รับแอปรับแอป

Agentic AI คลื่นลูกใหม่ของ AI ที่ทำงานแทนเราได้ทั้งกระบวนการ

สุพจน์ วัฒนชัย01-30

Agentic AI ทำไมถึงกำลังมาแรง?

ในยุคที่ AI กลายเป็นผู้ช่วยประจำโต๊ะทำงานของเรา ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Google Gemini หรือ Copilot หลายคนเริ่มคุ้นเคยกับการให้ AI ช่วยหาข้อมูล สรุปเนื้อหา หรือช่วยคิดไอเดียต่าง ๆ

แต่ตอนนี้ AI กำลังก้าวไปไกลกว่านั้น จากเดิมที่ต้องคอยพิมพ์คำสั่งทีละงาน กลายเป็น AI ที่รับเป้าหมายครั้งเดียว แล้ววางแผน ลงมือทำ และเรียนรู้ได้เองแบบอัตโนมัติ ซึ่งเทคโนโลยีนี้เรียกว่า Agentic AI

พูดง่าย ๆ คือ จาก AI ที่เป็น “ผู้ช่วย” กำลังจะกลายเป็น “ผู้ปฏิบัติงาน” ที่ทำงานเป็นกระบวนการแทนเราได้จริง

Agentic AI คืออะไร?

Agentic AI คือ AI ที่เราเพียงแค่บอก เป้าหมายปลายทาง จากนั้นระบบจะเป็นคนคิดต่อเองว่า

  • ต้องทำอะไรบ้าง

  • ขั้นตอนควรเป็นอย่างไร

  • ต้องใช้ข้อมูลจากไหน

  • ต้องเรียกใช้เครื่องมืออะไร

โดยไม่จำเป็นต้องบอกทีละขั้น หรือคอยสั่งงานเหมือน AI ทั่วไปที่ต้องพึ่งพา prompt แบบละเอียดในทุกครั้ง

ตัวอย่างสถานการณ์:

ถ้าเราให้โจทย์ว่า “ช่วยคัดเลือกผู้สมัครงานที่เหมาะสมที่สุด” ระบบแบบ Agentic AI จะสามารถ

  • อ่านและวิเคราะห์เรซูเม่

  • เช็กคุณสมบัติกับ JD ที่กำหนด

  • เปรียบเทียบผู้สมัครแต่ละคน

  • จัดอันดับผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุด

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งสั่งงานแยกทีละขั้นตอนเหมือนในอดีต

Agentic AI ทำงานอย่างไร?

เบื้องหลังของ Agentic AI ไม่ได้เป็นเพียงโมเดลภาษา (LLM) ตัวเดียว แต่เป็นเหมือน ระบบตัวแทนอัจฉริยะ ที่คิด วางแผน ลงมือทำ และเรียนรู้ได้จากประสบการณ์

โดยกระบวนการหลัก ๆ แบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอนสำคัญดังนี้

  • 1. รับรู้ (Perceive)

    ระบบจะเริ่มจากการ รวบรวมและประมวลผลข้อมูล จากหลากหลายแหล่ง เช่น ฐานข้อมูลภายในองค์กร แอปพลิเคชัน เว็บไซต์ หรือไฟล์ต่าง ๆ จากนั้นจึงดึงคุณลักษณะ (features) ที่สำคัญ และมองหารูปแบบที่เกี่ยวข้องกับงานที่ได้รับมอบหมาย

  • 2. ใช้เหตุผล (Reason)

    ส่วนนี้มักใช้พลังของ LLM ในการ

    • ทำความเข้าใจโจทย์

    • วางแผนลำดับขั้นในการทำงาน

    • แบ่งปัญหาใหญ่ให้เป็นงานย่อย

    • ประสานงานกับโมเดลหรือระบบอื่น เช่น โมเดลสร้างเนื้อหา หรือโมเดลประมวลผลภาพ

    พร้อมทั้งใช้เทคนิคอย่าง RAG (Retrieval-Augmented Generation) เพื่อให้ AI สามารถดึงข้อมูลเฉพาะขององค์กรมาใช้ ไม่ได้ตอบจากแค่ความรู้ที่ฝังอยู่ในโมเดล ทำให้คำตอบ แม่นยำ ตรงกับบริบท และอัปเดตมากขึ้น

  • 3. ลงมือทำ (Act)

    หลังจากวางแผนเสร็จ Agentic AI จะเริ่ม ลงมือปฏิบัติจริง ผ่านการเชื่อมต่อกับเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ผ่าน API เช่น

    • ส่งอีเมลให้ลูกค้าหรือทีมงาน

    • อัปเดตหรือเขียนข้อมูลลงฐานข้อมูล

    • สร้างเอกสาร รายงาน หรือบันทึกการทำงาน

    ที่สำคัญคือองค์กรสามารถกำหนด ขอบเขตอำนาจและขอบเขตการทำงาน ของระบบได้ชัดเจน เพื่อควบคุมความเสี่ยงและให้ทำงานเฉพาะสิ่งที่อนุญาต

  • 4. เรียนรู้ (Learn)

    จุดเด่นของ Agentic AI คือการ เรียนรู้จากผลลัพธ์ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ผ่าน Feedback Loop หรือแนวคิดที่เรียกว่า Data Flywheel

    ข้อมูลที่เกิดจากการทำงานจริง เช่น ความสำเร็จ-ความผิดพลาด หรือฟีดแบ็กจากผู้ใช้งาน จะถูกนำกลับไปใช้ปรับปรุงโมเดล ทำให้ระบบฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ และช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้ดีขึ้นในระยะยาว

ทำไม Agentic AI ถึงสำคัญต่อการทำงาน?

เมื่อ AI ไม่ได้เป็นแค่ตัวช่วยตอบคำถาม แต่กลายเป็น “ตัวแทน” ที่ทำงานแทนเราได้จริง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานทั้งทีมและองค์กร

1. ประหยัดเวลาอย่างมหาศาล

  • งานที่เคยใช้เวลาเป็นชั่วโมง หรือทั้งวัน สามารถย่นเหลือเพียงไม่กี่นาที

  • สามารถจัดการงานหลายอย่างไปพร้อมกันแบบขนานกันได้ โดยไม่เหนื่อย ไม่ล้า และไม่บ่น

ผลลัพธ์คือทีมงานมีเวลามากขึ้นไปโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์แทนงานจุกจิก

2. ลดข้อผิดพลาดจากงานซ้ำ ๆ

  • งานที่ทำแบบเดิมทุกวัน เช่น กรอกข้อมูล ตรวจเอกสาร หรือเช็กความครบถ้วน มักมีโอกาสผิดพลาดสูงเมื่อคนทำ

  • เมื่อให้ Agentic AI เข้ามาช่วยจัดการ งานพวกนี้สามารถทำได้แบบมีมาตรฐาน และลดความผิดพลาดจากความเหนื่อยล้าของมนุษย์

โดยเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ จำนวนมากในแต่ละวัน การให้ AI ช่วยถือว่าเห็นผลชัดเจนมาก

3. ช่วยตัดสินใจได้ดีและเร็วขึ้น

Agentic AI สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว และดึงประเด็นสำคัญเพื่อเสนอแนวทางการตัดสินใจ เช่น

  • วิเคราะห์ตัวเลขหรือพฤติกรรมของลูกค้า

  • สรุปข้อมูลจากหลายระบบ

  • เสนอทางเลือก หรือแนวโน้มที่ควรจับตา

ทำให้ทีมงานไม่ต้องจมอยู่กับการไล่อ่านข้อมูล แต่สามารถใช้เวลาไปกับการคิดเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น

Agentic AI เอาไปใช้กับงานอะไรได้บ้าง?

จุดแข็งของ Agentic AI คือ ความยืดหยุ่น สามารถนำไปปรับใช้ได้แทบทุกแผนกที่มีงานเป็นขั้นตอน และมีข้อมูลรองรับ ลองดูตัวอย่างการใช้งานในแต่ละสายงาน

  • Human Resource (HR)

    • อ่านและวิเคราะห์เรซูเม่ เพื่อหาผู้สมัครที่ตรง JD มากที่สุด

    • ประเมินคุณสมบัติผู้สมัครจากหลายแหล่งข้อมูลประกอบกัน

    • ช่วยตอบคำถามมาตรฐานให้กับพนักงานภายในองค์กร เช่น สวัสดิการ วันลา หรือขั้นตอนการยื่นเอกสาร

  • Customer Services

    • ดูแลลูกค้าแบบ Real-time ทั้งตอบคำถามที่ซับซ้อน และโต้ตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

    • วิเคราะห์ปัญหา แล้วตัดสินใจว่าจะจัดการเอง หรือส่งต่อให้เจ้าหน้าที่มนุษย์

    • ช่วยให้ประสบการณ์ของลูกค้าดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนทีมซัพพอร์ตอย่างมหาศาล

  • E-Commerce

    • บริหารจัดการสต็อกสินค้าให้เหมาะสมกับความต้องการ

    • ตรวจสอบและจัดการคำสั่งซื้ออัตโนมัติ

    • แนะนำสินค้าแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) ตามพฤติกรรมการซื้อและการเข้าชมของลูกค้าแต่ละคน

    • ติดตามและอัปเดตสถานะการจัดส่งให้ลูกค้าได้อัตโนมัติ

  • Warehouse and Logistics

    • วางแผนและควบคุมจำนวนสินค้าในคลัง ไม่ให้ขาดหรือค้างสต็อกเกินจำเป็น

    • จัดเส้นทางการขนส่งให้มีประสิทธิภาพที่สุด ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

    • ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเพิ่มความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้า

สรุป: Agentic AI คือก้าวถัดไปของการใช้ AI ทำงาน

Agentic AI ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่เป็น โครงสร้างใหม่ของการทำงานร่วมกับ AI ที่ช่วยให้องค์กร

  • ลดความซับซ้อนของกระบวนการทำงาน

  • ประหยัดเวลาและทรัพยากร

  • เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการตัดสินใจ

หลายองค์กรทั่วโลกเริ่มหันมาใช้แนวคิด Agentic AI เพื่อสร้างระบบที่ทำงานได้เองตั้งแต่รับเป้าหมายไปจนถึงส่งมอบผลลัพธ์

อย่างไรก็ตาม การนำ Agentic AI มาใช้จำเป็นต้องมีการออกแบบที่รอบคอบ เช่น

  • กำหนดขอบเขตการทำงานให้ชัดเจน

  • วางมาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูล

  • มีระบบกำกับดูแล ตรวจสอบ และประเมินผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง

เมื่อออกแบบดีและใช้ถูกงาน Agentic AI จะไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่จะกลายเป็น พาร์ตเนอร์อัตโนมัติ ที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เดินหน้าได้เร็วและชัดเจนยิ่งขึ้นในยุค AI-First