รับแอปรับแอป

หยุดเป็นสายลองของ AI แล้วลุกมาคุมเกม ด้วย 9 ทักษะที่จะแซงคนทั้งออฟฟิศในปี 2026

เอกชัย พูลเพิ่ม01-29

จากคน “ใช้ AI” สู่คน “คุมกองทัพ AI”

ในปี 2026 ตอนที่คนส่วนใหญ่ยังติดอยู่กับการตั้งคำถามว่า “AI คืออะไร ใช้ยังไง” คนอีกกลุ่มเล็กๆ จะเดินไปไกลกว่านั้นแบบทิ้งห่าง

พวกเขาไม่แค่พิมพ์คุยกับแช็ตบอต แต่ใช้ AI เพื่อ

  • ส่งงานได้ไวขึ้นแบบมืออาชีพ (Shipping)

  • สร้างระบบอัตโนมัติที่วิ่งเองทั้งวัน (Automating)

  • แทนที่ขั้นตอนเดิมๆ ที่เคยเสียเวลาไปครึ่งวัน (Replacing Workflows)

คำถามสำคัญคือ… คุณจะอยู่ฝั่งไหนกันแน่?

ถ้าคำตอบในใจคือ “อยากเป็นคนคุมเกม ไม่ใช่แค่คนลองใช้” งั้น 9 ทักษะต่อไปนี้คือสิ่งที่จะกำหนดว่า คุณจะรอด หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยุค Agentic AI

1. Prompt Engineering ระดับสูง: จากการถามเล่นๆ สู่การสั่งงานแบบมือโปร

Prompt Engineering ไม่ใช่แค่พิมพ์ถาม ChatGPT ไปวันๆ แต่คือการออกแบบคำสั่งอย่างมีโครงสร้าง เพื่อรีดศักยภาพสูงสุดจาก LLMs ระดับโลกอย่าง ChatGPT, Claude และ Gemini

คุณต้องเข้าใจว่า

  • จะวางบริบท (Context) ยังไงให้ AI เข้าใจงาน

  • จะกำหนดบทบาท (Role) ให้ AI ทำหน้าที่แทนใคร

  • จะตั้งกติกาและข้อจำกัด (Constraints) ยังไงให้ผลลัพธ์ตรงเป๊ะ

คนที่เก่งจริง ไม่ใช่คนที่จำ Prompt แต่คือคนที่ออกแบบ Prompt ได้เองตามสถานการณ์

2. AI Workflow Automation: ให้ระบบทำงานแทนมือเรา

กดเองทุกขั้นตอนคือเรื่องของยุคก่อน ตอนนี้คือยุคที่คุณต้องรู้จักให้ AI และเครื่องมือเชื่อมระบบทำงานแทน แค่ดีไซน์ Flow ให้ดี ทุกอย่างก็วิ่งอัตโนมัติ

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ เช่น

  • ใช้ Zapier, Make หรือ n8n เชื่อม AI เข้ากับอีเมล ฟอร์ม หรือ CRM

  • ให้ระบบรันงานหลังบ้าน เช่น สรุปข้อมูล ส่งต่อไฟล์ แจ้งเตือนทีม โดยไม่ต้องมานั่งจิ้มเอง

ใครต่อ Flow เป็น คนนั้นประหยัดเวลาได้เป็นวันต่อสัปดาห์

3. AI Agents: ยุคที่คุณมี “ทีมลับ” เป็นกองทัพตัวแทนอัจฉริยะ

AI Agents ไม่ใช่แค่บอตตัวเดียวตอบคำถาม แต่คือการสร้าง “ทีม AI” หลายตัวให้ช่วยกันทำงานจนจบโปรเจกต์

ด้วยเครื่องมืออย่าง CrewAI, AutoGen หรือ LangGraph คุณสามารถ

  • สร้าง AI แต่ละตัวให้มีบทบาทเฉพาะ เช่น นักวิจัย นักการตลาด นักเขียน

  • ให้แต่ละ Agent คุยกัน แบ่งงานกัน และช่วยกันปิดงานให้เสร็จ

จากเคยต้องทำคนเดียว คุณกำลังได้ทีมงานเสมือนที่ไม่บ่น ไม่เหนื่อย และทำงานได้ 24 ชั่วโมง

4. RAG: ทำให้ AI ฉลาดด้วยข้อมูลของคุณเอง

LLMs เก่งก็จริง แต่ถ้าไม่รู้ข้อมูลเฉพาะของธุรกิจคุณ มันก็มีข้อจำกัด ดังนั้นทักษะ RAG (Retrieval-Augmented Generation) เลยโคตรสำคัญ

ด้วยเทคโนโลยีอย่าง LangChain หรือ LlamaIndex คุณจะสามารถ

  • ป้อนเอกสาร คู่มือ หรือฐานข้อมูลภายในให้อยู่ในระบบค้นหา

  • ให้ AI ดึงข้อมูลจริงของคุณมาตอบได้อย่างแม่นยำ ไม่มั่ว ไม่เดา

นี่คือกุญแจสู่ AI ที่ตอบได้เหมือนพนักงานในบริษัท ไม่ใช่แค่บอตทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต

5. Fine-tuning & Custom GPTs: ปั้น AI ให้เป็นเวอร์ชันที่ธุรกิจคุณต้องการ

AI ทั่วไปคือรุ่นมาตรฐาน แต่ธุรกิจจริงต้องการ “เวอร์ชันเฉพาะกิจ” ที่พูดภาษาแบรนด์ เข้าใจลูกค้า และทำงานแบบที่คุณต้องการ

คุณสามารถใช้เครื่องมืออย่าง OpenAI GPT Builder หรือแพลตฟอร์มบน Hugging Face เพื่อ

  • ปรับบุคลิกของ AI ให้ตรงกับน้ำเสียงแบรนด์

  • สอนทักษะเฉพาะทาง เช่น งานเอกสารเฉพาะอุตสาหกรรม หรืองานวิเคราะห์เชิงลึก

แทนที่จะถาม AI ทั่วไป คุณควรมี AI ของตัวเองที่พร้อมทำงานแทนคุณได้ทันที

6. Multimodal AI: เล่นได้ทุกโหมด ทั้งข้อความ ภาพ และเสียง

ยุคใหม่ไม่ได้มีแค่ Text to Text อีกต่อไป แต่คือการสั่งงาน AI ข้ามทุกโหมด ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ

โมเดลรุ่นใหม่อย่าง GPT-4, Gemini และ Grok เปิดให้คุณทำสิ่งเหล่านี้ได้ เช่น

  • ให้วิเคราะห์ภาพ เอกสาร สไลด์ หรืออินโฟกราฟิก

  • แปลงเสียงประชุมเป็นสรุป พร้อม To-do

  • สร้างไอเดียคอนเทนต์จากทั้งข้อความและภาพผสมกัน

ใครเข้าใจ Multimodal ก่อน ก็เหมือนใช้คอมโบสกิลได้ครบทั้งเซ็ต

7. AI Video Generation: ปั้นวิดีโอระดับโปรในเวลาสั้นจนคนถามว่า “ทำได้ไง?”

การสร้างวิดีโอเคยเป็นงานใหญ่ ทั้งทีมโปรดักชัน กล้อง ไฟ ตัดต่อ แต่วันนี้ คุณสามารถใช้ AI ทำวิดีโอคุณภาพสูงได้แบบลุยเดี่ยว

ด้วยเครื่องมืออย่าง Runway, Pika หรือ OpusClip คุณทำได้เช่น

  • สร้างวิดีโอจากข้อความภายในไม่กี่นาที

  • ตัดต่อคลิปยาวให้กลายเป็นไฮไลต์สั้นสำหรับโซเชียล

  • สร้าง Visual เจ๋งๆ โดยไม่ต้องเก่ง Motion Graphic

สาย Content Marketing ที่ไม่ใช้ AI วิดีโอ เท่ากับยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงสนาม

8. AI Tool Stacking: ต่อเครื่องมือหลายตัวให้กลายเป็น Ecosystem เดียว

ในโลกจริง ไม่มีเครื่องมือไหนเก่งได้ทุกอย่าง แต่คนที่ชนะคือคนที่รู้จัก “เอาของดีแต่ละตัวมาต่อเข้าหากัน” ให้กลายเป็นระบบเดียว

ตัวอย่างการ Stack เครื่องมือ เช่น

  • ผนวก Notion + Zapier + ClickUp เข้าด้วยกันเป็นศูนย์กลางจัดการโปรเจกต์

  • ใช้ AI ช่วยสรุปข้อมูลใน Notion แล้วส่งงานต่อไปยัง ClickUp โดยอัตโนมัติ

คนเก่ง AI ไม่ได้เก่งเพราะรู้จักหลายแอป แต่เพราะรู้วิธีออกแบบให้ทุกตัวทำงานประสานกันเป็นระบบ

9. LLM Evaluation & Management: วัดผล คุมคุณภาพ และดูแลความปลอดภัยของ AI

เมื่อคุณเริ่มใช้ AI จริงในงานธุรกิจ สิ่งที่ต้องคิดไม่ใช่แค่ว่า “ใช้ได้ไหม” แต่ต้องถามต่อว่า

  • ผลลัพธ์ดีพอหรือยัง

  • ปลอดภัยหรือเปล่า

  • คุ้มต้นทุนไหม

เครื่องมืออย่าง Helicone หรือ PromptLayer จะช่วยให้คุณ

  • ติดตามดูว่า AI ตอบอะไร ทำงานยังไงบ้าง

  • วัดประสิทธิภาพ ปรับปรุง Prompt หรือ Workflow ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ยุคนี้ไม่ได้แข่งกันที่ใครเริ่มใช้ AI ก่อน แต่แข่งกันที่ใคร “บริหาร AI” ได้ดีกว่า

มุมมองปิดท้าย: ถ้ายังใช้แค่ ChatGPT เล่นๆ คุณกำลังเริ่มถอยหลัง

ถ้าวันนี้คุณยังรู้สึกว่า “แค่เปิด ChatGPT มาคุยนิดหน่อยก็นับว่าใช้ AI แล้ว” ต้องบอกตรงๆ ว่า คุณกำลังเริ่มล้าหลังอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัว

ความได้เปรียบจริงในปี 2026 ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครพิมพ์ Prompt ได้สวยกว่ากัน แต่อยู่ที่ว่า

“ใครสร้าง Systems ได้เก่งกว่ากัน”

เพราะพลังที่แท้จริงของ AI ไม่ใช่การตอบคำถามเราเป็นครั้งๆ แต่คือการถูกออกแบบให้ทำงานแทนเราแบบเป็นระบบอัตโนมัติ ทำได้ซ้ำๆ ทำได้สkalable และทำได้โดยไม่ต้องมานั่งสั่งทุกครั้ง

“หยุดเรียนแค่เพื่อรู้จัก AI แล้วเริ่มเรียนเพื่อสร้าง (Build) ระบบด้วย AI ตั้งแต่วันนี้”

9 ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่แค่ลิสต์ให้เก็บสะสม แต่มันคือ Roadmap สำหรับคนที่อยากเปลี่ยนจากผู้ใช้ธรรมดา ไปเป็นคนที่คุมเกม AI และใช้มันเป็นกำลังเสริมให้ชีวิตและงานวิ่งเร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด

เลือกวันนี้ว่าจะเป็นคนดู AI วิ่งผ่านหน้า หรือเป็นคนที่ใช้ AI พุ่งขึ้นแซงคนทั้งวงการ