วิ่งเพื่อสุขภาพ ที่กลายเป็นวันที่ไม่มีใครลืม
เช้ามืดริมน้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร กลายเป็นสนามวิ่งมินิมาราธอนสุดคึกคัก นักวิ่งราว 2,000 คนจากหลายจังหวัดมารวมตัวกัน เพื่อสัมผัสอากาศยามเช้าและบรรยากาศการวิ่งเลียบฝั่งโขง
งานนี้จัดขึ้นในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ด้านหลังแลนด์มาร์คชื่อดังองค์พญาศรีสัตตนาคราช แบ่งระยะวิ่งออกเป็น 3 ระยะชัดเจน คือ 4 กิโลเมตร 10 กิโลเมตร และ 20 กิโลเมตร โดยมีทั้งจุดสตาร์ทและเส้นชัยอยู่ที่ลานพญาศรีสัตตนาคราช
การปล่อยตัวนักวิ่งเริ่มตั้งแต่เวลาประมาณตี 4 พร้อมการดูแลจากทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่กู้ชีพ กู้ภัย รถฉุกเฉิน 1669 และรถจักรยานยนต์ชุดเคลื่อนที่เร็ว เพื่อความปลอดภัยและการจราจรที่คล่องตัว
ที่สำคัญ ก่อนลงสนาม ผู้จัดงานยังเตรียมจุดตรวจสุขภาพ ทั้งการวัดการเต้นหัวใจ ความดันโลหิต และคัดกรองเบาหวาน เพื่อให้ทุกคนวิ่งอย่างมั่นใจมากที่สุด
แค่ 1 กิโลเมตรสุดท้าย ที่ไม่มีวันไปถึง
ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความตั้งใจ มีหญิงวัย 45 ปี จากจังหวัดสกลนคร ทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เธอเดินทางมาร่วมงานกับกลุ่มเพื่อนทั้งหมด 9 คน
เธอลงแข่งขันในระยะ 20 กิโลเมตร ได้เสื้อหมายเลข 1415 เส้นทางวิ่งเลียบตามโค้งน้ำโขงสวยงาม เป็นบรรยากาศที่นักวิ่งหลายคนใฝ่ฝัน
กระทั่งเข้าสู่ช่วงท้ายของการแข่งขัน ขณะที่เธอวิ่งกลับตัวมุ่งหน้าไปยังเส้นชัย เหลือระยะทางเพียงประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้น ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
เมื่อมาถึงบริเวณหน้าสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดนครพนม เธอเกิดอาการหน้ามืด ล้มฟุบลงกับพื้นและหมดสติทันที
นาทีชีวิตกลางงานวิ่ง
ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในพื้นที่เห็นเหตุการณ์ จึงรีบเข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทำการ CPR อย่างเร่งด่วน แต่ในขณะนั้นไม่พบสัญญาณชีพแล้ว
เธอถูกรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลนครพนมโดยรถพยาบาล แต่สุดท้ายแพทย์ยืนยันว่า หัวใจของเธอหยุดเต้นแล้ว ไม่สามารถยื้อชีวิตกลับมาได้
แพทย์คาดเบื้องต้นว่า สาเหตุน่าจะมาจากภาวะหัวใจล้มเหลว ขณะที่ครอบครัวและเพื่อนร่วมวิ่งที่ทราบข่าว ต่างตกอยู่ในความโศกเศร้าอย่างหนัก
เบื้องหลังชีวิตนักวิ่งคนหนึ่ง
เวลาประมาณ 10.00 น. เพื่อนนักวิ่งและญาติเดินทางไปที่ห้องดับจิตของโรงพยาบาลนครพนม บรรยากาศเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ
พี่ชายของผู้เสียชีวิตเล่าว่า น้องสาวมีโรคประจำตัวคือโรคไทรอยด์ แต่ก็ดูแลตัวเองและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ เธอตั้งใจมาร่วมวิ่งกับเพื่อน ๆ 9 คน ขับรถมาพักค้างคืนที่โรงแรมในตัวเมือง 1 คืนก่อนวันแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนมางานวิ่ง เธอเพิ่งเดินทางไปส่งลูกเข้าทำงานที่กรุงเทพฯ ทำให้สันนิษฐานกันว่าอาจพักผ่อนไม่เพียงพอ
คำบอกเล่าสุดท้ายของคนเป็นสามี
ด.ต.อเนก สามีของเธอ เมื่อทราบข่าวก็รีบเดินทางมาที่ห้องดับจิต และเมื่อได้เห็นร่างภรรยานอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจ ก็ถึงกับร้องไห้ออกมาทันที
เขาเล่าย้อนถึงช่วงก่อนออกจากบ้านว่า ภรรยาทำท่าทางเหมือนเป็นลางสังหรณ์ บอกลาโดยการยิ้มและโบกมือลา เหมือนเป็นการบ๊ายบายครั้งสุดท้ายโดยที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
ในช่วงเช้าราวตีห้า เขายังส่งข้อความไปถามในไลน์ว่า “ตื่นหรือยัง” แต่ข้อความก็ไม่ถูกเปิดอ่าน กระทั่งมาทราบภายหลังจากญาติว่าภรรยาเกิดอาการวูบหมดสติและเสียชีวิตกลางงานวิ่ง
บทเรียนถึงนักวิ่งทุกคน
โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ใช่แค่ข่าวเศร้า แต่คือสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับทุกคนที่รักการวิ่งหรือออกกำลังกายระยะไกล
หากมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนลงวิ่งระยะไกล
การพักผ่อนให้เพียงพอในช่วงก่อนวันแข่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
การตรวจสุขภาพพื้นฐาน แม้จะมีจุดบริการในงาน ก็ไม่อาจการันตีได้ 100% ว่าปลอดภัย หากร่างกายสะสมความล้าเกินขีดจำกัด
ในฐานะคนรักการวิ่ง เราอาจวิ่งเพื่อเส้นชัย วิ่งเพื่อสุขภาพ หรือวิ่งเพื่อความภูมิใจ แต่ อย่าลืมว่าไม่มีเส้นชัยไหนสำคัญไปกว่าการกลับบ้านอย่างปลอดภัย
นี่คือเรื่องราวของนักวิ่งคนหนึ่ง ที่อีกเพียง 1 กิโลเมตรจะถึงเส้นชัย แต่วิถีชีวิตกลับหยุดลงกลางทาง ทิ้งไว้เพียงความคิดถึง และคำถามสำคัญเกี่ยวกับการดูแลหัวใจตัวเอง ก่อนจะฝากหัวใจไว้กับระยะทางอีกครั้ง

