รับแอปรับแอป

ตุ่มน้ำคันที่มือเท้าไม่ยอมหาย? แกะทุกปม Dyshidrotic Eczema ตั้งแต่สาเหตุจนวิธีดูแลผิว

สมพงษ์ รุ่งกิจ01-31

ทำความรู้จัก Dyshidrotic Eczema ให้เคลียร์ก่อนกังวล

Dyshidrotic eczema หรือโรคผิวหนังอักเสบแบบตุ่มน้ำเล็กๆ ที่มือและเท้า เป็นภาวะผิวหนังเรื้อรังที่ทั้งคัน แสบ และทำให้เสียความมั่นใจได้มาก โดยเฉพาะเวลาต้องจับมือคนอื่น ทำงานใช้มือ หรือใส่รองเท้าแตะให้ผิวได้หายใจ

หลายคนถึงขั้นหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ เลี่ยงรองเท้าเปิดส้น และต้องทนอยู่กับอาการคัน แสบร้อน และการอักเสบวนซ้ำไปมา

ข่าวดีคือ ภาวะนี้แม้จะเรื้อรัง แต่มีทางเลือกการรักษาและวิธีดูแลตัวเองที่ช่วยควบคุมอาการได้ดี ถ้ารู้สาเหตุ จุดกระตุ้น และวิธีรับมืออย่างถูกทาง

Dyshidrotic Eczema คืออะไรแน่?

Dyshidrotic eczema เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่มีจุดเด่นคือ ตุ่มน้ำเล็กๆ ใสๆ คันมาก มักขึ้นที่

  • ฝ่ามือ

  • ด้านข้างนิ้วมือ

  • ฝ่าเท้า

ตุ่มน้ำเหล่านี้อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัว เจ็บแสบ และรบกวนชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน ทั้งตอนทำงาน ใช้มือจับของ หรือแม้แต่การเดิน

โรคนี้ยังถูกเรียกว่า “pompholyx” และมักมีลักษณะเป็นๆ หายๆ เป็นช่วงๆ ทีหนึ่งนานหลายสัปดาห์ จึงต้องอาศัย การรักษาและการดูแลระยะยาว เพื่อควบคุมอาการ ป้องกันแผลแตกติดเชื้อ และยกระดับคุณภาพชีวิต

ในอดีตเคยเข้าใจกันว่าเกี่ยวข้องกับต่อมเหงื่อ (เพราะชื่อ “dyshidrosis” มาจากคำกรีกที่เกี่ยวกับเหงื่อ) แต่ปัจจุบันพบว่าปัจจัยกระตุ้นมีความซับซ้อนกว่านั้น ทั้งความเครียด สารก่อภูมิแพ้ โลหะบางชนิด และพฤติกรรมใช้มือในชีวิตประจำวัน

โดยส่วนใหญ่โรคนี้พบในผู้ใหญ่ช่วงอายุประมาณ 20–40 ปี และพบในผู้หญิงบ่อยกว่าผู้ชาย จากงานวิจัยในมาเลเซีย Dyshidrotic eczema เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบที่มือในสัดส่วนที่ไม่มาก แต่สร้างความรำคาญได้มากเกินตัว

ต่างจากผื่นแพ้หรือเชื้อราทั่วไปยังไง?

แม้ Dyshidrotic eczema จะดูคล้ายผื่นผิวหนังอักเสบหรือเชื้อราบางชนิด แต่ก็มีลักษณะเฉพาะที่ช่วยแยกออกจากกันได้

จุดเด่นของ Dyshidrotic eczema

  • มีตุ่มน้ำเล็กๆ ขึ้นเป็นกลุ่ม บริเวณฝ่ามือ ข้างนิ้ว หรือฝ่าเท้า

  • คันมาก ระคายเคืองจนอยากเกาไม่หยุด

  • เมื่อเวลาผ่านไป ตุ่มแตก ผิวเริ่มลอก แห้ง และแตกเป็นแผล

เปรียบเทียบกับโรคอื่น

  • ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส: มักเกี่ยวข้องกับสารระคายเคืองหรือแพ้สัมผัสโดยตรง ผื่นมักขึ้นกว้างตามบริเวณที่สัมผัส ไม่จำเป็นต้องเป็นตุ่มน้ำเล็กๆ กลุ่มๆ แบบนี้

  • การติดเชื้อรา: มักเห็นเป็นผื่นแดง ขุยเป็นวง ขอบนูน ชัดเจน ไม่ได้เด่นที่ตุ่มน้ำใสเป็นหย่อมเฉพาะมือเท้าเหมือน Dyshidrotic eczema

สรุปคือ ถ้าเป็นตุ่มน้ำเล็กๆ ใสๆ คันจัดๆ บริเวณมือและเท้า โดยเฉพาะฝ่ามือฝ่าเท้า มีช่วงเป็นกำเริบเป็นรอบๆ มีโอกาสสูงว่าจะเข้าข่าย Dyshidrotic eczema

อาการที่ต้องสังเกต: แค่คันธรรมดาหรือเกินกว่านั้น

อาการของ Dyshidrotic eczema มักมาเป็น “เซ็ต” ไม่ได้มีแค่ตุ่มน้ำอย่างเดียว ได้แก่

  • ตุ่มน้ำเล็กๆ ใสๆ คันมาก บน
    • นิ้วมือ

    • ฝ่ามือ

    • ฝ่าเท้า

  • มักขึ้นเป็นกลุ่ม ตุ่มเต็มไปด้วยของเหลว

  • ผิวแตกเป็นร่อง ลอก และเจ็บ โดยเฉพาะถ้าเกาบ่อย

  • มีรอยแดง อักเสบ และผิวเป็นขุยหลังตุ่มยุบ

  • รู้สึกแสบร้อน คัน หรือเสียวซ่าที่ผิว

  • ถ้าเผลอเกาจนถลอก อาจติดเชื้อ มีบวม หนอง หรือสะเก็ดเหลืองๆ

มักเริ่มจาก คันหรือแสบร้อนก่อน แล้วค่อยเห็นตุ่มน้ำขึ้นตามมา วงจรของตุ่มพุพองมักกินเวลา 2–3 สัปดาห์ จากนั้นผิวรอบๆ จะเริ่มแห้ง ลอก แตก และในคนผิวเข้มอาจมีรอยผิวคล้ำตามมา

อะไรคือปัจจัยกระตุ้นตัวจริงของ Dyshidrotic eczema?

Dyshidrotic eczema ไม่ได้มี “ต้นเหตุเดียว” แต่เป็นโรคที่ผสมกันหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม สภาพแวดล้อม และไลฟ์สไตล์

ปัจจัยสำคัญที่เจอบ่อย ได้แก่

  • แพ้โลหะบางชนิด
    โดยเฉพาะ

    • นิกเกิล

    • โคบอลต์
      ในคนที่แพ้ง่าย โลหะเหล่านี้สามารถจุดชนวนให้ตุ่มน้ำกำเริบได้

  • สารเคมีและสารระคายเคือง
    สบู่ ผงซักฟอก น้ำยาทำความสะอาด หรือสารเคมีที่ใช้ในที่ทำงาน สามารถทำลายเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวอ่อนแอและอักเสบง่าย

  • เชื้อรา (เช่น โรคเท้าของนักกีฬา)
    แม้เชื้อราไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่การติดเชื้อราเท้าสามารถทำให้ผื่นแบบ dyshidrotic แย่ลงหรือถูกกระตุ้นให้ปะทุได้

  • ความเครียดและภาวะอารมณ์
    ความเครียดเป็นตัวจุดชนวนที่เห็นได้ชัดในหลายคน เมื่อร่างกายเครียด ฮอร์โมนเปลี่ยน ผิวก็อักเสบง่ายขึ้น ผื่นเลยกำเริบถี่ยิบ

  • พันธุกรรม
    ถ้าคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคผิวหนังอักเสบหรือปัญหาผิวอื่นๆ คุณเองก็มีแนวโน้มเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป

  • สภาพอากาศร้อนชื้น
    ในประเทศที่อากาศร้อนและชื้น เช่น มาเลเซียหรือบ้านเรา เหงื่อออกง่าย ผิวอับ ความชื้นสะสม ทำให้ผิวระคายเคืองและผื่นกำเริบง่ายขึ้น

วินิจฉัยยังไงให้ชัดว่าใช่ Dyshidrotic eczema

การวินิจฉัยโดยแพทย์ผิวหนังมักแบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลักๆ

  • ตรวจร่างกายและดูผิวโดยตรง
    แพทย์จะดูตำแหน่ง ขนาด ลักษณะตุ่มน้ำ และผื่นรอบๆ ประเมินภาพรวมร่วมกับประวัติการกำเริบในอดีต

  • แยกโรคอื่นที่หน้าตาคล้ายกัน
    เช่น เชื้อรา หรือผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส
    อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น

    • ขูดผิวไปส่องหาเชื้อรา

    • ตัดชิ้นเนื้อเล็กๆ ตรวจทางพยาธิวิทยา

  • ทดสอบ Patch test หาสารก่อภูมิแพ้
    ถ้าสงสัยว่ามีการแพ้โลหะหรือสารบางชนิด แพทย์อาจทำการติดสารทดสอบบนผิวเพื่อดูปฏิกิริยา ช่วยระบุว่าโลหะอย่างนิกเกิลหรือโคบอลต์ เป็นต้นเหตุสำคัญหรือไม่

ถ้ามีอาการรุนแรง เช่น ปวดมาก มีหนอง เป็นสะเก็ดหนา หรือสงสัยติดเชื้อแบคทีเรีย ควรพบแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอให้หายเอง

ทางเลือกการรักษาในปัจจุบัน

การดูแล Dyshidrotic eczema ที่ดี มักใช้การรักษาหลายแบบร่วมกัน ทั้งการแพทย์เฉพาะทางและการดูแลตัวเองที่บ้าน

1. การรักษาทางการแพทย์

เป้าหมายคือ ลดการอักเสบ ลดคัน และป้องกันติดเชื้อ การรักษาที่ใช้กันบ่อย ได้แก่

  • คอร์ติโคสเตียรอยด์ทาเฉพาะที่
    เช่น ครีม/ขี้ผึ้งสเตียรอยด์ ใช้เพื่อลดการอักเสบและคันในช่วงกำเริบ
    ควรใช้ตามคำแนะนำแพทย์ โดยเฉพาะคนผิวบอบบางหรือใช้ในระยะยาว

  • สารยับยั้ง Calcineurin (เช่น tacrolimus, pimecrolimus)
    ช่วยลดการอักเสบโดยไม่เสี่ยงผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์ในระยะยาว จึงมักเหมาะกับการใช้ต่อเนื่องในบางราย

  • ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน
    ใช้เพื่อลดอาการคัน ทำให้เกาน้อยลง ลดโอกาสผิวถลอกและติดเชื้อ

  • สเตียรอยด์ชนิดรับประทาน
    ใช้ในกรณีรุนแรงหรือระยะเฉียบพลันที่ต้องการควบคุมการอักเสบอย่างรวดเร็ว ไม่ควรใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

2. การรักษาขั้นสูงโดยผู้เชี่ยวชาญ

ในเคสที่ผื่นดื้อยา รักษาทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้น หรือกำเริบบ่อย แพทย์ผิวหนังอาจพิจารณาวิธีเสริมเพิ่มเติม เช่น

  • การบำบัดด้วยแสง (Phototherapy)
    ใช้แสง UV ในช่วงคลื่นที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดการอักเสบและคัน มักใช้เมื่อยาทาทั่วไปไม่ตอบสนองดีพอ

  • การบำบัดขั้นสูงอื่นๆ
    มีเทคโนโลยีเลเซอร์และพลังงานบางชนิดที่อยู่ระหว่างการศึกษา เช่นเลเซอร์บางประเภทหรือพลังงานคลื่นความถี่วิทยุร่วมกับไมโครนีดลิ่ง ซึ่งมีเป้าหมายช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ปรับสภาพผิว และสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูผิวระยะยาว
    อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพยังต้องอาศัยข้อมูลวิจัยเพิ่มเติม จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีประสบการณ์

3. การดูแลที่บ้านและปรับไลฟ์สไตล์

การดูแลทุกวันคือ “ตัวจริง” ที่ช่วยให้ผื่นสงบได้นานและกลับมากำเริบน้อยลง

สิ่งที่ควรทำ ได้แก่

  • ใช้ มอยส์เจอร์ไรเซอร์เป็นประจำ
    เพื่อรักษาเกราะป้องกันผิว ลดความแห้ง และช่วยให้ผิวทนต่อการระคายเคืองได้ดีขึ้น เลือกชนิดปราศจากน้ำหอมและสารระคายเคือง

  • หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นเท่าที่ทำได้
    เช่น โลหะที่แพ้ (นิกเกิล โคบอลต์), ความเครียดที่ไม่จำเป็น, สารเคมีแรงๆ หรือการล้างมือบ่อยแบบไม่มีการทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ตาม

  • ใช้ ถุงมือหรืออุปกรณ์ป้องกัน
    เวลา ล้างจาน ซักผ้า ทำความสะอาด หรือทำงานที่ต้องสัมผัสสารเคมี หรือน้ำเป็นเวลานาน

  • ปรับ พฤติกรรมการกิน
    เลือกอาหารที่สมดุล ลดอาหารที่กระตุ้นการอักเสบหรือเสี่ยงแพ้ในตัวเอง เพื่อสนับสนุนสุขภาพผิวโดยรวม

ป้องกันไม่ให้ผื่นกำเริบซ้ำ ทำอย่างไรได้บ้าง?

การป้องกันสำหรับ Dyshidrotic eczema คือการ “อ่านผิวตัวเองให้ออก” แล้วลดการปะทะกับตัวกระตุ้นให้มากที่สุด

แนวทางที่ช่วยได้ ได้แก่

  • สังเกตและจดบันทึกตัวกระตุ้น
    เช่น สารเคมีที่สัมผัส สภาพแวดล้อมที่อยู่ โลหะบางชนิดที่สัมผัส ถ้าเริ่มจับได้ว่าอะไรทำให้คันหรือมีตุ่มเร็ว ให้หลีกเลี่ยงหรือลดการสัมผัสทันที

  • ดูแลความชุ่มชื้นผิวแบบจริงจัง
    ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ทุกครั้งหลังล้างมือหรืออาบน้ำ เลือกผลิตภัณฑ์อ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม และใช้ น้ำอุ่น (ไม่ร้อนจัด) ร่วมกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่ใช้สบู่ด่างแรง

  • จัดการความเครียดให้ดีขึ้น
    เพราะความเครียดคือหนึ่งในทริกเกอร์หลัก ลองใช้วิธีอย่าง

    • โยคะ

    • ฝึกหายใจ / สมาธิสั้นๆ ระหว่างวัน

    • เทคนิคผ่อนคลายอื่นๆ ที่เหมาะกับคุณ

  • ดูแลตัวเองเมื่อต้องอยู่ในอากาศร้อนชื้น
    ในพื้นที่ร้อน เช่น มาเลเซียหรือแถบใกล้เคียง ควรพยายามอยู่ในที่อากาศถ่ายเท ดื่มน้ำให้เพียงพอ ลดการอับชื้นของมือและเท้า เพื่อไม่ให้เหงื่อและความร้อนกระตุ้นผิว

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ผิวหนังแบบด่วนๆ?

ถ้าอาการของคุณเริ่มเข้าข่ายต่อไปนี้ ไม่ควรรอให้หายเอง

  • แสบร้อน แดง คัน ต่อเนื่อง

  • อาการแย่ลงแม้ใช้ยาทา/ยาทั่วไปที่ซื้อเองแล้ว

  • มีหนอง บวมมาก หรือเป็นสะเก็ดหนา น่าสงสัยว่าติดเชื้อ

แพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ด้านความงามที่มีประสบการณ์สามารถช่วยวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคลให้คุณได้ ทั้งการใช้ยา การบำบัดด้วยแสง และเทคโนโลยีเสริมอื่นๆ เพื่อควบคุมโรคให้เสถียรที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Dyshidrotic eczema

โรคนี้ติดต่อกันไหม?

ไม่ติดต่อ ไม่ว่าจะผ่านการสัมผัสตัวกัน ใช้ของร่วมกัน หรือใช้พื้นผิวเดียวกัน ไม่เหมือนการติดเชื้อรา หรือการติดเชื้อผิวหนังบางอย่าง

แม้รูปลักษณ์บางครั้งจะคล้ายโรคติดเชื้อ แต่ Dyshidrotic eczema ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ความเครียด การแพ้ และการระคายเคือง ไม่ใช่เชื้อที่แพร่กระจายจากคนสู่คน

ขึ้นตรงไหนของร่างกายบ่อยที่สุด?

ตำแหน่งหลักคือ

  • มือ: ฝ่ามือ ด้านข้างนิ้วมือ

  • เท้า: ฝ่าเท้า บางครั้งลามไปที่นิ้วเท้า

ความรุนแรงอาจตั้งแต่มีเพียงตุ่มเล็กๆ ไม่กี่ตุ่มไปจนถึงขึ้นเต็มฝ่ามือหรือฝ่าเท้า โดยทั่วไป แทบไม่ขึ้นที่ใบหน้า ส่วนใหญ่จะจำกัดอยู่ที่มือและเท้า

เด็กเป็นได้ไหม?

เป็นได้ แต่พบไม่บ่อยในเด็กเล็ก มักเริ่มเห็นในเด็กโตหรือวัยรุ่นหลังอายุประมาณ 10 ปีขึ้นไป

ปัจจัยกระตุ้นในเด็กคล้ายผู้ใหญ่ ได้แก่ การสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ สารระคายเคือง อากาศร้อน และความเครียดทางอารมณ์

โรคนี้หาย “ขาด” ได้ไหม?

Dyshidrotic eczema มักถูกจัดเป็นโรคเรื้อรัง คือมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ แม้ช่วงหนึ่งจะสงบหายไปก็ตาม

แต่ข่าวดีคือ ควบคุมให้นานๆ ไม่กำเริบได้ ถ้ารู้ตัวกระตุ้น ดูแลผิวสม่ำเสมอ และใช้การรักษาที่เหมาะสมกับระยะของโรค

ความเครียดเกี่ยวข้องจริงไหม?

เกี่ยวข้องแน่นอน แม้จะไม่ใช่ต้นเหตุโดยตรงแต่เป็นตัวกระตุ้นสำคัญ เมื่อเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน เช่น คอร์ติซอล ซึ่งสามารถรบกวนเกราะป้องกันผิว กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ แล้วจบลงที่ผื่นกำเริบ

การดูแลสุขภาพใจจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผิว ไม่ใช่เรื่องแยกขาดจากกัน

โรคนี้อันตรายไหม?

โดยตัวมันเอง ไม่ใช่โรคอันตรายถึงชีวิต และไม่ทำลายอวัยวะภายใน แต่ถ้าปล่อยให้รุนแรงเรื้อรัง

  • อาจทำให้ใช้มือเท้าได้ลำบาก

  • กระทบงานและการใช้ชีวิตประจำวัน

  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียจากการเกาและแผลแตก

จึงไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่ออาการเริ่มผิดปกติจากเดิม

สรุป: คุมโรคให้ได้ ผิวก็กลับมานุ่มสบายได้เหมือนกัน

Dyshidrotic eczema อาจดูเป็นเรื่อง “ผิวๆ” แต่ในชีวิตจริงกระทบทั้งความมั่นใจ การ社交 และการทำงานได้ไม่น้อย

การจะหลุดจากวงจร เครียด–ผื่นกำเริบ–เครียดหนักกว่าเดิม จำเป็นต้องใช้ทั้งการรักษาที่เหมาะสมและการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญคือ

  • รู้จักโรคและอาการของตัวเองให้ดี

  • หาตัวกระตุ้นและพยายามเลี่ยงให้ได้มากที่สุด

  • เสริมเกราะผิวด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์เป็นประจำ

  • ปรับทั้งไลฟ์สไตล์และการจัดการความเครียดไปพร้อมกัน

การใช้ยาทา เช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์หรือยาต้านการอักเสบบางชนิดร่วมกับยาเม็ดในบางช่วง สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ดี เมื่อผสานกับการบำบัดขั้นสูง เช่น การบำบัดด้วยแสงหรือเทคนิคฟื้นฟูผิวเฉพาะทาง ภาพรวมของโรคก็มักจะอยู่ในจุดที่ควบคุมได้มากขึ้น

หากรู้สึกว่าอาการเริ่มควบคุมยาก ปวด คัน แดง หรือมีตุ่มน้ำกำเริบบ่อยจนรบกวนการใช้ชีวิต การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเพื่อวางแผนการรักษาแบบเหมาะกับผิวและไลฟ์สไตล์ของคุณเอง คือก้าวสำคัญที่จะทำให้ผิวกลับมาดูและรู้สึกดีขึ้นอย่างยั่งยืน