รับแอปรับแอป

AI ปี 2026: ดาบสองคมของโลกไซเบอร์ที่องค์กรห้ามมองข้าม

ณัฐพงศ์ ศรีวงศ์01-30

เอเชียแปซิฟิก: เวทีทดลอง AI ที่ล้ำหน้าโลก

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการใช้งาน AI ระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคกว่า 78% ใช้ AI อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 72%

สิ่งที่โดดเด่นไม่ใช่แค่ตัวเลขการใช้งาน แต่คือวิธีการนำ AI ไปใช้ตั้งแต่ระดับฐานราก ผู้บริโภคที่เชื่อมต่อออนไลน์ตลอดเวลา การเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลจำนวนมหาศาล และคนรุ่นใหม่ที่คลุกคลีกับเทคโนโลยี ล้วนช่วยผลักดันให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งก่อนที่องค์กรจำนวนมากจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการ

แรงผลักดันจากฝั่งผู้ใช้ ผสานกับการลงทุนเชิงกลยุทธ์จากภาคธุรกิจ ซีอีโอที่ขับเคลื่อนการปรับองค์กร และตลาดดิจิทัลที่เติบโตเร็ว ทำให้เอเชียแปซิฟิกกลายเป็น สนามทดลอง AI ที่ร้อนแรงที่สุดในโลก จนเกิดกลุ่มองค์กรที่ถูกมองว่าเป็น “AI Frontier” หรือแนวหน้าด้านนวัตกรรม AI ที่กำลังกำหนดโฉมใหม่ขององค์กรยุคหน้า

เมื่อ AI กลายเป็นทั้งเกราะและดาบของโลกไซเบอร์

การเร่งใช้งาน AI ทั่วทั้งภูมิภาค ทำให้ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประสิทธิภาพการทำงานหรือประสบการณ์ลูกค้าอีกต่อไป สำหรับผู้นำด้านความปลอดภัยไซเบอร์ สถานะของเอเชียแปซิฟิกด้าน AI กลายเป็น ทั้งต้นแบบและสัญญาณเตือน

AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เร่งเครื่องให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว กำลังกลายเป็นตัวกำหนดรูปแบบใหม่ของภัยคุกคาม ทั้งในมิติของการสร้าง การทำงานอัตโนมัติ และการใช้งานเครื่องมือโจมตี

ผู้เชี่ยวชาญจากแคสเปอร์สกี้ชี้ว่า ในปี 2026 การพัฒนา AI จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ทั้งฝั่งผู้ใช้ทั่วไปและองค์กร โดยเฉพาะการใช้ LLM (Level Learning Modeling) ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกัน พร้อมกันนั้นก็เปิดพื้นที่ใหม่ให้ผู้โจมตีใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นเช่นกัน

8 เทรนด์ AI ปี 2026 ที่จะเขย่าโลกไซเบอร์

1. Deepfake จากของเล่นทดลอง สู่ความเสี่ยงกระแสหลัก

เทคโนโลยี Deepfake กำลังถูกพูดถึงอย่างจริงจังมากขึ้นในโลกธุรกิจ องค์กรเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงของ เนื้อหาที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์ และทยอยอบรมพนักงานเพื่อลดโอกาสตกเป็นเหยื่อ

เมื่อปริมาณ Deepfake เพิ่มขึ้น รูปแบบและเทคนิคที่ใช้ก็หลากหลายขึ้นตามไปด้วย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความตระหนักรู้ของทั้งองค์กรและผู้ใช้ทั่วไปก็เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคเริ่มเห็นเนื้อหาปลอมบ่อยขึ้น และเรียนรู้ที่จะเข้าใจธรรมชาติของภัยคุกคามรูปแบบนี้มากขึ้นเช่นกัน

ผลลัพธ์คือ Deepfake กลายเป็นหัวข้อสำคัญบนโต๊ะวาระด้านความปลอดภัยขององค์กร ที่ต้องมีทั้งนโยบายภายในและการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ รองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

2. คุณภาพ Deepfake ดีขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และอันตรายมากขึ้น

ทุกวันนี้ภาพ Deepfake มีคุณภาพสูงอยู่แล้ว ส่วนเสียงที่สมจริงกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาเพื่อไต่ระดับคุณภาพให้สมจริงยิ่งขึ้นไปอีก

ในเวลาเดียวกัน เครื่องมือสร้างเนื้อหาก็ใช้งานง่ายขึ้นอย่างมาก แม้คนที่ไม่เชี่ยวชาญก็สามารถสร้าง Deepfake คุณภาพปานกลางได้เพียงไม่กี่คลิก นั่นหมายความว่า

  • คุณภาพโดยรวมของ Deepfake จะดีขึ้นเรื่อย ๆ

  • ผู้ใช้วงกว้างสามารถทดลองสร้างคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น

  • และแน่นอนว่าความสามารถเหล่านี้จะถูกอาชญากรไซเบอร์หยิบไปใช้ประโยชน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3. การติดป้ายเนื้อหา AI: โจทย์ใหญ่ที่ยังหาคำตอบไม่ได้

ความพยายามในการสร้างระบบที่เชื่อถือได้สำหรับการ ติดป้ายกำกับเนื้อหาที่สร้างโดย AI จะยังเดินหน้าต่อไป

ตอนนี้ยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานที่ทำให้ระบุเนื้อหา AI ได้อย่างน่าเชื่อถือ ส่วนป้ายกำกับที่ใช้อยู่ก็ถูกหลบเลี่ยงหรือลบออกได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานกับโมเดลโอเพนซอร์ส

ดังนั้น เรามีแนวโน้มที่จะได้เห็น

  • มาตรการทางเทคนิคใหม่ ๆ

  • กฎระเบียบและมาตรฐานเพิ่มเติม

ทั้งหมดนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อรับมือปัญหาการพิสูจน์แหล่งที่มาของคอนเทนต์ที่ AI เป็นผู้สร้าง

4. Deepfake แบบเรียลไทม์: ยังไม่แมส แต่โจมตีได้เนียนขึ้น

เทคโนโลยีการสลับใบหน้าและเสียงแบบ ออนไลน์เรียลไทม์ กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่การติดตั้งใช้งานจริงยังต้องอาศัยทักษะทางเทคนิคระดับสูง ทำให้การใช้งานอย่างแพร่หลายยังไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นทันที

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในสถานการณ์โจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายจะเพิ่มสูงขึ้น เพราะ

  • ความสมจริงของภาพและเสียงดีขึ้นมาก

  • การจัดการวิดีโอผ่านกล้องเสมือนทำได้แนบเนียน

ทั้งหมดนี้ทำให้การโจมตีด้วย Deepfake แบบเรียลไทม์ดู น่าเชื่อถือกว่าที่เคยเป็นมา

5. โมเดลโอเพนซอร์ส: ตัวเร่งโอกาสและความเสี่ยงไปพร้อมกัน

ในหลายงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โมเดลแบบเปิด (โอเพนซอร์ส) กำลังไต่ระดับขึ้นมาเป็นตัวเลือกหลัก ด้วยความยืดหยุ่นและฟังก์ชันที่พัฒนาเร็วมาก

โมเดลแบบปิดยังคงมีระบบควบคุมและกลไกป้องกันการใช้งานในทางที่ผิดที่เข้มงวดกว่า แต่โมเดลโอเพนซอร์สกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่มีข้อจำกัดระดับเดียวกัน ทำให้

  • เส้นแบ่งระหว่างโมเดลเชิงพาณิชย์กับโอเพนซอร์สเริ่มเลือนราง

  • ทั้งสองประเภทสามารถถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ไม่พึงประสงค์หรือเป็นอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสามารถเปิดกว้างมากขึ้น หมายถึงพื้นผิวความเสี่ยงที่กว้างขึ้นเช่นกัน

6. เนื้อหา AI: ของจริงหรือของปลอม? จะยิ่งแยกยากขึ้น

AI ทุกวันนี้สามารถสร้างได้ทั้ง

  • อีเมลหลอกลวงที่ดูเนียนแบบมืออาชีพ

  • ภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ

  • หน้าเว็บฟิชชิงที่คุณภาพใกล้เคียงของจริงมาก

ในอีกด้านหนึ่ง แบรนด์ใหญ่ก็เริ่มใช้ เนื้อหาสังเคราะห์ในการโฆษณา มากขึ้น ทำให้ผู้ใช้เริ่มคุ้นเคยกับคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI และรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิตดิจิทัล

ผลคือ เส้นแบ่งระหว่างเนื้อหาถูกต้องกับเนื้อหาที่ฉ้อโกงจะเบลอมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสำหรับมนุษย์ที่อ่าน และสำหรับระบบตรวจจับอัตโนมัติที่ต้องวิเคราะห์

7. AI จะอยู่ในแทบทุกช่วงของห่วงโซ่การโจมตี

AI ไม่ได้ถูกใช้แค่สร้างข้อความหรือรูปภาพอีกต่อไป ผู้โจมตีได้ใช้ LLM ในหลายงานอยู่แล้ว เช่น

  • ช่วยเขียนและแก้ไขโค้ดโจมตี

  • สร้างและดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านการโจมตี

  • ทำงานซ้ำ ๆ แบบอัตโนมัติ

ในอนาคตอันใกล้ AI จะเข้าไปมีบทบาทในแทบทุกขั้นตอนของ ห่วงโซ่การโจมตีทางไซเบอร์ ตั้งแต่การเตรียมการ การสื่อสาร การประกอบส่วนประกอบที่เป็นอันตราย การค้นหาช่องโหว่ ไปจนถึงการใช้งานเครื่องมือโจมตีเฉพาะทาง

ผู้โจมตีจะพยายามซ่อนร่องรอยการใช้ AI ให้แนบเนียนที่สุด ทำให้การวิเคราะห์และย้อนรอยการโจมตียากขึ้นมาก

8. ทีม SOC ยุคใหม่: ทำงานเคียงข้าง AI แทนการค้นหาด้วยมือ

ในฝั่งผู้ป้องกัน AI จะค่อย ๆ กลายเป็น เครื่องมือมาตรฐานในการวิเคราะห์ความปลอดภัย และมีผลอย่างมากต่อวิธีทำงานของทีม SOC (Security Operations Center)

ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยเอเจนต์จะสามารถ

  • สแกนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

  • ระบุช่องโหว่

  • ดึงข้อมูลบริบทที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบ

สิ่งนี้ช่วยลดงานประจำที่ต้องทำด้วยมือ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเปลี่ยนจากการ

  • ค้นหาข้อมูลเอง

ไปสู่การ

  • ตัดสินใจจากข้อมูลและบริบทที่ AI เตรียมไว้ให้แล้ว

ในขณะเดียวกัน เครื่องมือด้านความปลอดภัยจะหันไปใช้ ส่วนต่อประสานภาษาธรรมชาติ มากขึ้น แทนคำสั่งเทคนิคที่ซับซ้อน ระบบจะสามารถแสดงข้อความแจ้งเตือนและตอบคำถามในภาษาที่เข้าใจง่ายได้มากขึ้น

เสียงจากแนวหน้าโลกไซเบอร์

ผู้เชี่ยวชาญจากแคสเปอร์สกี้มองว่า AI กำลังเปลี่ยนเกมความปลอดภัยไซเบอร์จากทั้งฝั่งรุกและฝั่งรับ

  • ฝั่งผู้โจมตี ใช้ AI เพื่อเร่งการโจมตี ทำงานอัตโนมัติ ค้นหาช่องโหว่ และสร้างเนื้อหาปลอมที่น่าเชื่อถือสุดขีด

  • ฝั่งผู้ป้องกัน ใช้ AI เพื่อสแกนระบบ ตรวจจับภัยคุกคาม และตัดสินใจได้เร็วและเฉียบคมขึ้น

AI จึงเป็น เครื่องมือทรงพลังที่ทำหน้าที่ได้ทั้งเป็น “อาวุธ” และ “โล่” การบริหารจัดการ AI อย่างปลอดภัยและรับผิดชอบ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดอนาคตของความปลอดภัยไซเบอร์ในระยะยาว

สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่อยู่แนวหน้าการนำ AI มาใช้ ทั้งผู้บริโภคและองค์กรต่างเดินหน้าเร็วกว่าหลายภูมิภาค ท่ามกลางโอกาสมหาศาล ก็มีการนิยามใหม่ของภัยคุกคามทางไซเบอร์เกิดขึ้นควบคู่กัน ทั้งในด้านรูปแบบการโจมตีและสเกลการขยายตัว

5 แนวทางปกป้ององค์กรในยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วย AI

เมื่อโลกธุรกิจเดินหน้าไปกับ AI ความปลอดภัยต้องยกระดับตาม แคสเปอร์สกี้แนะนำแนวทางสำคัญที่องค์กรในเอเชียแปซิฟิกควรพิจารณา:

  • อัปเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ
    ดูแลให้ทุกอุปกรณ์ในองค์กรได้รับแพตช์ล่าสุด เพื่อลดโอกาสที่ผู้โจมตีจะใช้ช่องโหว่เจาะเข้าระบบ

  • ปิดบริการเดสก์ท็อประยะไกลที่ไม่จำเป็น
    หลีกเลี่ยงการเปิดบริการอย่าง RDP สู่เครือข่ายสาธารณะ เว้นแต่จำเป็นจริง ๆ และต้องใช้รหัสผ่านที่แข็งแรงอยู่เสมอ

  • ใช้โซลูชันความปลอดภัยขั้นสูงที่มองเห็นทั้งองค์กร
    เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้เห็นภาพรวมโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด สามารถค้นหา จัดลำดับความสำคัญ ตรวจสอบ และจัดการภัยคุกคามซับซ้อนหรือการโจมตีแบบ APT ได้อย่างรวดเร็ว

  • เสริมการป้องกันด้วย Threat Intelligence ล่าสุด
    ใช้ข้อมูลภัยคุกคามที่อัปเดตเพื่อเข้าใจ TTP (Tactics, Techniques, and Procedures) ที่ผู้โจมตีใช้จริง ช่วยให้วางกลยุทธ์ป้องกันได้ตรงจุด

  • สำรองข้อมูลอย่างเป็นระบบและแยกจากเครือข่ายหลัก
    ทำการสำรองข้อมูลองค์กรเป็นประจำ แยกสตอเรจสำรองออกจากเครือข่ายหลัก และตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถกู้คืนข้อมูลได้รวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

บทสรุป: อยู่กับ AI ให้รอด ต้องคิดแบบ “ปลอดภัยเป็นพื้นฐาน”

เมื่อ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่ของธุรกิจ การมองความปลอดภัยเป็นแค่ “ฟีเจอร์เสริม” ไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรต้องออกแบบกระบวนการ ระบบ และวัฒนธรรมให้ มองความปลอดภัยเป็นดีเอ็นเอของการเปลี่ยนผ่านสู่ AI

AI จะไม่หยุดพัฒนา เช่นเดียวกับภัยคุกคามไซเบอร์ และองค์กรที่อยู่รอดได้ในระยะยาว คือองค์กรที่เรียนรู้จะใช้ AI เป็นเครื่องมือป้องกัน ให้ทันกับวิธีที่ผู้โจมตีใช้ AI เป็นอาวุธจู่โจมเช่นกัน