รับแอปรับแอป

ครูไม่ต้องวางแผนคนเดียว! ใช้ ChatGPT ช่วยออกแบบการสอนเรื่องเซลล์แบบ Active Learning

ภูริเดช คำทอง01-31

ใช้ ChatGPT มาช่วยครูวางแผนการสอน

ChatGPT คือโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์สำหรับโต้ตอบกับผู้ใช้ ที่ถูกฝึกจากข้อมูลจำนวนมหาศาล ทำให้มันสามารถสร้างคำตอบที่ต่อเนื่อง คล้ายการสนทนากับคนจริง และตอบสนองได้สอดคล้องกับบริบทที่ได้รับ

ปัจจุบัน ChatGPT ถูกนำไปใช้ในหลายวงการ ทั้งงานบริการลูกค้า งานแปลภาษา ไปจนถึงงานด้านการศึกษา โดยเฉพาะการช่วยครูออกแบบการสอนและสื่อการเรียนรู้

ถ้าใช้ให้เป็น ChatGPT จะกลายเป็นผู้ช่วยครูที่ทั้งขยัน ทั้งคิดเร็ว และมีไอเดียหลากหลาย

อย่างไรก็ตาม การใช้งานก็มีทั้งด้านที่น่าสนใจและข้อจำกัดที่ต้องระวังไปพร้อมกัน

ข้อดีของการใช้ ChatGPT ในงานสอน

  • ข้อมูลหลากหลายและกว้างมาก
    ด้วยฐานข้อมูลจำนวนมาก ChatGPT สามารถดึงไอเดียและข้อมูลในมุมมองที่ครูอาจไม่ได้นึกถึงเองทั้งหมด ช่วยให้การเตรียมการสอนสนุกและเปิดโลกมากขึ้น

  • ช่วยอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย
    แนวคิดซับซ้อนหรือเนื้อหาที่นักเรียนมัก “ไม่เก็ต” สามารถให้ ChatGPT ลองช่วยอธิบายใหม่หลาย ๆ แบบ แล้วครูเลือกหรือปรับต่อให้เหมาะกับผู้เรียน

  • เป็นที่ปรึกษาด้านงานเขียนของครู
    ไม่ว่าจะเป็นแผนการสอน ใบงาน หรือคำชี้แจงต่าง ๆ ChatGPT ช่วยตรวจความชัดเจน เสนอการปรับประโยคให้กระชับ หรือช่วยจัดโครงสร้างเนื้อหาให้ดูเป็นระบบมากขึ้นได้

ข้อจำกัดที่ครูต้องรู้ทัน

  • ข้อมูลอาจไม่ตรงหรือไม่อัปเดตเสมอไป
    สิ่งที่ ChatGPT ตอบมาคือข้อความที่สร้างจากความน่าจะเป็น ไม่ใช่ฐานข้อมูลความจริงแบบสารานุกรม จึงมีโอกาสที่ข้อมูลจะคลาดเคลื่อน หรือล้าสมัยได้เสมอ

  • เสี่ยงทำให้ลดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
    ถ้าครูหรือผู้เรียนพึ่งพา ChatGPT มากเกินไป อาจทำให้ค่อย ๆ ลดการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาด้วยตัวเองลง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล

ดังนั้นเวลาใช้ ChatGPT ต้องมาพร้อมทักษะการตรวจสอบความถูกต้อง และความรับผิดชอบต่อสิ่งที่นำไปใช้ในห้องเรียน

ใช้ ChatGPT อย่างรับผิดชอบตามแนวคิดของ UNESCO

องค์กรยูเนสโกเสนอแนวทางการใช้ ChatGPT ในบริบทการศึกษาที่เน้น
ความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบข้อมูล ความถูกต้อง และความรับผิดชอบทางจริยธรรม ของผู้ใช้ โดยครูควรเป็นผู้กลั่นกรองข้อมูลก่อนนำไปใช้จริง

แนวคิดสำคัญคือ ChatGPT เป็นตัวช่วย ไม่ใช่ตัวตัดสินสุดท้าย สิ่งที่มันสร้างคือ “ร่างแรก” ที่ครูต้องนำไปตรวจสอบ ปรับแก้ และออกแบบต่ออีกชั้นหนึ่ง

ChatGPT ในฐานะผู้ช่วยวางแผนการสอน

ครูสามารถดึงประโยชน์จาก ChatGPT ในหลายจุดของการจัดการเรียนรู้ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ได้แก่

  • การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้

  • การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้

  • การออกแบบเกณฑ์การประเมินผู้เรียน

  • การสรุปเนื้อหายาว ๆ ให้กลายเป็นประเด็นสั้น ๆ สำหรับอภิปราย

  • การสร้างคำถามหรือหัวข้อถกเถียงในชั้นเรียน

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการใช้ ChatGPT เพื่อออกแบบการสอนเรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมต้น โดยเน้นการใช้ Prompt ที่ชัดเจนและมีบริบทครบถ้วน

เคล็ดลับสำคัญ: หากใช้ภาษาอังกฤษในการพิมพ์ Prompt มักได้คำตอบที่หลากหลายกว่า เพราะฐานข้อมูลภาษาอังกฤษมีขนาดใหญ่กว่า

1. ขอไอเดียกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเซลล์

ครูอาจเริ่มจากการขอไอเดียแบบกว้าง ๆ เช่นให้ ChatGPT เสนอแนวคิดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning ในหัวข้อ “โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์” สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

ตัวอย่าง Prompt:

give me 5 ideas for teaching cell structure and function for 7th grade student with active learning

เมื่อใช้ Prompt ลักษณะนี้ ChatGPT จะสร้างไอเดียกิจกรรมให้หลากหลาย เช่น

  • การสร้างแบบจำลองเซลล์จากวัสดุรอบตัว

  • การจัดห้องเรียนให้เหมือนว่าเป็น “เซลล์ขนาดยักษ์” แล้วให้นักเรียนรับบทเป็นส่วนต่าง ๆ ของเซลล์

  • การพาชมนิทรรศการหรือสื่อเสมือนจริงเกี่ยวกับเซลล์

  • การแต่งเพลงหรือแร็พเกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์

หน้าที่ของครู คือคัดเลือก ปรับ และผสมไอเดียเหล่านี้ให้ลงตัวกับเวลา ทรัพยากร และบริบทของห้องเรียน

2. ให้ ChatGPT ช่วยร่างแผนการจัดการเรียนรู้

เมื่อได้กิจกรรมในใจแล้ว ขั้นต่อมาคือการเปลี่ยนไอเดียนั้นให้กลายเป็นแผนการสอนที่ครบทั้งเป้าหมาย ขั้นตอน และการประเมินผล

ตัวอย่างเช่น หากครูเลือกใช้กิจกรรม แต่งเพลงหรือแร็พเรื่องเซลล์ ก็สามารถให้ ChatGPT ช่วยร่างแผนการสอนได้ โดยระบุรายละเอียดใน Prompt ให้ชัด เช่น

give me lesson plan with cell rap or song

แผนการสอนที่ ChatGPT สร้างขึ้นมามักจะประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ เช่น

  • วัตถุประสงค์การเรียนรู้

  • ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน

  • ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้หลัก

  • ขั้นสรุปและสะท้อนผลการเรียนรู้

ครูสามารถใช้เป็นโครงหลัก แล้วปรับภาษา เปลี่ยนตัวอย่าง ปรับเวลา และเพิ่มเติมกิจกรรมให้เข้ากับผู้เรียนของตนเอง

3. ออกแบบเกณฑ์การประเมิน (Rubric) ให้เป็นระบบ

อีกจุดที่ครูมักใช้เวลาเยอะคือการสร้างเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจนและยุติธรรม โดยเฉพาะงานชิ้นใหญ่ เช่น โครงงาน การนำเสนอ หรือกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างการแต่งเพลงเรื่องเซลล์

ครูสามารถขอให้ ChatGPT ช่วยร่าง Rubric ในรูปแบบตารางได้เลย โดยระบุสิ่งที่ต้องการใน Prompt เช่น

give me a rubric in a table form

จากนั้น ChatGPT จะเสนอเกณฑ์ประเมิน เช่น

  • ความถูกต้องของเนื้อหาวิทยาศาสตร์

  • ความคิดสร้างสรรค์

  • ความร่วมมือในกลุ่ม

  • ความชัดเจนในการนำเสนอ

ครูสามารถปรับเกณฑ์ ระดับคะแนน และคำอธิบายของแต่ละระดับให้ตรงกับมาตรฐานและเป้าหมายของโรงเรียนหรือหลักสูตรของตน

4. สรุปเนื้อหา/คำบรรยายยาว ๆ ให้กลายเป็นประเด็นคุยในห้องเรียน

หลายครั้งครูอาจมีเนื้อหาเยอะมาก ทั้งจากบทความหรือคำบรรยายแทนเสียง (subtitle) ของวีดิทัศน์ แต่ต้องการสกัดออกมาเป็น “ประเด็นสั้น ๆ” เพื่อใช้เปิดการอภิปรายในห้องเรียน

ครูสามารถคัดลอกข้อความเหล่านั้นมาใส่ใน ChatGPT แล้วใช้ Prompt แนวสรุป เช่น

summarize this following content “0:08 – [Narrator] Cells are the smallest living units……”

ChatGPT จะช่วยย่อยเนื้อหายาวให้กลายเป็นสาระสำคัญ ข้อคิด หรือหัวข้อที่ต่อยอดสู่คำถามปลายเปิดได้ทันที

5. สร้างคำถามและหัวข้อถกเถียงในชั้นเรียน

เมื่อมีเนื้อหาพื้นฐานแล้ว ครูอาจอยากชวนนักเรียนคิดลึกขึ้นผ่านการอภิปรายหรือดีเบตในห้องเรียน ก็สามารถให้ ChatGPT ช่วยคิดคำถามเชิงวิเคราะห์ให้ได้

ตัวอย่าง Prompt:

give me 5 debate topics for grade 7th student from this content

ผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นหัวข้อคำถามชวนถกเถียง เช่น

  • ถ้าเซลล์ชนิดหนึ่งเสียหน้าที่ไป จะเกิดอะไรขึ้นกับทั้งสิ่งมีชีวิต

  • อวัยวะใดพึ่งพาบทบาทของเซลล์มากที่สุด เพราะอะไร

ครูสามารถนำคำถามเหล่านี้มาปรับระดับความยาก หรือเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของนักเรียนให้เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น

ใช้ ChatGPT ให้คุ้ม แต่ครูยังเป็นผู้ออกแบบหลัก

จากตัวอย่างทั้งหมดจะเห็นว่า ChatGPT ช่วยครูได้แทบทุกขั้นตอนของการวางแผนการสอน ตั้งแต่

  • การหาไอเดียกิจกรรม

  • การเขียนแผนการสอน

  • การออกแบบเกณฑ์การประเมิน

  • การสรุปเนื้อหายาว ๆ ให้กลายเป็นจุดสำคัญ

  • การสร้างคำถามและหัวข้ออภิปรายในห้องเรียน

ถ้าต้องการไอเดียเพิ่มเติม ครูสามารถกดให้ ChatGPT สร้างคำตอบใหม่ (Regenerate) ได้อีกหลายรอบ จนได้แนวทางที่ถูกใจ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที

แต่สิ่งที่ ChatGPT ทำให้ไม่ได้ คือ

  • การตัดสินใจว่าอะไรเหมาะสมกับผู้เรียนในบริบทจริง

  • การตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาทางวิชาการ

  • การเลือกกิจกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้และทรัพยากรที่มีอยู่

ดังนั้นครูควรใช้ ChatGPT เป็น “ตัวช่วยคิด” ไม่ใช่ “ตัวแทนคิด”
ครูยังต้องเป็นผู้ออกแบบกลยุทธ์การสอนตัวจริง ตรวจสอบ ปรับแต่ง และใส่ความเข้าใจผู้เรียนลงในทุกกิจกรรมเสมอ

ระวังดักทางตัวเอง: อย่าปล่อยให้ AI ทำให้เราคิดน้อยลง

แม้ ChatGPT จะทำให้ชีวิตครูสะดวกขึ้นมาก แต่ก็มีความเสี่ยงหนึ่งที่ต้องระวังคือ การค่อย ๆ พึ่งพา AI จนลดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

แนวทางการใช้อย่างสมดุลคือ

  • ใช้ ChatGPT เป็นเวทีร่างไอเดีย แล้วให้ครูและนักเรียนช่วยกันวิจารณ์ว่าข้อเสนอไหนเหมาะหรือไม่เหมาะ

  • ใช้เป็นตัวอย่างให้ผู้เรียนฝึก “ตรวจสอบข้อมูล” แทนที่จะเชื่อทุกอย่างที่ AI ตอบ

  • ชวนผู้เรียนเปรียบเทียบคำตอบของ ChatGPT กับหนังสือเรียนหรือแหล่งข้อมูลวิชาการอื่น

หัวใจสำคัญคือ ครูและนักเรียนต้องไม่ยกหน้าที่การคิดให้ AI ไปทั้งหมด แต่ใช้มันเป็นกระจกสะท้อนความคิดของเราเอง

สรุป: ChatGPT คือผู้ช่วยครูยุคใหม่ ไม่ใช่เจ้าของห้องเรียน

  • ChatGPT ช่วยประหยัดเวลาวางแผนการสอน และจุดประกายไอเดียใหม่ ๆ

  • สามารถช่วยออกแบบกิจกรรม แผนการสอน Rubric การสรุปเนื้อหา และการสร้างคำถามอภิปราย

  • ทุกอย่างที่ ChatGPT สร้างคือ “จุดเริ่มต้น” ไม่ใช่ “คำตอบสุดท้าย” ครูต้องตรวจสอบและปรับให้เข้ากับบริบทเสมอ

  • การใช้ ChatGPT ที่ดี คือการใช้เพื่อ เสริมพลังการคิดของครูและนักเรียน ไม่ใช่แทนที่การคิด

ถ้าครูรู้เท่าทันทั้งข้อดีและข้อจำกัดของ ChatGPT แล้วออกแบบการใช้ให้เหมาะกับห้องเรียนของตัวเอง AI ก็จะกลายเป็นผู้ช่วยคู่ใจที่ทำให้การสอนทั้งสนุก มีชีวิตชีวา และทันโลกมากขึ้นในเวลาเดียวกัน