รับแอปรับแอป

หนึ่งสัปดาห์ในเคนย่า: จากบ้าน Out of Africa ถึงกินข้าวเช้ากับยีราฟและทะเลลับติดอันดับแอฟริกา

วีรภัทร ทองดี01-31

เคนย่าแบบเบาๆ ที่ดันเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์

ไปเคนย่า หลายคนคงนึกถึงซาฟารีเป็นอย่างแรก แต่ทริปหนึ่งสัปดาห์ของฉันครั้งนี้กลับไม่ได้ไปซาฟารีเลยสักวัน

ฉันเคยตระเวนแอฟริกากลางและออกทริปซาฟารีมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะที่แทนซาเนีย เคยไปนอนเต็นท์ริมเส้นทาง The Great Migration ทั้งคืนได้ยินเสียงฝูงสัตว์นับล้านเท้าเหยียบพื้นดังก้องไม่หยุด

รอบนี้เป้าหมายหลักคือมาเยี่ยมเพื่อน ใช้ชีวิตสบายๆ นอนไนโรบี 4 คืน แล้วหนีลงทะเลอีก 2 คืน ไม่อัดโปรแกรมเที่ยว ขอเน้นไปในที่ที่เพื่อนท้องถิ่นกระซิบว่าห้ามพลาดมากกว่า

บ้านในฝันจาก Out of Africa ที่กลายมาเป็นบ้านจริง

หนึ่งใน Bucket List ที่ติดอยู่ในหัวมานานมากของฉัน คือบ้านของ Karen Blixen

ใครที่เคยอินกับหนังรางวัลออสการ์เรื่อง Out of Africa คงจดจำเรื่องราวรักโรแมนติกในเคนย่าของคาเรนกับเดนิสเมื่อร้อยปีก่อนได้ดี หรืออย่างน้อยก็คงเคยผ่านตาหนังสือที่เธอเขียน

สำหรับฉัน นอกจากเสน่ห์ความโรแมนติกและฉากแอฟริกาที่ให้ฟีลผจญภัยสุดโปรดแล้ว สิ่งที่ตราตรึงมากคือ “ตัวบ้าน” ของคาเรนเอง ระเบียงกว้างมองออกไปสนามโล่ง ที่โรเบิร์ต เรดฟอร์ดในบทเดนิสเอนตัวเผลอหลับ คือภาพฝันที่อยากเดินเข้าไปอยู่ในฉากนั้นจริงๆ สักครั้ง

เลยตั้งใจไว้เงียบๆ ว่า ถ้ามีวันหนึ่งได้เหยียบไนโรบี จะต้องมาดูบ้านหลังนี้กับตาตัวเองให้ได้ และในที่สุด วันนี้ก็มาถึง

ตอนนี้บ้านของ Karen ถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ มีไกด์พาชมเล่าเรื่องชีวิตของคาเรนและเดนิส ซึ่งถ้าเคยดูหนังก็จะต่อจิ๊กซอว์ได้ทันทีว่าอะไรคืออะไร

สำหรับฉัน ไฮไลต์คือการได้ยืนอยู่ในห้องจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องทานข้าว หรือห้องครัว แล้วปล่อยจินตนาการวิ่งย้อนกลับไปยังเรื่องราวทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้

เสียดายอยู่อย่างเดียวคือ เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปภายในบ้าน เลยทำได้แค่ถ่ายภาพหน้าบ้านบนระเบียงกว้างๆ ที่เคยหลงรักจากในหนังเท่านั้น

Giraffe Manor: ความฝัน 20 ปี กับเช็คอินที่ได้แถมรอยกัด

อีกหนึ่งจุดหมายที่อยู่ใน Bucket List นานเกือบ 20 ปี คือโรงแรมในตำนานที่ชื่อว่า Giraffe Manor

ชื่อบอกชัดอยู่แล้วว่านี่คือโรงแรมของยีราฟ แต่เบื้องหลังความคิวท์เหล่านี้เริ่มต้นจากคู่สามีภรรยาเจ้าของบ้านเดิม (สามีชาวอังกฤษ ภรรยาชาวอเมริกัน) ที่เริ่มช่วยชีวิตยีราฟจากธรรมชาติแล้วนำมาเลี้ยงในบริเวณแมนชั่นสไตล์ยุโรปหลังใหญ่บนพื้นที่กว้าง

ต่อมาเมื่อบ้านกลายเป็นโรงแรม ยีราฟทั้งหลายก็กลายเป็นจุดขายระดับโลก ซึ่งเขาไม่ได้เลี้ยงเล่นๆ แต่ดูแลร่วมกับ Giraffe Center ข้างๆ อย่างจริงจัง

  • ยีราฟที่นี่ทั้งหมดมี 12 ตัว

  • แบ่งเวลาสลับไป “เอนเตอร์เทน” แขกในโรงแรมและที่ศูนย์

  • พอโตได้ราว 2–3 ขวบก็จะถูกปล่อยกลับคืนสู่ป่าตามธรรมชาติ

Giraffe Center: คลาสเรียนเรื่องยีราฟที่สนุกกว่าที่คิด

แขกของ Giraffe Manor ได้เข้า Giraffe Center ฟรี โปรแกรมคือหลังเช็คอินและทานมื้อกลางวันเสร็จ เจ้าหน้าที่จะพาไปส่งที่ศูนย์เพื่อฟังเรื่องราวของยีราฟและให้อาหารอย่างใกล้ชิด

ที่นั่นฉันถึงได้รู้ว่า

  • ยีราฟที่นี่เป็นสายพันธุ์ Rothschild

  • โดยทั่วไปยีราฟมีอายุประมาณ 20 ปี แต่ถ้าอยู่ในศูนย์อนุรักษ์จะอยู่ได้นานถึงประมาณ 28 ปี

  • ยีราฟเพศเมียสามารถตั้งท้องได้ตลอดชีวิต และมักจะ “ท้องติด ๆ กัน” คือเพิ่งคลอดก็พร้อมผสมพันธุ์ใหม่

  • ระหว่างตั้งท้องก็ยังให้นมลูกตัวเล็กได้อีกด้วย

  • ยีราฟโตเต็มวัยนอนวันละประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ส่วนตัวเล็กอายุต่ำกว่าสองขวบจะนอนวันละไม่เกินสองชั่วโมง

แค่เรื่องเวลานอนก็นับว่าเหนือความคาดหมายไปไกลแล้ว

โดนยีราฟกัดกลางน้ำชา: แจ๊กพ็อตที่ไม่เคยอยู่ในแพลน

กลับจากศูนย์แล้ว ยังไม่จบภารกิจป้อนอาหารยีราฟ เพราะที่โรงแรมเองก็จัดให้แขกได้ใกล้ชิดยีราฟอีกยาวๆ เกือบสองชั่วโมงในช่วงน้ำชาเย็น

  • แขกทุกคู่จะมีพนักงานดูแลเฉพาะ คอยส่งอาหารให้ไม่ขาด

  • มีเวลาให้ถามทุกเรื่องเกี่ยวกับยีราฟเท่าที่อยากรู้

  • และที่สำคัญ พนักงานจะรับหน้าที่ช่างภาพกิตติมศักดิ์ กดชัตเตอร์ให้แบบไม่กลัวเมมเต็ม รับรองว่ากลับบ้านพร้อมรูปสวยจนเลือกไม่ถูก

แล้วอยู่ดีๆ ฉันก็กลายเป็นคนที่ “โดนยีราฟกัด” แบบไม่ตั้งใจ

ยีราฟที่เล่นด้วยวันนั้นยังเด็ก อายุราวสามขวบ ตื่นเต้นกับการจกอาหารจากมือฉันแบบรีบร้อนไปนิด บวกกับมุมมือฉันคงจัดไม่ดี ผลคือเสียงฟันยีราฟกระแทกแหวนดังสนั่นจนแหวนบุบ เลือดออก แสบซู่

อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าวันนั้นไม่ใส่แหวน นิ้วอาจจะไม่ปลอดภัยเท่าไหร่

แต่เขาบอกว่าน้ำลายยีราฟมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อในตัวเอง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องแผลติดเชื้อ ฟังแล้วทั้งโล่งใจและแอบขำในเวลาเดียวกัน

ไฮไลต์จริง: มื้อเช้ากับน้องยีราฟ

ทั้งหมดที่เล่ามายังไม่ใช่ไคลแมกซ์ของการพักที่ Giraffe Manor เพราะโมเมนต์ที่ทุกคนรอคือ การกินอาหารเช้าร่วมโต๊ะกับยีราฟ

ในห้องอาหารเช้า เขาจะจัดโต๊ะพิเศษไว้โต๊ะหนึ่งสำหรับแขกที่อยากป้อนมื้อเช้าให้ยีราฟ น้องยีราฟจะยื่นหัวลอดหน้าต่างเข้ามาที่โต๊ะ ดูเหมือนกำลังกินอาหารจากจานเดียวกับเรา

จริงๆ แล้ว อาหารของยีราฟคือเม็ดอาหารที่จัดวางอย่างสวยงามในจานบนโต๊ะ เราสามารถลูบหน้า ลูบคอ และป้อนของกินให้แบบใกล้มาก ฟีลลิ่งคือฟินสุด

พอทั้งเราและน้องกิน–และถ่ายรูป–กันจนอิ่มใจแล้ว เราค่อยย้ายไปนั่งโต๊ะอาหารเช้าปกติของตัวเอง

ระเบียงส่วนตัวที่มี “ยีราฟ” เป็นเพื่อนบ้าน

ห้องบางประเภท (รวมถึงห้องที่ฉันพัก) อยู่ชั้นสองและมีระเบียงส่วนตัวด้านนอก จุดนี้คืออีกสวรรค์ของคนรักยีราฟ เพราะเราสามารถออกมาป้อนอาหารจากระเบียงตัวเองได้เลย

วิธีป้อนก็มีสองแบบ

  • ถ้าอยู่ระดับเดียวกับหัวน้อง ให้ยื่นมือแล้วปล่อยให้น้องเลียจกอาหารไปเอง

  • ถ้าเราอยู่สูงกว่า ต้องเล็ง “โยน” เม็ดอาหารให้เข้าปากยีราฟแบบพอดี และต้องระวังไม่เล็งพลาดไปเข้าจมูก

เมื่ออาหารเช้าจบประมาณเก้าโมงเช้า น้องยีราฟก็จะทยอยเดินไปฝั่ง Giraffe Center เพื่อต้อนรับแขกที่ซื้อตั๋วเข้าชม

เราพักแค่หนึ่งคืนก็ต้องเช็คเอาท์ แต่ถ้าใครพักต่อ ช่วงราวห้าโมงเย็นหลังศูนย์ปิด ยีราฟทั้งหลายจะกลับมาเดินเล่นที่สนามหญ้าโรงแรม เพื่อให้แขกได้ป้อนอาหารอีกรอบ

เรียกได้ว่า ถ้ามาที่นี่สักคืน คุณจะอยู่ใกล้ยีราฟแบบเต็มอิ่มแน่นอน

เรื่องจองยากระดับรอคิว และแจ็กพ็อตสองชั้น

เย็นวันนั้นก่อนมื้อค่ำ เราไปแช่บ่อน้ำร้อนกับอบซาวน่าให้อุ่นตัว เพราะเดือนมิถุนายนในเคนย่ายามเย็นอากาศเย็นกว่าที่คิด

ที่นี่คิดราคาห้องแบบรวมทุกอย่างไว้แล้ว ทั้งอาหารสามมื้อ น้ำชายามบ่าย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบริการซักรีดเสื้อผ้า เรียกว่าเช็คอินครั้งเดียวแล้วใช้ชีวิตยาวได้แบบไม่ต้องจับกระเป๋าสตางค์

แต่การจะได้ห้องที่นี่ไม่ง่ายเลย เพราะเขามีโรงแรมในเครืออีกหลายแห่ง และจะให้สิทธิ์ลูกค้าที่จองแพ็กเกจซาฟารีแบบยาวๆ กับเครือก่อนเป็นอันดับแรก

เคสของฉันคือ ไปอยู่ใน waiting list รอจนถึง 30 วันก่อนเดินทาง ถ้าไม่มีลูกค้าแพ็กเกจมาจองเขาถึงจะปล่อยห้องเดี่ยวหนึ่งคืนที่ไนโรบีให้เรา

สุดท้ายก็ได้มาอย่างหวุดหวิด แถมไม่ได้แค่ทำตามฝัน 20 ปีสำเร็จ แต่ยังได้โบนัสโดนยีราฟกัดกลับบ้าน ถือว่าโชคดีสองชั้นในแบบที่ไม่มีทัวร์ไหนกล้าการันตี

African Heritage House: บ้านส้มบนเนินที่คนรักดีไซน์ต้องหลงรัก

อีกหนึ่งสถานที่ในไนโรบีที่เกินความคาดหวังคือ African Heritage House ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวและบ้านของ Alan Donovan ชาวอเมริกันที่ย้ายมาปักหลักอยู่ชานเมืองไนโรบีเกือบ 60 ปีก่อน

ก่อนจะสร้างบ้านที่นี่ เขาเดินทางไปหลายประเทศในแอฟริกาและหลงใหลศิลปะพื้นเมืองอย่างหนัก พอย้ายมาอยู่เคนย่าเลยออกแบบบ้านสไตล์ผสมผสานระหว่าง Morocco กับ Mali ทาสีส้มสดทั้งหลัง ตั้งอยู่บนเนินที่มองเห็น Nairobi National Park แบบเต็มตา

จุดที่ทำให้บ้านหลังนี้น่าตื่นเต้นคือการตกแต่งภายในและการใช้ของทุกชิ้นอย่างมีความหมาย คนที่อินกับสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายในน่าจะใจละลายเหมือนฉัน

เฟอร์นิเจอร์และของใช้ทุกชิ้นถูกคัดสรรจากหลายประเทศในแอฟริกาที่ Alan เคยเดินทางไป แล้วดัดแปลงให้เข้ากับการใช้งานปัจจุบัน เช่น

  • ช่องเก็บของจากบ้านชาวเมือง Lamu ถูกแปลงมาเป็นช่องวางสบู่หรือกระดาษทิชชูในห้องน้ำ

  • ชิงช้าแบบ Zanzibar ถูกปรับให้กลายเป็นโซฟาหน้าเตาผิง

  • ผ้าพรม ผ้าม่าน และผ้าคลุมเตียง ล้วนเป็นผ้าพื้นเมืองจากหลายภูมิภาคในแอฟริกา

สำหรับฉัน ศิลปะที่ถูกเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้คือระดับที่ “ปลาบปลื้มเป็นพิเศษ” และบ้านหลังนี้ทำตรงนั้นได้แบบเต็มร้อย

บ้านสวยจนเคยลงนิตยสารตกแต่งบ้านดังๆ มาหลายเล่ม และเคยต้อนรับแขกสำคัญจากทั่วโลก แม้แต่วันจัดฉายรอบปฐมฤกษ์ของภาพยนตร์ Out of Africa ก็เลือกใช้ที่นี่เป็นสถานที่จัดงาน

หลังจาก Alan เสียชีวิตในปี 2021 ร่างของเขาถูกฝังอยู่ในบริเวณบ้าน ปัจจุบันที่นี่เปิดเป็นสถานที่ให้เยี่ยมชม มีไกด์พาชมห้องต่างๆ และอธิบายเรื่องราวของของสะสมทุกชิ้น

และที่พิเศษคือ ใครอยากนอนที่นี่ก็ทำได้ เพราะบ้านเปิดให้พักได้ 5 ห้อง

ฉันเลือกไปช่วงกลางวันแบบ Day Visit ซึ่งราคาจะรวมมื้อกลางวันแบบฟูลคอร์สโดยเชฟชาวเคนย่าที่เคยเป็นเชฟส่วนตัวของ Alan เอง อาหารเสิร์ฟมา 4 คอร์สเต็มๆ ทั้งเยอะและอร่อยจนกลายเป็นมื้อที่ดีที่สุดในไนโรบีสำหรับฉัน

บอกได้เต็มปากว่า ถ้ามีโอกาสมาไนโรบีแล้วอยากหาที่พิเศษไม่ซ้ำใคร ที่นี่คือ หนึ่งในที่ที่ควรหาเวลามาให้ได้

Diani: ทะเลเคนย่าที่ให้ฟีลหัวหินเมื่อ 40 ปีก่อน

ฉันแอบสงสัยมานานว่าทะเลและชายหาดของเคนย่าหน้าตาเป็นอย่างไร ได้ยินมาว่ายังดิบและธรรมชาติอยู่มาก จริงๆ แล้วอยากไปเมืองมรดกโลกอย่าง Lamu มาก เพราะคาดว่าน่าจะคล้าย Stone Town ของ Zanzibar ที่เคยประทับใจ

แต่เพื่อนท้องถิ่นยืนกรานว่า “ไป Diani ก่อนดีกว่า หาดสวยและกว้างกว่า” ก็เลยตกลงตามนั้น

Diani อยู่ห่างจากเมืองใหญ่ Mombasa ประมาณ 30 กิโลเมตร เราเลือกบินโลคอลมาลงที่สนามบินเล็กๆ ในเมือง Ukunda ซึ่งติดชายหาดมากกว่า สนามบินเล็กแบบบ้านๆ การขนกระเป๋าทำด้วยแรงงานคนจ๋าๆ ไม่มีร้านอาหารอะไรให้เลือกมาก

มีเสน่ห์แบบแอฟริกาที่ดูจริงใจและเรียบง่าย

จากสนามบินนั่งรถไปราวครึ่งชั่วโมงบนถนนที่ขนานกับชายหาด ก็ถึงโรงแรม ทุกอย่างดูง่ายๆ คนไม่พลุกพล่าน บรรยากาศสบายจนรู้สึกว่าช้าลงไปทั้งเมือง

หาดที่นี่สะอาดมาก แบบแทบไม่เห็นขยะ และที่ดีคือเขาไม่อนุญาตให้ตั้งเตียงผ้าใบหรือร่มริมชายหาดแบบยึดพื้นที่

ช่วงน้ำลงเราสามารถเดินเลียบหาดไปเรื่อยๆ ผ่านร้านอาหารและคาเฟ่เล็กใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ริมทะเล แต่พอน้ำขึ้นก็ต้องเดินกลับทางถนนลูกรังแทน

สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านคน ร้านตัดผม ร้านนวดแบบเพิงไม้เตี้ยๆ ที่ถ้าไม่สังเกตดีๆ อาจเดินผ่านไปเฉยๆ และที่น่ารักมากคือ บนถนนนี้มี “บันไดลิง” พาดข้ามถนนเป็นช่วงๆ เพื่อให้ลิงใช้ข้ามแทนการลงมาเดินบนพื้น ลดโอกาสโดนรถชน

บนชายหาดมีคนพื้นเมืองเดินขายของบ้าง ขายน้ำมะพร้าวบ้าง มีคนแต่งชุดชาวบ้านมาไซหิ้วสร้อยลูกปัดมาขาย มีคุณป้าเอาผ้าพื้นเมืองมาปักไม้แขวนเป็นแผงเรียงยาว และยังมีเด็กๆ มาโชว์กายกรรมต่อตัวเหมือน street performance ให้ดูเป็นระยะ

วันหนึ่งเราเช่าเรือออกไปดำน้ำดูปะการัง น้ำทะเลใสและสะอาดมาก แต่ปะการังกับปลาไม่ได้เยอะจนต้องร้องว้าว

ที่น่าทึ่งคือ ทะเลแถวนี้จะมีเนินทรายผุดขึ้นกลางน้ำกลายเป็นเกาะทรายเล็กๆ ที่โผล่ขึ้นมาเฉพาะบางเวลา เรือหลายลำจะพาแขกไปจอดดำน้ำหรือเดินเล่นบนเนินทรายแบบนั้น

ถ้าถามว่า Diani สมกับคำร่ำลือว่าเป็นหนึ่งในชายหาดสวยที่สุดของแอฟริกาแผ่นดินใหญ่ไหม ส่วนตัวฉันคิดว่า

  • สะอาดมาก และบรรยากาศดีจริง

  • แต่ถ้าเทียบความขาวฟ้าสดแบบโปสการ์ดแล้ว Zanzibar และ Seychelles ยังชนะอยู่

อย่างไรก็ตาม Diani ให้ฟีลคล้ายหัวหินเมื่อ 30–40 ปีก่อน คือยังดิบ โลคอล และไม่ล้นไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ถ้าใครชอบ kitesurfing นี่คือหนึ่งในสวรรค์ของสายเล่นลมเลยทีเดียว

Nairobi: เมืองหลวงที่มีสิงโตอยู่ในรัศมีตึกสูง

ช่วงที่อยู่ไนโรบี เราใช้เวลาชิลๆ ทั้งเดินเล่นในเมือง กินข้าว เข้าพิพิธภัณฑ์ และช้อปของคราฟต์นิดหน่อย

สิ่งที่ทำให้ฉันทึ่งที่สุดคือ ไนโรบีมีอุทยานแห่งชาติอยู่ในเมืองเลย นั่นคือ Nairobi National Park ซึ่งเราสามารถซื้อตั๋วแล้วขับรถตัวเองเข้าไปขับซาฟารีได้ ไม่จำเป็นต้องมีไกด์

แม้พื้นที่จะไม่ใหญ่เท่าอุทยานชื่อดังอื่นๆ แต่มีสัตว์อยู่ตามธรรมชาติหลายชนิด ทั้งสิงโต ฮิปโป จระเข้ นกกระจอกเทศ เก้งกวาง ฯลฯ

วันที่ฉันไป มีรายงานว่ามีกลุ่มสิงโตนอนอยู่ไม่ไกลจากทางที่เราใช้ แต่ถึงจะจอดรออยู่นาน น้องก็ไม่ยอมโผล่ออกมาให้เห็นสักที

สิ่งที่แปลกตาคือ ขณะที่เราขับรถชมสัตว์ตามธรรมชาติด้านหน้า พอลองเงยหน้าขึ้นมองฟ้าก็จะเห็นเส้นขอบฟ้าเป็นตึกสูงระฟ้าของเมืองใหญ่อยู่ด้านหลัง เหมือนเอาสองโลกมาชนกันในเฟรมเดียว

ของน่าช้อปในเคนย่า: คราฟต์ดีงาม ผ้าทอเริ่ด เสื้อผ้าแพงเกินจริง

ช่วงหลังๆ ฉันไม่ค่อยช้อปของสะสมจากการเดินทางเท่าไหร่ แต่เคนย่าทำให้เกือบเสียแผน เพราะของคราฟต์ดีเยอะจนใจอ่อน

ฉันแวะทั้งตลาดมาไซ (ที่โลเคชั่นจะสลับไปแต่ละวัน) และร้านขายของแฮนด์เมดอีกสองร้าน สิ่งที่ประทับใจคือ

  • งานแกะสลักจากไม้ หิน และเขาสัตว์คุณภาพดีมาก แทบไม่เจอพลาสติกปน

  • ราคาต่อรองได้ และพอคุยกันดีๆ แล้วถือว่าคุ้มกับงานที่ได้

  • เสื้อผ้าเป็นสิ่งที่ฉันมองว่าราคาแรงไปหน่อย ไม่ค่อยคุ้มที่จะซื้อ

  • ถ้าอยากได้ของดีกลับบ้าน แนะนำให้โฟกัสผ้าทอพื้นเมืองอย่างผ้าโสร่ง นำไปปูโต๊ะหรือใช้ตกแต่งบ้านได้สวยมาก

  • ต้องระวังเลือกแบบผ้าฝ้ายทอพื้นเมืองจริงๆ ไม่ใช่ผ้าเครื่องจากจีนที่ลายสวยแต่ฟีลต่างกัน

  • เครื่องครัวไม้ต่างๆ อย่างช้อน ถาด จาน ของแต่งบ้านก็สวยจนอยากกวาดทั้งร้าน

  • และแน่นอนว่า “กาแฟเคนย่า” คือของฝากที่ควรมีติดกระเป๋ากลับบ้าน

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเคนย่าที่หลายคนอาจไม่รู้

ทริปนี้ไม่ได้พาแค่ไปชมวิว แต่ยังได้เรียนรู้เรื่องน่าสนใจหลายอย่างเกี่ยวกับเคนย่าที่อยากบันทึกไว้ให้คนอื่นได้รู้ด้วย

  • ไนโรบีตั้งอยู่สูงถึงประมาณ 1,800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งสูงกว่าเมือง Zermatt ในสวิตเซอร์แลนด์ที่ราว 1,600 เมตร นี่คือเหตุผลว่าทำไมช่วงหน้าหนาวหรือเดือนมิถุนายน อุณหภูมิในไนโรบีถึงลงไปได้ถึงราว 10 องศา

  • เคนย่าพัฒนาเรื่องเงินดิจิทัลไปไกลมาก กำลังก้าวสู่สังคมแบบแทบไม่ใช้เงินสด หลายที่ โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ จะไม่รับเงินสดเลย แต่ความยากคือระบบจ่ายเงินดิจิทัลส่วนใหญ่ต้องผ่านแอปของรัฐบาลเคนย่าเอง ซึ่งยังใช้งานไม่ง่ายสำหรับคนต่างชาติ ทำให้บางครั้งเราถึงขั้นจ่ายเงินไม่ได้จริงๆ

  • ฟอสซิลกะโหลกมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดหลายชิ้นถูกขุดพบในเคนย่า อายุราว 1.7–1.9 ล้านปี ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ใน Nairobi National Museum ซึ่งตัวพิพิธภัณฑ์จัดแสดงได้ดีเกินคาด ทั้งเรื่องสัตว์ วิวัฒนาการมนุษย์ และประวัติศาสตร์ประเทศ

  • น่าจะมีไม่กี่เมืองหลวงในโลกที่มีอุทยานแห่งชาติอยู่ในตัวเมืองเหมือนไนโรบี ที่มี Nairobi National Park ให้เราไปขับรถชมสัตว์ป่า ในขณะที่ฉากหลังเป็นเส้นขอบฟ้าตึกสูงระฟ้า

  • เคนย่ามีชายฝั่งยาวกว่า 500 กิโลเมตร ทำให้มีแหล่งท่องเที่ยวทะเลสำคัญหลายแห่ง และมีชายหาดที่ติดอันดับว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของแอฟริกา กีฬายอดฮิตตามหาดคือ kitesurfing แม้คนจำนวนมากยังคิดว่าเคนย่ามีแค่ซาฟารี ไม่มีทะเล

  • กฎหมายในเคนย่าเปิดช่องให้ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคน

  • Thorntree Cafe ในโรงแรม Sarova Stanley เคยเป็นจุดที่นักเดินทางเขียนจดหมายปักทิ้งไว้ที่ต้นไม้ เพื่อสื่อสารและฝากข่าวถึงกันในยุคก่อนอินเทอร์เน็ต ทุกวันนี้ต้นไม้ต้นเดิมตายไปแล้ว แต่โรงแรมยังทำป้ายให้คนมาเขียนข้อความแปะไว้เหมือนเดิม ว่ากันว่าที่นี่คือจุดที่ Ernest Hemingway คิดคำว่า “ซาฟารี” ขึ้นมา และแนวคิดต้นไม้สื่อสารนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ Tony Wheeler ผู้ก่อตั้ง Lonely Planet สร้างฟอรั่มท่องเที่ยวออนไลน์ชื่อ Thorn Tree Travel ขึ้นมา

บทส่งท้าย: เคนย่าที่เกินกว่าที่เตรียมใจไว้

จากทริปที่ตั้งใจไว้แบบหลวมๆ ว่าจะมาแค่เยี่ยมเพื่อนและพักผ่อนเบาๆ ในเคนย่าสัปดาห์เดียว กลายเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยประสบการณ์น่ารัก และเรื่องน่าทึ่งที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน

ฉันได้เช็คหนึ่งในฝันเก่าจากหนัง Out of Africa ออกจากลิสต์ ได้ใช้เวลาทั้งคืนกับยีราฟ (รวมถึงโดนกัดเป็นที่ระลึก) ได้นั่งมองบ้านสีส้มริมอุทยานแห่งชาติ ได้เหยียบหาดที่ให้ฟีลหัวหินยุคเก่าในเวอร์ชันแอฟริกา และได้รู้ว่าไนโรบีคือเมืองที่เก๋กว่าที่คิดมาก

สิ่งเดียวที่ยังค้างอยู่ในใจ คือการกลับมาซาฟารีที่เคนย่าในสักวัน และไปเยี่ยมเมืองมรดกโลกอย่าง Lamu ที่ยังรอฉันอยู่ริมทะเลฝั่งนี้ของโลก