ คือการลงทุนใน คุณภาพสินค้าและงานวิจัย (R&D) อย่างจริงจัง
คัดเลือกผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและผ่านเกณฑ์คุณภาพเข้มงวด
พัฒนาสูตรโดยใช้ข้อมูลจาก Market Trend และ Research ต่าง ๆ
เลือก Active Ingredients ที่มีเทคโนโลยีโดดเด่น พร้อมทดสอบผลลัพธ์ให้ได้ตาม Claim
ตัวอย่างส่วนผสมและโปรดักต์ที่ถูกพูดถึง
Skincare – Skin Moisture Burst Series
ใช้ Glyceryl Glucoside (GG) สารให้ความชุ่มชื้นเจนใหม่
ผสมผสานกับ Sodium Hyaluronate และ CICA ที่คุ้นเคย
Base Makeup – Skin Booster Series
เป็น Hybrid Foundation ที่มีส่วนผสมของ Skincare Active Ingredients ถึง 86%
คุณภาพอยู่ในระดับที่สามารถเทียบกับแบรนด์ระดับโลกได้เลย
4. วัฒนธรรมองค์กรแบบ Resilience – สร้างทีมที่โตไปพร้อมแบรนด์
เบื้องหลังแบรนด์ที่เติบโตเร็ว คือทีมที่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงเสมอ บริษัทจึงออกแบบวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นคำว่า “Resilience” เป็นหัวใจหลัก
4 แกนสำคัญของการทำงานในองค์กรคือ
Outcome: โฟกัสที่ผลลัพธ์ให้ตรงเป้าหมาย
Accountability: รับผิดชอบงานเต็มที่ และช่วยเหลือทีมอยู่เสมอ
Adaptability: พร้อมปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา
Speed: คิดแล้วลงมือทำให้เร็ว ผิดพลาดก็รีบแก้ไข
นอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญกับ สวัสดิการที่สะท้อนคุณค่าและความเท่าเทียม เช่น
ลาคลอดโดยได้รับค่าจ้าง สูงสุด 6 เดือน
ลาดูแลภรรยาที่ตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร สูงสุด 1 เดือน
ลาผ่าตัดแปลงเพศ สูงสุด 1 เดือน
ลาพักใจจากการสูญเสียคนในครอบครัวได้ถึง 10 วันต่อปี
ลาปฏิบัติธรรม หรือทำศาสนกิจตามความเชื่อ
ความใส่ใจนี้ทำให้บริษัทถูกมองว่าเป็นหนึ่งในองค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วย และได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มบริษัทที่ดึงดูด Talent สูงในประเทศไทย
จากลาวถึงญี่ปุ่น: แบรนด์ไทยที่กำลังเดินหน้าเป็น Regional Brand
หนึ่งในหมากสำคัญของศรีจันทร์ คือการขยายสู่ตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง โดยเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะกับแต่ละประเทศ
ตลาดลาว: โตแรงและชัดเจน
การเติบโตเฉลี่ยต่อปีระหว่าง 2021-2024 สูงถึง 112.5%
กลุ่มสินค้าที่ขายดี: สกินแคร์ (Moisture Burst Series), ครีมกันแดด, แป้งฝุ่น และรองพื้น
- การสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านการสนับสนุนกิจกรรมระดับประเทศ เช่น
การประกวด Miss Universe Laos (ปี 2022-2024)
Laos Fashion Week 2024
ใช้ Local Brand Presenter อย่าง “Nethdao” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของลาว เพื่อเชื่อมต่อกับผู้บริโภคในประเทศอย่างเป็นธรรมชาติ
ตลาดญี่ปุ่น: จากแป้งไทยสู่กาชาปอง
ปัจจุบันมีการวางจำหน่ายสินค้ากลุ่มแป้งในร้านออฟไลน์มากกว่า 2,000 ร้าน ทั่วญี่ปุ่น
ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น ทำให้บริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง BANDAI ขอซื้อลิขสิทธิ์ตัวแป้งไปทำเป็น ‘กาชาปอง’
เลือกจากแป้งที่วางขายในญี่ปุ่น 6 แบบ มาพัฒนาเป็นสินค้าในรูปแบบของเล่นสะสม
นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า “Made in Thailand” ไม่ได้เป็นแค่คำบอกเล่าคุณภาพในอาเซียน แต่เริ่มเป็นที่จับตาในตลาดญี่ปุ่นด้วย
T-Beauty: จากกระแสสู่ Soft Power ตัวจริงของไทย
ในฐานะแบรนด์ที่อยู่ในธุรกิจความงามไทยมานานกว่า 76 ปี ศรีจันทร์มองเห็นชัดว่า T-Beauty กำลังมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในและนอกประเทศ
อะไรที่ทำให้ T-Beauty น่าจับตามอง?
ความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทยของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ยอดขายของศรีจันทร์ในปี 2024 ที่โตถึง 1,600 ล้านบาท (+58.98%) เป็นอีกหนึ่งหลักฐานของการเติบโตของตลาดไทย
ในญี่ปุ่นมีเทรนด์แต่งหน้าแบบไทยที่เรียกว่า “สุวาอิ เมคุ” ซึ่งมีจุดเด่นคือ
ผิวรองพื้นกึ่งแมตต์ ดูเนียนแต่ไม่แบน
คิ้วปัดตั้งเล็กน้อย โชว์เส้นขนธรรมชาติ
ตาใช้อายแชโดว์โทนธรรมชาติ กรีดอายไลเนอร์ และปัดขนตาล่างให้เด่น
ปากใช้ลิปเนื้อเซมิแมตต์
ปัดแก้มเป็นวงรีด้วยโทนสีสุขภาพดี
สินค้า Made in Thailand ได้รับการยอมรับในวงกว้าง โดยเฉพาะในอาเซียนและเอเชีย ว่า คุณภาพดี มาตรฐานสูง แต่ราคาจับต้องได้
ทั้งหมดนี้ทำให้ T-Beauty ถูกมองว่า มีศักยภาพจะเป็น Soft power ที่แข็งแรงของประเทศไทย และแบรนด์อย่างศรีจันทร์ก็เป็นหนึ่งในหัวหอกสำคัญของกระแสนี้
กลยุทธ์บุกต่างประเทศ: จากแบรนด์ไทย สู่แบรนด์ระดับภูมิภาค
เมื่อเห็นศักยภาพของ T-Beauty ชัดเจนแล้ว ศรีจันทร์จึงไม่หยุดแค่ความสำเร็จในประเทศ แต่เลือกใช้จังหวะนี้ต่อยอดไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับภูมิภาค
เป้าหมายหลักของการขยายตัว
โฟกัสตลาด อาเซียน และ เอเชีย เป็นหลัก
ต้องการให้ยอดขายจากต่างประเทศมีสัดส่วน 10-15% ภายใน 3 ปี
กลยุทธ์เจาะตลาดต่างประเทศ
เน้นหาพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นที่แข็งแรงด้านการขายและการตลาด
ใช้รูปแบบ Distributor ในแต่ละประเทศ เพื่อให้เข้าถึงช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ได้ลึกและเร็ว
- ไม่ได้โฟกัสแค่ยอดขายและการกระจายสินค้า แต่ยังให้ความสำคัญกับ
การสร้างแบรนด์ (Brand Building)
การสร้างการรับรู้ (Awareness)
การสร้างความนิยม (Preference) ต่อแบรนด์ไทยในสายตาผู้บริโภคเอเชีย
สรุป: เมื่อแป้งในตำนาน กลายเป็นตัวแทนยุคใหม่ของ T-Beauty
เรื่องราวของศรีจันทร์ไม่ใช่แค่เคสธุรกิจที่เติบโตจากหลักร้อยล้านสู่พันล้าน แต่เป็นภาพสะท้อนของ แบรนด์ไทยที่กล้ารีแบรนด์ตัวเอง ทันเทรนด์ และไม่ทิ้งรากเหง้าความเป็นไทย
จาก Modern Classic Thainess บนแพ็กเกจจิ้ง จากการเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่ทำให้คนไทยรู้สึกภูมิใจ จากการลงทุนในคุณภาพสินค้าที่เทียบชั้นแบรนด์ระดับโลก ไปจนถึงการขยายไปลาวและญี่ปุ่น ศรีจันทร์กำลังพิสูจน์ว่า T-Beauty ไม่ได้มีดีแค่กระแส แต่มีฐานธุรกิจจริงที่เติบโตได้ในระยะยาว
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ “รุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลงของ T-Beauty” ที่ไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้าตาการแต่งหน้า แต่กำลังเปลี่ยนภาพจำของโลกที่มีต่อ แบรนด์ความงามสัญชาติไทย ให้ชัดและดังยิ่งกว่าเดิม

