เอเชียแปซิฟิก: เวทีทดลอง AI ที่ล้ำหน้าโลก
ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการใช้งาน AI ระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคกว่า 78% ใช้ AI อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 72%
สิ่งที่โดดเด่นไม่ใช่แค่ตัวเลขการใช้งาน แต่คือวิธีการนำ AI ไปใช้ตั้งแต่ระดับฐานราก ผู้บริโภคที่เชื่อมต่อออนไลน์ตลอดเวลา การเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลจำนวนมหาศาล และคนรุ่นใหม่ที่คลุกคลีกับเทคโนโลยี ล้วนช่วยผลักดันให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งก่อนที่องค์กรจำนวนมากจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการ
แรงผลักดันจากฝั่งผู้ใช้ ผสานกับการลงทุนเชิงกลยุทธ์จากภาคธุรกิจ ซีอีโอที่ขับเคลื่อนการปรับองค์กร และตลาดดิจิทัลที่เติบโตเร็ว ทำให้เอเชียแปซิฟิกกลายเป็น สนามทดลอง AI ที่ร้อนแรงที่สุดในโลก จนเกิดกลุ่มองค์กรที่ถูกมองว่าเป็น “AI Frontier” หรือแนวหน้าด้านนวัตกรรม AI ที่กำลังกำหนดโฉมใหม่ขององค์กรยุคหน้า
เมื่อ AI กลายเป็นทั้งเกราะและดาบของโลกไซเบอร์
การเร่งใช้งาน AI ทั่วทั้งภูมิภาค ทำให้ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประสิทธิภาพการทำงานหรือประสบการณ์ลูกค้าอีกต่อไป สำหรับผู้นำด้านความปลอดภัยไซเบอร์ สถานะของเอเชียแปซิฟิกด้าน AI กลายเป็น ทั้งต้นแบบและสัญญาณเตือน
AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เร่งเครื่องให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว กำลังกลายเป็นตัวกำหนดรูปแบบใหม่ของภัยคุกคาม ทั้งในมิติของการสร้าง การทำงานอัตโนมัติ และการใช้งานเครื่องมือโจมตี
ผู้เชี่ยวชาญจากแคสเปอร์สกี้ชี้ว่า ในปี 2026 การพัฒนา AI จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ทั้งฝั่งผู้ใช้ทั่วไปและองค์กร โดยเฉพาะการใช้ LLM (Level Learning Modeling) ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกัน พร้อมกันนั้นก็เปิดพื้นที่ใหม่ให้ผู้โจมตีใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นเช่นกัน
8 เทรนด์ AI ปี 2026 ที่จะเขย่าโลกไซเบอร์
1. Deepfake จากของเล่นทดลอง สู่ความเสี่ยงกระแสหลัก
เทคโนโลยี Deepfake กำลังถูกพูดถึงอย่างจริงจังมากขึ้นในโลกธุรกิจ องค์กรเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงของ เนื้อหาที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์ และทยอยอบรมพนักงานเพื่อลดโอกาสตกเป็นเหยื่อ
เมื่อปริมาณ Deepfake เพิ่มขึ้น รูปแบบและเทคนิคที่ใช้ก็หลากหลายขึ้นตามไปด้วย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความตระหนักรู้ของทั้งองค์กรและผู้ใช้ทั่วไปก็เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคเริ่มเห็นเนื้อหาปลอมบ่อยขึ้น และเรียนรู้ที่จะเข้าใจธรรมชาติของภัยคุกคามรูปแบบนี้มากขึ้นเช่นกัน
ผลลัพธ์คือ Deepfake กลายเป็นหัวข้อสำคัญบนโต๊ะวาระด้านความปลอดภัยขององค์กร ที่ต้องมีทั้งนโยบายภายในและการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ รองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
2. คุณภาพ Deepfake ดีขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และอันตรายมากขึ้น
ทุกวันนี้ภาพ Deepfake มีคุณภาพสูงอยู่แล้ว ส่วนเสียงที่สมจริงกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาเพื่อไต่ระดับคุณภาพให้สมจริงยิ่งขึ้นไปอีก
ในเวลาเดียวกัน เครื่องมือสร้างเนื้อหาก็ใช้งานง่ายขึ้นอย่างมาก แม้คนที่ไม่เชี่ยวชาญก็สามารถสร้าง Deepfake คุณภาพปานกลางได้เพียงไม่กี่คลิก นั่นหมายความว่า
คุณภาพโดยรวมของ Deepfake จะดีขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้ใช้วงกว้างสามารถทดลองสร้างคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น
และแน่นอนว่าความสามารถเหล่านี้จะถูกอาชญากรไซเบอร์หยิบไปใช้ประโยชน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3. การติดป้ายเนื้อหา AI: โจทย์ใหญ่ที่ยังหาคำตอบไม่ได้
ความพยายามในการสร้างระบบที่เชื่อถือได้สำหรับการ ติดป้ายกำกับเนื้อหาที่สร้างโดย AI จะยังเดินหน้าต่อไป
ตอนนี้ยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานที่ทำให้ระบุเนื้อหา AI ได้อย่างน่าเชื่อถือ ส่วนป้ายกำกับที่ใช้อยู่ก็ถูกหลบเลี่ยงหรือลบออกได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานกับโมเดลโอเพนซอร์ส
ดังนั้น เรามีแนวโน้มที่จะได้เห็น
มาตรการทางเทคนิคใหม่ ๆ
กฎระเบียบและมาตรฐานเพิ่มเติม
ทั้งหมดนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อรับมือปัญหาการพิสูจน์แหล่งที่มาของคอนเทนต์ที่ AI เป็นผู้สร้าง
4. Deepfake แบบเรียลไทม์: ยังไม่แมส แต่โจมตีได้เนียนขึ้น
เทคโนโลยีการสลับใบหน้าและเสียงแบบ ออนไลน์เรียลไทม์ กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่การติดตั้งใช้งานจริงยังต้องอาศัยทักษะทางเทคนิคระดับสูง ทำให้การใช้งานอย่างแพร่หลายยังไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นทันที
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในสถานการณ์โจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายจะเพิ่มสูงขึ้น เพราะ
ความสมจริงของภาพและเสียงดีขึ้นมาก
การจัดการวิดีโอผ่านกล้องเสมือนทำได้แนบเนียน
ทั้งหมดนี้ทำให้การโจมตีด้วย Deepfake แบบเรียลไทม์ดู น่าเชื่อถือกว่าที่เคยเป็นมา
5. โมเดลโอเพนซอร์ส: ตัวเร่งโอกาสและความเสี่ยงไปพร้อมกัน
ในหลายงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โมเดลแบบเปิด (โอเพนซอร์ส) กำลังไต่ระดับขึ้นมาเป็นตัวเลือกหลัก ด้วยความยืดหยุ่นและฟังก์ชันที่พัฒนาเร็วมาก
โมเดลแบบปิดยังคงมีระบบควบคุมและกลไกป้องกันการใช้งานในทางที่ผิดที่เข้มงวดกว่า แต่โมเดลโอเพนซอร์สกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่มีข้อจำกัดระดับเดียวกัน ทำให้
เส้นแบ่งระหว่างโมเดลเชิงพาณิชย์กับโอเพนซอร์สเริ่มเลือนราง
ทั้งสองประเภทสามารถถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ไม่พึงประสงค์หรือเป็นอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความสามารถเปิดกว้างมากขึ้น หมายถึงพื้นผิวความเสี่ยงที่กว้างขึ้นเช่นกัน
6. เนื้อหา AI: ของจริงหรือของปลอม? จะยิ่งแยกยากขึ้น
AI ทุกวันนี้สามารถสร้างได้ทั้ง
อีเมลหลอกลวงที่ดูเนียนแบบมืออาชีพ
ภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ
หน้าเว็บฟิชชิงที่คุณภาพใกล้เคียงของจริงมาก
ในอีกด้านหนึ่ง แบรนด์ใหญ่ก็เริ่มใช้ เนื้อหาสังเคราะห์ในการโฆษณา มากขึ้น ทำให้ผู้ใช้เริ่มคุ้นเคยกับคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI และรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิตดิจิทัล
ผลคือ เส้นแบ่งระหว่างเนื้อหาถูกต้องกับเนื้อหาที่ฉ้อโกงจะเบลอมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสำหรับมนุษย์ที่อ่าน และสำหรับระบบตรวจจับอัตโนมัติที่ต้องวิเคราะห์
7. AI จะอยู่ในแทบทุกช่วงของห่วงโซ่การโจมตี
AI ไม่ได้ถูกใช้แค่สร้างข้อความหรือรูปภาพอีกต่อไป ผู้โจมตีได้ใช้ LLM ในหลายงานอยู่แล้ว เช่น
ช่วยเขียนและแก้ไขโค้ดโจมตี
สร้างและดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านการโจมตี
ทำงานซ้ำ ๆ แบบอัตโนมัติ
ในอนาคตอันใกล้ AI จะเข้าไปมีบทบาทในแทบทุกขั้นตอนของ ห่วงโซ่การโจมตีทางไซเบอร์ ตั้งแต่การเตรียมการ การสื่อสาร การประกอบส่วนประกอบที่เป็นอันตราย การค้นหาช่องโหว่ ไปจนถึงการใช้งานเครื่องมือโจมตีเฉพาะทาง
ผู้โจมตีจะพยายามซ่อนร่องรอยการใช้ AI ให้แนบเนียนที่สุด ทำให้การวิเคราะห์และย้อนรอยการโจมตียากขึ้นมาก
8. ทีม SOC ยุคใหม่: ทำงานเคียงข้าง AI แทนการค้นหาด้วยมือ
ในฝั่งผู้ป้องกัน AI จะค่อย ๆ กลายเป็น เครื่องมือมาตรฐานในการวิเคราะห์ความปลอดภัย และมีผลอย่างมากต่อวิธีทำงานของทีม SOC (Security Operations Center)
ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยเอเจนต์จะสามารถ
สแกนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง
ระบุช่องโหว่
ดึงข้อมูลบริบทที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบ
สิ่งนี้ช่วยลดงานประจำที่ต้องทำด้วยมือ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเปลี่ยนจากการ
ค้นหาข้อมูลเอง
ไปสู่การ
ตัดสินใจจากข้อมูลและบริบทที่ AI เตรียมไว้ให้แล้ว
ในขณะเดียวกัน เครื่องมือด้านความปลอดภัยจะหันไปใช้ ส่วนต่อประสานภาษาธรรมชาติ มากขึ้น แทนคำสั่งเทคนิคที่ซับซ้อน ระบบจะสามารถแสดงข้อความแจ้งเตือนและตอบคำถามในภาษาที่เข้าใจง่ายได้มากขึ้น
เสียงจากแนวหน้าโลกไซเบอร์
ผู้เชี่ยวชาญจากแคสเปอร์สกี้มองว่า AI กำลังเปลี่ยนเกมความปลอดภัยไซเบอร์จากทั้งฝั่งรุกและฝั่งรับ
ฝั่งผู้โจมตี ใช้ AI เพื่อเร่งการโจมตี ทำงานอัตโนมัติ ค้นหาช่องโหว่ และสร้างเนื้อหาปลอมที่น่าเชื่อถือสุดขีด
ฝั่งผู้ป้องกัน ใช้ AI เพื่อสแกนระบบ ตรวจจับภัยคุกคาม และตัดสินใจได้เร็วและเฉียบคมขึ้น
AI จึงเป็น เครื่องมือทรงพลังที่ทำหน้าที่ได้ทั้งเป็น “อาวุธ” และ “โล่” การบริหารจัดการ AI อย่างปลอดภัยและรับผิดชอบ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดอนาคตของความปลอดภัยไซเบอร์ในระยะยาว
สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่อยู่แนวหน้าการนำ AI มาใช้ ทั้งผู้บริโภคและองค์กรต่างเดินหน้าเร็วกว่าหลายภูมิภาค ท่ามกลางโอกาสมหาศาล ก็มีการนิยามใหม่ของภัยคุกคามทางไซเบอร์เกิดขึ้นควบคู่กัน ทั้งในด้านรูปแบบการโจมตีและสเกลการขยายตัว
5 แนวทางปกป้ององค์กรในยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วย AI
เมื่อโลกธุรกิจเดินหน้าไปกับ AI ความปลอดภัยต้องยกระดับตาม แคสเปอร์สกี้แนะนำแนวทางสำคัญที่องค์กรในเอเชียแปซิฟิกควรพิจารณา:
อัปเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ
ดูแลให้ทุกอุปกรณ์ในองค์กรได้รับแพตช์ล่าสุด เพื่อลดโอกาสที่ผู้โจมตีจะใช้ช่องโหว่เจาะเข้าระบบปิดบริการเดสก์ท็อประยะไกลที่ไม่จำเป็น
หลีกเลี่ยงการเปิดบริการอย่าง RDP สู่เครือข่ายสาธารณะ เว้นแต่จำเป็นจริง ๆ และต้องใช้รหัสผ่านที่แข็งแรงอยู่เสมอใช้โซลูชันความปลอดภัยขั้นสูงที่มองเห็นทั้งองค์กร
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้เห็นภาพรวมโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด สามารถค้นหา จัดลำดับความสำคัญ ตรวจสอบ และจัดการภัยคุกคามซับซ้อนหรือการโจมตีแบบ APT ได้อย่างรวดเร็วเสริมการป้องกันด้วย Threat Intelligence ล่าสุด
ใช้ข้อมูลภัยคุกคามที่อัปเดตเพื่อเข้าใจ TTP (Tactics, Techniques, and Procedures) ที่ผู้โจมตีใช้จริง ช่วยให้วางกลยุทธ์ป้องกันได้ตรงจุดสำรองข้อมูลอย่างเป็นระบบและแยกจากเครือข่ายหลัก
ทำการสำรองข้อมูลองค์กรเป็นประจำ แยกสตอเรจสำรองออกจากเครือข่ายหลัก และตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถกู้คืนข้อมูลได้รวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
บทสรุป: อยู่กับ AI ให้รอด ต้องคิดแบบ “ปลอดภัยเป็นพื้นฐาน”
เมื่อ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่ของธุรกิจ การมองความปลอดภัยเป็นแค่ “ฟีเจอร์เสริม” ไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรต้องออกแบบกระบวนการ ระบบ และวัฒนธรรมให้ มองความปลอดภัยเป็นดีเอ็นเอของการเปลี่ยนผ่านสู่ AI
AI จะไม่หยุดพัฒนา เช่นเดียวกับภัยคุกคามไซเบอร์ และองค์กรที่อยู่รอดได้ในระยะยาว คือองค์กรที่เรียนรู้จะใช้ AI เป็นเครื่องมือป้องกัน ให้ทันกับวิธีที่ผู้โจมตีใช้ AI เป็นอาวุธจู่โจมเช่นกัน

