ลดน้ำหนักไม่ใช่แค่เรื่องสวยงาม แต่คือการลดโรค
โรคอ้วนไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่างหรือไซส์เสื้อผ้า แต่เป็นโรคเรื้อรังที่ซับซ้อน และมักเป็นประตูสู่โรคเรื้อรังอีกหลายชนิด ทั้งเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือด รวมถึงโรคหัวใจ
มุมมองแบบองค์รวมที่เข้าใจทั้งร่างกาย จิตใจ และบริบทการใช้ชีวิต จึงสำคัญมากต่อการดูแลโรคอ้วนและการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน
ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โรคอ้วนถือเป็นหนึ่งในตัวละครหลักที่คอยบั่นทอนสุขภาพคนไทยอย่างต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวานและโรคอ้วนอย่างหมอปิแอร์ เลือกมองปัญหานี้ผ่านเลนส์ที่ลึกกว่าตัวเลขบนตาชั่ง เพราะเบื้องหลังน้ำหนักตัวคืองานใหญ่ทั้งเรื่องร่างกายและสภาพจิตใจของคนไข้
ไลฟ์สไตล์เปลี่ยน โลกเปลี่ยน ร่างกายก็เปลี่ยน
หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ผู้คนยังต้องเดินไปตลาด ทำกับข้าวเอง เคลื่อนไหวทั้งวัน แบบที่เรียกว่า “ขยับตัวแล้วได้เหงื่อ” กันแทบทุกวัน
แต่ทุกวันนี้ แค่อยากกินอะไรสักอย่าง ก็แค่เปิดแอป โทรศัพท์เครื่องเดียวก็ทำให้ทุกอย่างมาส่งถึงหน้าประตูบ้าน ไลฟ์สไตล์แบบนั่งมากกว่าลุก ขยับน้อยกว่าพิมพ์แชต จึงกลายเป็นเรื่องปกติที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง
หมอปิแอร์ชี้ว่า ตอนนี้เราไม่ได้เผชิญเฉพาะ “โรคอ้วน” แต่กำลังเผชิญ โรคอ้วนเชิงโครงสร้าง ที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม ระบบสังคม และวิถีชีวิตที่เอื้อให้เรานั่งนิ่งมากขึ้น กินง่ายขึ้น และขยับตัวน้อยลง
หลายคนชอบตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมกินเท่าเดิม แต่น้ำหนักกลับเพิ่ม?”
คำตอบสำคัญคือ ตัวเราในวันนี้ไม่เหมือนตัวเราเมื่อหลายปีก่อน เมื่ออายุมากขึ้น ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง มวลกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายจึงใช้พลังงานน้อยลง แม้จะกินเท่าเดิมก็ตาม
BMI กับรอบเอว: ตัวเลขที่บอกมากกว่าความอ้วน
เข้าใจ BMI และสัญญาณอ้วนลงพุงให้ถูกตั้งแต่ต้น
หนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ประเมินภาวะอ้วนคือค่า BMI (Body Mass Index) หรือดัชนีมวลกาย ซึ่งคำนวณจากน้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง
สำหรับคนเอเชีย หากค่า BMI มากกว่า 25 ถือว่าอยู่ในกลุ่มโรคอ้วนแล้ว ไม่ใช่แค่ “อวบ ๆ นิดหน่อย” อย่างที่หลายคนคิด
แต่คุณหมอไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ BMI เท่านั้น เขายังเน้นให้ดู รอบเอว เป็นพิเศษ
ถ้าคุณสูง 160 ซม. รอบเอวไม่ควรเกิน 80 ซม.
ถ้ารอบเอวเกินจากเกณฑ์ แสดงว่ากำลังเข้าสู่ภาวะ อ้วนลงพุง
อ้วนลงพุงไม่ได้จบแค่เรื่องรูปร่าง แต่สัมพันธ์โดยตรงกับโรคหัวใจ เบาหวาน และภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งล้วนเป็นโรคใหญ่ที่สะสมระยะยาว
แม้ตัวเลขจะสำคัญในมุมมองทางการแพทย์ แต่เป้าหมายของหมอปิแอร์ไม่ใช่การทำให้ตัวเลขบนเครื่องชั่งสวยงามที่สุด ทว่าเป็นการทำให้ สุขภาพโดยรวมดีขึ้น และลดความเสี่ยงโรคต่าง ๆ ในอนาคต
เขาย้ำชัดว่า เราไม่ได้รักษาแค่น้ำหนักตัว แต่กำลังรักษา “ความเสี่ยง” ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น
เราลดไซส์เพื่อลดโรค ไม่ใช่ลดเพื่อให้ดูผอมลงในกระจกเท่านั้น
“เจนใหม่คูณสอง” สูตรคิดง่าย ๆ แต่ทรงพลัง
เมื่อพูดถึงแนวทางการลดน้ำหนัก หลายคนมักเริ่มต้นด้วยเป้าหมายใหญ่โต เช่น จะลด 10 กิโลใน 1 เดือน ซึ่งฟังดูท้าทาย แต่ในชีวิตจริงมักจบลงด้วยความล้มเหลวและหมดกำลังใจกลางทาง
หมอปิแอร์จึงชวนเปลี่ยนวิธีคิด ด้วยการตั้งเป้าหมายที่ จับต้องได้จริง เช่น ลด 1 กิโลกรัมใน 1 เดือน ไม่จำเป็นต้องเร่ง ไม่ต้องหักโหม แต่ทำให้ได้อย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่เขาย้ำคือ
อย่าลดน้ำหนักแบบสู้คนเดียว
เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาวต้องอาศัยทั้งทีมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ และที่สำคัญที่สุดคือ การเข้าใจตัวเองของคนไข้ ว่ามีพฤติกรรม กฎเกณฑ์ชีวิต และข้อจำกัดแบบไหน
แนวคิดที่หมอปิแอร์ใช้มีชื่อว่า “เจนใหม่คูณสอง” ซึ่งคือการจับคู่เครื่องมือ 2 อย่างเข้าด้วยกัน เช่น
ควบคุมอาหาร + ออกกำลังกาย
ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต + ใช้ยาลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม
การใช้ 2 แนวทางควบคู่กัน มักให้ผลดีกว่าทำเพียงอย่างเดียว และช่วยเพิ่มโอกาสในการลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืนมากกว่า
เทคโนโลยี ยา และการผ่าตัด: ผู้ช่วย ไม่ใช่พระเอกหลัก
ปัจจุบันการแพทย์ก้าวหน้าไปไกลมาก มีทั้งยาที่ช่วยจัดการฮอร์โมนความหิวและความอิ่ม ทำให้ควบคุมปริมาณอาหารได้ง่ายขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ เช่น การผ่าตัดส่องกล้อง ที่มีความปลอดภัยสูงขึ้นกว่าเดิม
เครื่องมือทั้งหมดนี้ช่วยเสริมให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หมอปิแอร์ก็ย้ำว่า เครื่องมือคือผู้ช่วย ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
รากฐานสำคัญที่สุดยังคงเป็น การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้จริงจัง และทำต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเลือกใช้ยา หรือใช้การผ่าตัดร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม
การใช้ยาควบคุมน้ำหนัก ควรอยู่ภายใต้การประเมินอย่างละเอียดและคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อความปลอดภัย และให้เหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคน เพราะยาไม่ได้เหมาะกับทุกคน และไม่ได้ใช้ได้ตลอดไป
ลดน้ำหนักให้เหมือนวิ่งผลัดมาราธอน ไม่ใช่สปรินต์ 100 เมตร
การดูแลน้ำหนักและสุขภาพไม่ใช่ภารกิจระยะสั้น แต่มันคือการวิ่งระยะยาวแบบ มาราธอน ที่ต้องอาศัยความอึด ความต่อเนื่อง และ “ทีม”ที่ดี
ทีมดูแลสุขภาพไม่ได้มีแค่แพทย์เฉพาะทาง แต่รวมถึงนักกำหนดอาหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต และคนรอบตัวที่คอยสนับสนุน ทุกคนมีบทบาทในเส้นทางเดียวกัน นั่นคือพาเราไปสู่ร่างกายและใจที่แข็งแรงขึ้น
เพราะไม่ว่าวิธีไหนก็ตาม หากหยุดทำ น้ำหนักก็มีโอกาสกลับมาเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิม เป้าหมายในการลดน้ำหนักจึงควรเป็นสิ่งที่เราทำได้จริงในระยะยาว ไม่สุดโต่งเกินไป แต่ ทำได้นานและสม่ำเสมอ
ถ้าลดมาหลายรอบแล้วพัง ยังไม่ใช่จุดจบ
หลายคนเคยลองลดน้ำหนักมาหลายครั้ง ทั้งอดอาหาร ออกกำลังกายหักโหม ลองสูตรตามเทรนด์ แต่ผลลัพธ์กลับไม่ยั่งยืน หรือบางครั้งก็ยิ่งทำให้น้ำหนักเด้งกลับมากกว่าเดิม
สิ่งสำคัญที่หมอปิแอร์อยากฝากคือ อย่าเพิ่งยอมแพ้กับตัวเอง
คุณอาจแค่ยังไม่เจอวิธีที่เหมาะกับร่างกายและชีวิตของคุณ ลองมองหาแรงบันดาลใจจากคนใกล้ตัว ไม่จำเป็นต้องเป็นดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์ อาจเป็นคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือคนธรรมดาที่ใช้วิธีที่เข้าได้กับชีวิตจริง และเขาทำสำเร็จ
เพราะสุดท้ายแล้ว คุณไม่ได้อยู่บนเส้นทางนี้คนเดียว
การลดไซส์เพื่อลดโรคจึงไม่ใช่แค่โปรเจกต์ชั่วคราว แต่คือการออกแบบชีวิตใหม่ในแบบที่คุณอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข สุขภาพดีขึ้น ตัวเลขบนตาชั่งอาจลดลงไม่เร็วเท่าใจ แต่ทุกกิโลที่หายไป กำลังพาน้ำหนักของความเสี่ยงโรคเรื้อรังออกจากตัวคุณเช่นกัน
ไม่ต้องรีบผอม แค่ไม่หยุดเดินไปข้างหน้า สุขภาพในแบบที่คุณอยากเห็นก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว

