Plant-Based Protein โตทะลุโลก ทำไมถึงห้ามมองข้าม?
อาหารจากพืชไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิธุรกิจระดับโลกที่ร้อนแรงสุดๆ มูลค่าตลาด Plant-Based Food ทั่วโลกแตะราว 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังขยายตัวกว่า 12% ต่อเนื่อง
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก
หนึ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่น่าจับตาคือ Flexitarian หรือคนที่กินได้ทั้งเนื้อสัตว์และมังสวิรัติ แต่เลือก “ลดเนื้อ” ในบางมื้อ ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนสูงถึงราว 29% หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากร ลดการกินเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมลงอย่างชัดเจน
ด้วยเทรนด์นี้ ทำให้สำนักวิเคราะห์อย่าง Bloomberg คาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 ตลาด Plant-Based จะพุ่งแตะมูลค่าราว 162,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นส่วนแบ่งราว 7.7% ของตลาดโปรตีนโลก นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า ใครเข้าตลาดนี้ก่อน มีโอกาสขึ้นนำเกม
ทำไมประเทศไทยคือขุมทรัพย์โปรตีนพืชที่โลกต้องเหลียวมอง
ประเทศไทยไม่ใช่แค่ผู้บริโภค Plant-Based แต่ยังเป็นฐานวัตถุดิบชั้นเยี่ยมของโลกด้วย
เราอุดมไปด้วยวัตถุดิบโปรตีนจากพืชหลากชนิด เช่น
ผัก ผลไม้ นานาพันธุ์
พืชตระกูลถั่ว และธัญพืช
ไข่ผำ (duckweed) แหล่งโปรตีนทางเลือกมาแรง
เห็ดชนิดต่างๆ
สาหร่าย ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญ
อาหารกลุ่มนี้เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งวิตามินธรรมชาติ แร่ธาตุ แคลเซียม โพแทสเซียม และไฟเบอร์สูง จึงเป็นฐานสำคัญในการพัฒนา อาหารเพื่อสุขภาพ (Health Food) ที่เชื่อมต่อกับตลาดโปรตีนพืชได้อย่างลงตัว
เมื่อบวกเข้ากับความก้าวหน้าของงานวิจัยด้าน นวัตกรรมอาหารจากโปรตีนพืช ทั้งในฝั่งนักวิจัยและเอกชน ทำให้ไทยมีแต้มต่ออย่างชัดเจน ทั้งด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยี และบุคลากร
Expert Forum: เวทีเชื่อมงานวิจัยสู่โรงงานจริง
แผนงานอาหารมูลค่าสูง ภายใต้หน่วยบริหารและจัดการทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้จัดเวที Expert Forum : “Plant-Based Protein ยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์โปรตีนพืชสู่ อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอัปเดตองค์ความรู้และเทรนด์ใหม่ๆ
บนเวทีนี้มีผู้เชี่ยวชาญจากทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน มาร่วมแชร์ประสบการณ์จริง ตั้งแต่ระดับห้องแล็บไปจนถึงระดับโรงงานผลิตและการทำตลาดเชิงพาณิชย์
ในมุมของแผนงานอาหารมูลค่าสูง บพข. ยังเน้นบทบาทสำคัญ 2 ส่วนควบคู่กันไป คือ
สนับสนุนทุนวิจัย แก่นักวิจัย หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน
ช่วยผลักดันงานวิจัยให้ Scale-up ได้จริง ขยายฐานการผลิตออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์
และแน่นอนว่า Plant-Based Protein ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “อาหารแห่งอนาคต” ที่ บพข. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
โปรตีนทางเลือกคืออะไร? ไม่ได้มีแค่ Plant-Based
หนึ่งในไฮไลต์ของเวทีคือการอัปเดตเทคโนโลยีและรูปแบบโปรตีนทางเลือกที่กำลังเติบโตทั่วโลก
นิยามของ โปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เนื้อเทียมจากพืช แต่ครอบคลุมถึง
Plant-Based Protein หรือโปรตีนจากพืช
โปรตีนจากแมลง
โปรตีนจากสัตว์น้ำที่ไม่ใช่ปศุสัตว์
โปรตีนจากสาหร่ายชนิดต่างๆ
โปรตีนจากการเพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์ในห้องทดลอง (Lab-grown Meat / Cultured Meat)
โปรตีนที่ผลิตจากเห็ดหรือไมคอโปรตีน
ข้อมูลในปี 2023 ชี้ชัดว่าอาหารในกลุ่มโปรตีนทางเลือก โดยเฉพาะ Plant-Based สาหร่าย และแมลง กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในเชิงการพัฒนา มีผู้ประกอบการจำนวนมากเข้ามาขอคำปรึกษาด้านการผลิต Plant-Based Protein แบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ดังนี้
6 กลุ่มสินค้า Plant-Based ที่ตลาดเริ่มเห็นชัด
กลุ่มเนื้อทางเลือก (Meat Analogues)
เน้นพัฒนาวัตถุดิบที่ใช้ทดแทนเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมูหรือไก่ต้มแบบไม่ปรุงรส โดยผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภครู้จักดีคือโปรตีนเกษตรกลุ่มเนื้อเทียมแปรรูป
ใช้วัตถุดิบโปรตีนจากพืชไปแปรรูปเป็นไส้กรอก เบอร์เกอร์ หรือผลิตภัณฑ์พร้อมปรุงต่างๆกลุ่มโปรตีนผงจากพืช
ใช้เป็นวัตถุดิบต่อยอดในผลิตภัณฑ์อาหารหลายประเภท เช่น เครื่องดื่ม อาหารเสริม หรือเบเกอรี่กลุ่มเครื่องดื่มธัญพืช
เช่น นมจากถั่วหลากชนิด นมถั่วเหลืองผสมงาดำ หรือการต่อยอดธัญพืชอื่น ๆ มาพัฒนาเป็นนมโปรตีนทางเลือก อย่างนมเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ให้ทั้งกลิ่นและรสชาติถูกใจผู้บริโภคกลุ่มเต้าหู้ทางเลือก
เช่น เต้าหู้จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ และเต้าหู้จากพืชชนิดอื่นที่มีโครงสร้างและรสสัมผัสหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีส โยเกิร์ต เนย และไข่เทียม
เริ่มมีการพัฒนา ไข่เทียม (Egg Alternative) และผลิตภัณฑ์ Non-dairy Yogurt อย่างจริงจัง
เมื่อโฟกัสไปยังสินค้าในหมวดเนื้อเทียมและเนื้อแปรรูป จะพบว่าเกือบทุกแบรนด์ต้องไล่ตอบโจทย์ 3 เรื่องใหญ่ให้ได้ก่อนถึงจะไปต่อในตลาดได้
ต้องหน้าตาเหมือนเนื้อสัตว์จริง ทั้งสี รูปร่าง และโครงสร้าง
ต้องให้ประสบการณ์ด้านประสาทสัมผัสดี ทั้งกลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัส
ต้องมีโภชนาการเทียบเคียงเนื้อสัตว์ หรือดีกว่าในบางมิติ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เราไม่จำเป็นต้องพัฒนาให้เหมือนเนื้อสัตว์ทุกอย่างเสมอไป การทำเต้าหู้แท่ง เต้าหู้เม็ด หรือนมธัญพืชให้อร่อยและมีสารอาหารดี ก็สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ได้แล้ว
Bottom up vs Top down: สองแนวทางเทคโนโลยีสร้างเนื้อเทียม
ในโลกของเทคโนโลยีโปรตีนทางเลือก กระบวนการผลิตเนื้อเทียมสามารถแบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก
แนวทาง Bottom up
เป็นเทคนิคที่ “สร้าง” โครงสร้างเนื้อจากระดับเซลล์ขึ้นมา เช่น
เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง (Cultured Meat) ที่ใช้เทคโนโลยีสเต็มเซลล์ วิศวกรรมชีวภาพ และวัสดุชีวภาพ จำลองการสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อ
โปรตีนทางเลือกจากจุลินทรีย์ เช่น Mycoprotein ที่มีเนื้อสัมผัสเป็นเส้นใยคล้ายเนื้อสัตว์ ไม่มีคอเลสเตอรอล แต่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน และเบต้ากลูแคน
แนวทาง Top down
เป็นการนำโปรตีนพืชเข้ากระบวนการแปรรูปให้เกิดโครงสร้างคล้ายเนื้อสัตว์ ตัวอย่างเทคโนโลยีสำคัญคือ
Extrusion โดยใช้เครื่อง Extruder
ต้องเริ่มจากการสกัดไขมันออก
ใช้โปรตีนแบบเข้มข้น เช่น Protein Isolate / Concentrate
ผ่านกระบวนการ Extrusion จนได้โครงสร้างเนื้อเทียม
ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเทคนิคนี้สามารถนำไปทำเป็น
ขนมขบเคี้ยว
ซีเรียลอาหารเช้า
เส้นพาสต้า
หรือใช้เป็นชิ้นเนื้อพืชเพื่อแปรรูปต่อ
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า เทคโนโลยีเหล่านี้พัฒนาเร็วมาก และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่พร้อมลงทุนด้านเทคโนโลยี สามารถสร้างสินค้าใหม่แตกต่างในตลาดได้ไม่ยาก หากเข้าใจหลักการพื้นฐานและรู้จักจับมือกับนักวิจัย
เคมีของกลิ่นและรส: จุดเจ็บของ Plant-Based ที่ห้ามพลาด
หนึ่งใน Pain Point ใหญ่ของสินค้าจากโปรตีนพืชคือ กลิ่นและรสชาติ ที่มักไม่เป็นมิตรกับผู้บริโภคเท่าเนื้อสัตว์จริง
โปรตีนจากพืชถือเป็นวัตถุดิบหลักของโปรตีนทางเลือก แต่เมื่อเอามาใช้ผลิตเป็นเนื้อเทียมหรือเครื่องดื่มโปรตีน มักเจอปัญหา
กลิ่นถั่วแรง (Beany)
กลิ่นเหม็นเขียวที่ผู้บริโภคตะวันตกมักไม่ชอบ
รสชาติหลังกลืน (aftertaste) ที่รู้สึกแปลก
ความท้าทายคือ ถ้าโฟกัสแต่ Aroma (กลิ่นที่ได้จากการดม) แต่ไม่เข้าใจ Aroma by Mouth (กลิ่นที่รับรู้ตอนเคี้ยวและกลืน) ผลที่ได้อาจกลายเป็น
ดมแล้วเหมือนเนื้อสัตว์ แต่พอกินจริงทุกอย่างพังหมด
ผู้ผลิตจำนวนมากจึงเข้าใจผิด คิดว่าทำกลิ่นให้เหมือนเนื้อสัตว์ก็พอ แต่ในความเป็นจริงต้องเลียนแบบทั้ง
กลิ่น (Aroma)
รสชาติ (Flavor)
เนื้อสัมผัส (Texture)
ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวพันกับเคมีของสารให้กลิ่นรสโดยตรง
ปัญหา “เหม็นเขียว” และเทคนิคการจัดการ
ผู้บริโภคจากต่างประเทศมักติติงผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกจากบางภูมิภาคว่า กลิ่นเขียวแรง เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์จากสหรัฐฯ หรือยุโรป ที่กลิ่น Beany มักจะเบากว่า
เทคนิคที่ใช้ลดปัญหานี้ เช่น
หยุดปฏิกิริยา Oxidation ของไขมัน ที่เป็นตัวสร้างกลิ่นไม่พึงประสงค์
ปิดการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างกลิ่น
ใช้สารที่ช่วย บล็อกกลิ่น (Masking agents) เข้ามาช่วยลดความแรงของกลิ่นบางส่วน
ในขณะเดียวกัน Flavor House หลายเจ้าเริ่มพัฒนาสารแต่งกลิ่นเฉพาะทางสำหรับเครื่องดื่มและอาหารโปรตีนทางเลือก แต่ก็ยังไม่สามารถเคลียร์ Pain point ได้ทั้งหมด ทำให้ R&D ด้านนี้ยังเปิดกว้างและมีช่องว่างทางธุรกิจสูง
เคมีของกลิ่นรสที่ผู้พัฒนา Plant-Based ต้องเข้าใจ
เพื่อจะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคยอมรับได้จริง ผู้พัฒนาอาหารโปรตีนทางเลือกต้องเข้าใจอย่างน้อย 3 เรื่องสำคัญ
Flavor Compound คืออะไร
สารให้กลิ่นและรสอาจเป็นทั้งสารจากธรรมชาติหรือสารสังเคราะห์ แต่ต้องมีคุณสมบัติระเหยได้ ให้กลิ่นชัด และมีปริมาณเพียงพอสารกลิ่นจับกับอะไรในอาหาร
Flavor Compound สามารถไปจับกับโปรตีน
ไขมัน
คาร์โบไฮเดรต
ซึ่งแต่ละชนิดให้ผลกับความมั่นคงของกลิ่นและรสต่างกัน
ธรรมชาติ vs เคมี สุดท้ายต้องบาลานซ์ให้ได้
ผู้บริโภคยุคนี้กลัวคำว่า “สารเคมี” แต่ในความเป็นจริงการใช้สารเคมีจากธรรมชาติที่ปลอดภัย กลับกลายเป็นทางออกสำคัญในการสร้างกลิ่นที่ซับซ้อนและกลบกลิ่นไม่พึงประสงค์
ธุรกิจแต่งกลิ่นจึงเริ่มนำเสนอทั้ง Flavor และ Masking Agents ให้ผู้ผลิตอาหารโปรตีนทางเลือกเลือกใช้ เพื่อช่วยจัดสมดุลกลิ่นให้ผู้บริโภครับได้มากที่สุด
มุมมองจากโรงงานจริง: ทำ Plant-Based ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
เมื่อมองจากฝั่งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่ทำตลาดจริง สิ่งที่ได้ยินบ่อยคือ
“การทำ Plant-Based ไม่ง่ายอย่างที่คิด”
ช่วงที่กระแสโปรตีนพืชบูม คนจำนวนมากคาดหวังว่าอุตสาหกรรมนี้จะโตแบบก้าวกระโดด แต่ข้อมูลจริงในตลาดกลับซับซ้อนกว่านั้น
ตัวอย่างเช่น บริษัทต่างประเทศรายใหญ่บางเจ้าเผชิญกับ
ราคาหุ้นร่วงลงอย่างหนักจากจุดสูงสุด
ยอดขายในตลาดบางภูมิภาค (เช่น อเมริกา) ลดลงต่อเนื่อง
แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดยุโรปกลับยังเติบโตต่อเนื่อง ยอดขาย Plant-Based ขยายตัว และมียอดรวมหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี แสดงให้เห็นว่า โอกาสยังมี แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมและบริบทของผู้บริโภคแต่ละภูมิภาค
เทคโนโลยีต้องตอบโจทย์อะไรบ้าง?
เทคโนโลยีที่จะทำให้ Plant-Based ไปต่อได้ ต้องตอบโจทย์หลักๆ 4 เรื่อง
Health & Nutrition – ดีต่อสุขภาพจริง ไม่ใช่แค่คำโฆษณา
Environment – กระบวนการผลิตต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Flavor & Taste – ต้องอร่อย ไม่ “แปลก” จนกินไม่หมดจาน
Texture & Appearance – หน้าตาและเนื้อสัมผัสชวนให้หยิบมาลอง ยอมซื้อซ้ำได้
ในโลกความจริง ถ้าสินค้า Plant-Based ราคาแพงกว่ามาก แต่อร่อยไม่เท่าเนื้อจริง ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะลังเลทันที
3 ภารกิจใหญ่ของการพัฒนา Flavor & Taste ให้ Plant-Based กินแล้วไม่หลอน
ลดกลิ่น Off-flavor ที่ทำให้รู้สึก “แปลกปลอม”
กลิ่นและรสที่พยายามเลียนแบบเนื้อสัตว์แต่ทำได้ไม่สุด ทำให้เกิดความรู้สึก Uncanny Valley คือเหมือนแต่ไม่เหมือนจริง จนผู้บริโภครู้สึกไม่อยากกินซ้ำปัจจุบัน Masking agent ที่มีอยู่ในตลาดยังจัดการกลิ่นเหล่านี้ได้ไม่ดีพอ โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นรสธรรมดา (plain) จึงต้องมีการทำ R&D เชิงลึก เพื่อพัฒนาสารกลบกลิ่นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพิ่มกลิ่น Meaty Flavor ให้รู้สึกว่า “นี่แหละเนื้อ!”
Flavor ที่ใช้กันแพร่หลายในตอนนี้มักทำได้ดีในกลิ่นปรุง เช่นกลิ่นรมควัน (Smoky)
กลิ่น BBQ
กลิ่นช็อกโกแลต หรือรสหวานอื่น
แต่สิ่งที่ยังขาดคือ กลิ่นเนื้อสัตว์จริงๆ ทำให้บาง Startup ต้องลงทุนวิจัยและพัฒนา Flavor ของตัวเองขึ้นมา เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่ต่างจากตลาด
สร้าง Flavor & Taste ของ “ไขมัน” ให้เนื้อมีชีวิต
ไขมันเป็นหัวใจหลักของความอร่อยในเนื้อสัตว์ การทำ Plant-Based จึงต้องหาวิธีเลียนแบบทั้งความรู้สึกมันในปาก
กลิ่นที่เกิดจากการให้ความร้อนกับไขมัน
เทคโนโลยีที่เริ่มนำมาใช้มากขึ้น เช่น
Precision Fermentation – ปรับแต่งจุลินทรีย์ (เช่น ยีสต์ แบคทีเรีย) ให้ผลิตสารประกอบเฉพาะที่ต้องการ เช่น โปรตีนหรือไขมันที่มีคุณสมบัติเหมือนในธรรมชาติ
เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงช่วยสร้างรสชาติให้ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ แต่ยังช่วยวางรากฐานการผลิตโปรตีนและส่วนผสมอาหารอย่างยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต
Texture & Appearance: เกมยากสุดของการทำให้เนื้อพืชเหมือนเนื้อจริง
ในเรื่องเนื้อสัมผัสและรูปลักษณ์ ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีหลายแบบเพื่อปิดจุดอ่อนที่เราไม่สามารถสร้างเส้นใยกล้ามเนื้อแบบธรรมชาติได้ง่ายๆ
หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญคือ High-moisture extrusion (HMMA) ที่สามารถสร้างโครงสร้างเส้นใยจนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่ม whole-cut ได้ เช่น ชิ้นเนื้อ Fillet จากพืช
แต่ HMMA ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น
ความหนาชิ้นเนื้อที่ผลิตได้ยังมีกรอบจำกัด
การสร้างโครงสร้างซับซ้อน เช่น เนื้อที่มีไขมันแทรก (marbling) ยังทำได้ยาก
บริษัทด้านอาหารบางรายจึงเริ่มทดลองใช้
3D Printing เข้ามาช่วยควบคุม Microstructure ภายใน ให้โครงสร้างและ Texture ใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริงมากขึ้น
แม้จะให้ผลลัพธ์ที่น่าตื่นเต้น แต่เทคโนโลยี 3D Printing ในสาย Plant-Based ยังมีต้นทุนต่อชิ้นที่สูงเมื่อเทียบกับการผลิตแบบปกติ จึงยังอยู่ในช่วงทดลองเชิงพาณิชย์มากกว่าการผลิต mass
Plant-Based: ดีต่อสุขภาพจริงหรือแค่ภาพลวงตา?
อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือ การที่ Plant-Based Meat มักถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Ultra-processed Food หรืออาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปสูง ซึ่งมักถูกโยงกับความเสี่ยงทางสุขภาพหลายโรค
อย่างไรก็ดี งานวิจัยในระดับ Meta-analysis จาก Clinical trial หลายชิ้นชี้ว่า การบริโภค Plant-Based Meat สามารถช่วย
ลดระดับ Cholesterol
ลด LDL
และช่วยควบคุมน้ำหนักได้จริงในบางกลุ่มผู้บริโภค
จุดสำคัญคือ ต้องมีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและมีข้อมูลรองรับ ไม่ใช่แค่ขายความรู้สึก “สุขภาพดี” ผ่านฉลากเท่านั้น
High-moisture extrusion: เทคโนโลยีดันโปรตีนพืชให้ใกล้เนื้อสัตว์มากขึ้น
หนึ่งในเทคนิคที่ถูกใช้จริงในอุตสาหกรรมคือ การขึ้นรูปโปรตีนพืชด้วย High-moisture extrusion ซึ่งมีจุดเด่นคือ
ช่วยสร้างโครงสร้างและเนื้อสัมผัสที่คล้ายเนื้อสัตว์มาก
ตอบโจทย์ตลาดที่ต้องการอาหารทดแทนเนื้อสัตว์โดยเฉพาะ
กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับ
กลไกการเปลี่ยนสภาพของโปรตีนเมื่อถูกแรงเฉือนและความร้อน
การควบคุมความชื้นในระดับสูง
เทคนิคการเติมแก๊ส หรือน้ำมัน เพื่อปรับปรุงเนื้อสัมผัสและโครงสร้างภายในให้สมจริงยิ่งขึ้น
ในบริบทของประเทศไทย จุดแข็งคือ
เรามีวัตถุดิบโปรตีนจากพืชหลากหลายให้เลือกใช้
สามารถแปรรูปต่อยอดเป็น อาหารแห่งอนาคต ได้หลายรูปแบบ
ตอบโจทย์โมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจฐานราก
ทำไม Plant-Based ตอบโจทย์ BCG และอนาคตอาหารของไทย
การพัฒนาอาหารจากโปรตีนพืชไม่ได้เป็นแค่เทรนด์สุขภาพ แต่ยัง
ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทย
เปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารมูลค่าสูง
สร้างทางเลือกอาหารที่ยั่งยืนให้กับทั้งคนไทยและผู้บริโภคทั่วโลก
Plant-Based Protein จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสายวีแกนหรือมังสวิรัติเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ
ความมั่นคงทางอาหาร
ความยั่งยืนของระบบเกษตรและสิ่งแวดล้อม
และการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ไปยืนในตลาดโลกในฐานะ “ผู้เล่นตัวจริง” ของอาหารแห่งอนาคต
สำหรับผู้ประกอบการ นักวิจัย และคนทำอาหารรุ่นใหม่ นี่คือจังหวะทองที่จะ
จับมือกับนักวิจัยด้านเทคโนโลยีอาหาร
เข้าใจเคมีของกลิ่น รส และเนื้อสัมผัสให้ลึกกว่าเดิม
ใช้ข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบของไทยให้สุดทาง
เพราะในสนาม Plant-Based วันนี้ ใครเข้าใจทั้งเทคโนโลยี รสนิยมผู้บริโภค และต้นทุน ได้สมดุลที่สุด คนนั้นจะขึ้นเป็นตัวจริงในเกมอาหารแห่งอนาคตได้ไม่ยาก。

