รับแอปรับแอป

ยังอยากผิวแทนอยู่ไหม? ประวัติศาสตร์มืดของแทนสวยและอนาคตผิวใสแบบปลอดภัย

ศิวกร จันทร์งาม01-30

ผิวแทนสวย หรือผิวกำลังขอความช่วยเหลือ?

คนที่รักผิวแทนมักจะรู้สึกว่าตัวเองดูสุขภาพดี มั่นใจ ดูมีเสน่ห์ขึ้นทันทีที่สีผิวเข้มขึ้น

แต่ในมุมของแพทย์ผิวหนัง ผิวแทนคือสัญญาณว่าผิวถูกทำร้ายระดับ DNA ไปแล้วเรียบร้อย และในมุมของนักประวัติศาสตร์ ผิวของเราเป็นเหมือนกระดานบันทึกวัฒนธรรม ที่เคยไหลผ่านตั้งแต่ยุคคลีโอพัตรา ไปจนถึงดาราฮอลลีวูดยุคใหม่

คำตอบว่า “ทำไมเรายังอยากผิวแทนอยู่?” จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บางคนพร้อมนอนตากแดดทั้งวัน บางคนกลับกลัวแดดเหมือนโรคระบาด ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาดูให้ลึกกว่านั้น ว่าความอยากเปลี่ยนโทนสีผิวมันซ่อนอะไรไว้บ้าง และเรายังเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้อีก

ผิวแทนในโซเชียล: ยุค #tanlines ครองเมือง

แค่ลองเลื่อนดูฟีดโซเชียลหรือเดินเล่นริมทะเลสักรอบ ก็รู้เลยว่า “ผิวแทน” ยังไม่เคยหายไปจากเทรนด์

  • แฮชแท็ก #tanlines มียอดเข้าชมบน TikTok กว่า 430 ล้านครั้ง

  • ในสหรัฐอเมริกา ธุรกิจร้านทำผิวแทนมีมูลค่าถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์

  • ตลาดครีมและผลิตภัณฑ์ทำผิวแทนยังเป็นอุตสาหกรรมระดับพันล้านดอลลาร์เช่นกัน

ทั้งที่เราเห็นชัดเจนแล้วว่าการทำผิวแทนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ แต่ข้อความเดียวที่ยังดังก้องอยู่ก็คือ: ผู้คนยังอยากมีผิวสีแทน ทำไมกันแน่?

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ไม่ใช่แค่เรารู้สึกดึงดูดตัวเองมากขึ้นเมื่อผิวแทน แต่ยังมองว่าคนอื่น “ดูดีขึ้น” เมื่อมีผิวแทนด้วย นี่จึงกลายเป็นหนึ่งในอุดมคติด้านความงามที่ฝังลึกในสังคม

แพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งผิวหนังจากนิวยอร์กซึ่งเดินทางรอบโลกเพื่อศึกษาปัญหานี้ ได้สังเกตปรากฏการณ์นี้ทั้งจากคนไข้และวัฒนธรรมในหลายประเทศ

ความฝันสีบรอนซ์: ผิวแทนในโลกตะวันตก

“ในสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกอีกหลายแห่ง ผิวแทนยังถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพและความงาม”

ในโลกตะวันตกตลอดราวหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา การทำผิวแทนกลายเป็นทางออกของคนผิวซีดที่ถูกล้อว่าดู “ป่วย ซีด หมดชีวิตชีวา” พวกเขาอยากดูแข็งแรง รวย และดูมีไลฟ์สไตล์มากขึ้น ทั้งที่จริง ๆ แล้วผิวแบบนี้มีความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังมากที่สุด

แต่ในอีกหลายมุมของโลก กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

ตลอดประวัติศาสตร์ ในหลายวัฒนธรรม ผิวขาวซีด ต่างหากที่เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง สุขภาพ ความงาม และอภิสิทธิ์ เพราะมันหมายถึงคุณไม่ต้องออกแดดทำงานกลางแจ้งเหมือนชนชั้นแรงงาน

จากคลีโอพัตราถึงราชินีฝรั่งเศส: ยุคที่ “ซีดคือรวย”

ย้อนกลับไปในอียิปต์โบราณ มีหลักฐานว่า คลีโอพัตรา เคยอาบน้ำนมเพื่อทำให้ผิวขาวขึ้น โดยอาศัยกรดแลกติกในนมช่วยผลัดผิว

ปลายศตวรรษที่ 18 ในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส ราชินี มารี อ็องตัวเน็ต กลายเป็นไอคอนแห่งผิวขาวซีดและผมโรยแป้งแบบจัดเต็ม มีเรื่องเล่าว่าเธอทำมาสก์ปรับสีผิวเอง โดยใช้ผงนมและน้ำมะนาว

แม้แต่ในศตวรรษที่ 19 ที่สหรัฐอเมริกา ผิวซีดยังเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่า คุณไม่ใช่คนที่ต้องทำงานกลางแดดทั้งวัน หากผิวขาวคือการประกาศว่า “ฉันมีเวลาพักผ่อน และชีวิตดีพอจะไม่ต้องลำบาก”

เอเชียกับค่านิยมผิวขาวตลอดกาล

ในหลายประเทศเอเชีย ผู้หญิงถูกสอน (และหลายคนก็ ยังเชื่อ) ว่า ผิวขาวซีดคือมาตรฐานสูงสุดของความสวย

  • ผู้หญิงจำนวนมากพยายามปกป้องผิวจากแดดอย่างสุดตัว ซึ่งเป็นข้อดีในแง่การลดโอกาสเป็นมะเร็งผิวหนัง

  • แต่ในอีกด้าน หลายคนยังใช้วิธีทำให้ผิวขาวสุดโต่ง ตั้งแต่เลเซอร์ การให้สารทางเส้นเลือด ไปจนถึงครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมอันตรายอย่างสารหนู ตะกั่ว และปรอท

ค่านิยม “ต้องขาวให้สุด” นี้จึงไม่ได้ทำร้ายแค่ความมั่นใจ แต่ยังเสี่ยงต่อสุขภาพโดยตรงด้วย

จุดเปลี่ยน: เมื่อผิวแทนกลายเป็นความหรูหรา

การคลั่งผิวขาวค่อย ๆ เปลี่ยนทิศทางในสหรัฐอเมริกา ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้ชนชั้นแรงงานย้ายจากไร่นาเข้ามาทำงานในโรงงาน ผิวแทนเลยไม่ใช่สัญลักษณ์ของการใช้แรงกลางแจ้งเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

ในช่วงต้นปี 1900 มีการใช้ “การบำบัดด้วยแสง” เพื่อรักษาโรคผิวหนังและปัญหาสุขภาพบางอย่าง ผู้คนเริ่มมองว่าแสงแดดให้ประโยชน์ต่อร่างกาย และโรงพยาบาลแรกที่ใช้แสงแดดรักษาวัณโรคเปิดขึ้นในปี 1903 ที่สวิตเซอร์แลนด์ แนวคิด “แดด = สุขภาพ” จึงเริ่มชัดเจนขึ้น แม้ตอนนั้นยังไม่เข้าใจพิษร้ายของรังสียูวีอย่างแท้จริง

Coco Chanel: ต้นกำเนิดยุคผิวแทนไฮโซ

ปี 1923 คือปีที่ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ “เทรนด์ผิวแทน”

เล่าว่าดีไซเนอร์ระดับตำนานอย่าง Coco Chanel เผลอหลับตากแดดบนเรือยอทช์ที่เฟรนช์ริเวียร่า จนไหม้แดด แต่พอกลับมา เธอมีผิวแทนสวยอย่างเห็นได้ชัด และนั่นกลายเป็นภาพจำใหม่ของ “ผู้หญิงมีสไตล์” ในโลกตะวันตก

จากวันนั้น ลูกตุ้มความงามก็แกว่งไปอีกฝั่งแทบจะข้ามคืน

  • ผิวแทน = คุณมีเงิน มีเวลาพักผ่อน มีปัญญานั่งเรือยอทช์ไปชายทะเล

  • ผิวแทน = หรูหรา เท่ และโมเดิร์น

กระแสนี้ยังถูกผูกเข้ากับ “การปลดปล่อยของผู้หญิง” อีกด้วย กระโปรงสั้นลง แขนขาเผยมากขึ้น และผิวแทนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ผู้หญิงที่มั่นใจในร่างกายของตัวเอง

โฆษณา: จากร่มกันแดดสู่บิกินี่กลางแดด

การตลาดไม่เคยอยู่เฉยกับเทรนด์ความงาม:

  • ปี 1927 โฆษณาชุดว่ายน้ำยังเป็นภาพผู้หญิงสวมชุดมิดชิด ใส่หมวก กางร่ม ปกป้องผิวจากแดดอย่างดี

  • ปี 1929 โฆษณาจากบริษัทเดียวกัน กลับโชว์ผู้หญิงในชุดว่ายน้ำที่แทบไม่มีอุปกรณ์กันแดดเหลืออยู่เลย

ในปีเดียวกันนั้น นิตยสาร Harper’s Bazaar ยังลงบทความชื่อ “Shall We Gild the Lily? There is a Technique to a Good Tan — Whatever by Fair Means or Fake!” ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่า ผิวแทนกำลังกลายเป็นแฟชั่น ไม่ใช่แค่เรื่องธรรมชาติอีกต่อไป

เมื่อการแทนกลายเป็นอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ

ต่อจากทศวรรษ 1930 เป็นต้นมา เป้าหมายของหลายคนชัดเจนมาก: ต้องมีผิวแทนให้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

ยุคทองของฮอลลีวูดทำให้ภาพดาราผิวแทนทั้งบนจอและนอกจอกลายเป็นมาตรฐานความสวยไปโดยปริยาย อุตสาหกรรม “การอาบแดดเพื่อความงาม” จึงเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ

  • ปี 1938 นักเคมีชาวออสเตรีย ฟรานซ์ เกรเตอร์ คิดค้นครีมกันแดดตัวแรกเพื่อปกป้องตัวเองตอนปีนเขา

  • ทศวรรษ 1940 แบรนด์ Coppertone เปิดตัวผลิตภัณฑ์กันแดดในสหรัฐอเมริกา ผสมทั้งน้ำมันมะพร้าว เนยโกโก้ และปิโตรเลียมชนิดหนึ่ง โดยโฆษณาว่าสามารถช่วยให้ผิวแทนสวยโดยไม่ไหม้แดด

ต่อมาจึงเริ่มมีการพัฒนาฟิลเตอร์กันรังสียูวีอย่างจริงจัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราพบว่า รังสี UVA ที่ทำให้ผิวแทนนั้นเองก็เป็นตัวการของมะเร็งผิวหนังด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ UVB ที่ทำให้ผิวไหม้

จากน้ำมันอาบแดดสู่ครีมแทนเนอร์

ช่วงทศวรรษ 1940 บิกินี่เริ่มกลายเป็นแฟชั่นหลัก ผู้หญิงหลายคนเลยโชว์ผิวมากขึ้น ใช้ทั้งครีม น้ำมัน และกระจกสะท้อนแสง เพื่อเร่งให้ผิวแทนให้เข้มที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถ้าคุณไม่สามารถแทนจากแดดได้ ก็ยังมีตัวช่วยอย่าง “ครีมแทนผิว” เข้ามาเติมเต็มตลาด:

  • ผลิตภัณฑ์ครีมแทนตัวแรกออกสู่ตลาดราวปี 1960

  • ส่วนผสมหลักคือ DHA (ไดไฮดรอกซีอะซีโตน) ซึ่งทำปฏิกิริยากับผิวชั้นบน ทำให้สีเข้มชั่วคราว

  • ปี 1977 DHA ได้รับการอนุมัติจาก FDA และจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังเป็นพระเอกของผลิตภัณฑ์แทนเนอร์ทั้งหลาย เพียงแต่ถูกพัฒนาสูตรให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ออกส้มจัดแบบ “อุมปาลูมปา” อีกต่อไป

ด้านมืดของผิวแทน: เมื่อความสวยแลกมาด้วยโรคร้าย

พอพูดถึงผิวแทนสวย หลายคนลืมไปว่าจริง ๆ แล้วมันคือ แผลถลอกแบบมองไม่เห็นของผิว ที่เกิดจากรังสียูวีทำลายเซลล์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

งานวิจัยใน วารสารคลินิกมะเร็ง ชี้ว่า:

  • ช่วงปี 1950–1954 มะเร็งผิวหนังชนิดรุนแรงยังถือว่าพบได้น้อยมาก

  • แต่ในช่วงปีต่อมา อัตราการเกิดโรคเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในหมู่คนที่ใช้ชีวิตกลางแดดหรือทำผิวแทนเป็นประจำ

การระเบิดของอุตสาหกรรมแทนผิว ทำให้หนึ่งในโรคร้ายที่สุดที่เกี่ยวกับผิวหนังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนแพทย์ผิวหนังชื่อดังระดับโลกอย่าง เพอร์รี โรบินส์ ต้องก่อตั้งมูลนิธิโรคมะเร็งผิวหนังขึ้น เพื่อผลักดันการป้องกัน การให้ความรู้ และการรักษาอย่างจริงจัง

ตัวเลขที่ควรทำให้เราหยุดคิด

ในปี 2023 สมาคมมะเร็งอเมริกันประเมินว่าในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวจะมี:

  • ผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาใหม่ราว 186,000 ราย (กว่า 97,000 รายเป็นชนิดรุกราน)

  • ผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดอื่น ๆ อีกนับล้านรายต่อปี

งานวิจัยยังระบุว่า ประมาณ 90% ของมะเร็งผิวหนังมีความเกี่ยวข้องกับการได้รับรังสียูวีจากแสงแดด ไม่ว่าจะเป็นจากแดดจริงหรือเตียงอาบแดดในร่มก็ตาม

แล้วทำไมเรายังอาบแดดกันต่อ?

คำตอบหนึ่งที่น่าเศร้าคือ คนจำนวนมาก “ไม่รู้สึกว่าต้องกลัว” จนกว่าจะมีใครสักคนที่ตัวเองรู้จัก หรือแม้แต่ตัวเอง ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งผิวหนังจริง ๆ

ริ้วรอย จุดด่างดำ รอยแดง ผิวแก่ก่อนวัย สิ่งเหล่านี้อาจทำให้หลายคนเริ่มลังเล แต่สำหรับบางคน แดดก็ยังดูน่าดึงดูดมากกว่าอันตราย

มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่า การตากแดดให้ผิวแทนจะช่วยกลบจุดด่างดำและทำให้สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น ทั้งที่ความจริงคือคุณกำลังเพิ่มการอักเสบ ทำลายผิวลึกลงไปอีก และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังแบบทบต้นทบดอก

สัญญาณแห่งความหวัง: เมื่อคนเริ่มรักผิวจริง ๆ ไม่ใช่สีแทน

แม้อุตสาหกรรมฟอกผิวยังมีอยู่ แต่กระแสโลกก็เริ่มเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด

  • ปี 2015 หน่วยงานด้านอาหารและยาของสหรัฐฯ เสนอร่างกฎห้ามผู้เยาว์ใช้เตียงและห้องฟอกผิว

  • ปัจจุบัน 44 รัฐในสหรัฐอเมริกาพร้อมเขตโคลัมเบียมีกฎหมายจำกัดการใช้เตียงอาบแดดในหมู่เยาวชน และการใช้ในผู้ใหญ่ก็มีแนวโน้มลดลง

  • หลายประเทศ เช่น บราซิลและออสเตรเลีย ก้าวไปไกลกว่านั้น โดย แบนการอาบแดดในร่มอย่างเด็ดขาด

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายคนหวังว่าสหรัฐอเมริกาจะเดินตามรอยนี้ และย้ำว่า การกำหนดแค่อายุขั้นต่ำไม่พอ การแทนผิวในร่มนั้นอันตรายสำหรับทุกช่วงวัย

ครีมกันแดด: จากของเฉพาะกลุ่ม สู่ของจำเป็นประจำโต๊ะเครื่องแป้ง

วัฒนธรรมการดูแลผิวด้วย “กันแดด” ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องของคนสายสกินแคร์เท่านั้น

จากรายงานของบริษัทวิจัย Spate:

  • ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2019 ถึงฤดูใบไม้ผลิปี 2021 การค้นหาครีมกันแดดทางออนไลน์เพิ่มขึ้นราว 210,000 ครั้ง

  • กันแดดกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่มียอดค้นหาเพิ่มขึ้นมากที่สุด

โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ผูกชีวิตเข้ากับโซเชียลมีเดีย พวกเขาเริ่มสนใจ กันแดดสูตรสเปกตรัมกว้าง (broad-spectrum) ใช้ง่าย ทาแล้วไม่วอก ไม่เยิ้ม และให้ฟีล “ทาทีเดียวแล้วจบ” จนกลายเป็นเทรนด์ไปเอง

ผิวแทนไม่ใช่คำตอบ: เทรนด์ใหม่คือรักผิวเดิมของตัวเอง

ภาพจำแบบเก่า ๆ เกี่ยวกับสีผิวและการทำผิวแทนเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น ทั้งเรื่องมาตรฐานความงามเหยียดสีผิว การตลาดที่เล่นกับความไม่มั่นใจ และการเชื่อมโยง “สวย = ต้องแทน” มานานหลายสิบปี

สิ่งที่เริ่มเห็นชัดคือ:

  • คนดังจำนวนมากเริ่มประกาศชัดว่า ยอมรับสีผิวตามธรรมชาติของตัวเอง ไม่ว่าจะขาว กลาง หรือเข้ม

  • สังคมเริ่มพูดถึงการฉลองความหลากหลายของสีผิว มากกว่าการไล่ตามเฉดสีเดียวกันทั้งโลก

  • วงการวิจัยก็ยืนยันเพิ่มว่า ทุกโทนสีผิวต้องการกันแดด ไม่ใช่เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น แม้ผิวเข้มจะมีเม็ดสีช่วยป้องกันได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้กันมะเร็งผิวหนังอย่างสมบูรณ์

ในโลกที่ทุกคนถูกเปรียบเทียบผ่านหน้าจอ ความกล้าที่จะบอกว่า “ฉันโอเคกับสีผิวของตัวเอง” จึงกลายเป็นการปฏิวัติเล็ก ๆ ที่ทรงพลังมาก

แล้วเราควรทำยังไงกับแดด…และความอยากแทน?

เมื่อมองย้อนจากอดีตถึงปัจจุบัน เราเห็นอย่างหนึ่งชัดเจนว่า ค่านิยมเรื่องสีผิว ไม่เคยหยุดนิ่งเลย

  • ครั้งหนึ่ง ผิวขาวซีดคือสัญลักษณ์ของความหรูหรา

  • ต่อมา ผิวแทนกลายเป็นภาพตัวแทนของการพักผ่อน มีเงิน มีเวลา

  • ทุกยุคล้วนมีคนเชื่อว่าตัวเอง “ต้องเปลี่ยนสีผิว” เพื่อจะรู้สึกว่าตัวเองดีพอ

แต่ประวัติศาสตร์ก็กระซิบบอกเราว่า ลูกตุ้มค่านิยมจะเปลี่ยนฝั่งเสมอ ไม่มีเทรนด์ไหนอยู่ตลอดไป

สิ่งที่น่าหวังในตอนนี้คือ โลกกำลังค่อย ๆ ก้าวจากคำว่า “สวยเพราะสีผิว” ไปสู่ “สุขภาพดีเพราะดูแลผิวได้อย่างฉลาด”

บางทีในอนาคตอันไม่ไกล ภาพผู้หญิงที่ยืนอยู่บนเรือยอทช์ กำลังถูกถ่ายรูปอย่างมั่นใจ อาจไม่ใช่ภาพผิวแทนเข้ม แต่คือภาพคนที่ทากันแดดแน่นตั้งแต่หัวจรดเท้า และรู้ว่าตัวเองกำลังสวยอยู่ในผิวจริงของตัวเอง

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าผิวคุณจะขาว แทน หรือเข้ม สิ่งสำคัญไม่ใช่การเปลี่ยนสี แต่คือการปกป้องผิวจากสิ่งที่ทำร้ายมัน และยอมรับว่าโทนผิวที่คุณเกิดมานั้นมีคุณค่าในแบบของมันเอง

ไทม์ไลน์: โลกบอกอะไรเราบ้างเรื่องผิวแทนและผิวซีด

ภาพรวมสั้น ๆ ว่ามนุษย์เราเล่นเกม “ตากแดด–หลบแดด” กันมาอย่างไรบ้าง

  • พ.ศ. 206 – พ.ศ. 220: จีนโบราณเริ่มให้ความสำคัญกับผิวขาวซีดในฐานะความงามและฐานะ

  • 51 ปีก่อนคริสตกาล: ในอียิปต์โบราณ ผิวซีดคือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง สุขภาพ และความงาม

  • พ.ศ. 1774: มารี อ็องตัวเน็ต ขึ้นเป็นราชินีฝรั่งเศส พร้อมภาพจำเรื่องผิวขาวและผมโรยแป้ง

  • พ.ศ. 1923: Coco Chanel ทำให้ผิวแทนกลายเป็นลุคหรูหราจากการไปพักผ่อนที่ French Riviera

  • พ.ศ. 1929: แบรนด์ชุดว่ายน้ำเริ่มลงโฆษณาที่ผู้หญิงไม่ใช้เครื่องป้องกันแสงแดดอีกต่อไป

  • พ.ศ. 1940: Coppertone เปิดตัวครีมกันแดดอย่างเป็นทางการ

  • พ.ศ. 1962: นักแสดงสาว เออร์ซูลา แอนเดรส กลายเป็นสาวบอนด์ผิวแทนในหนัง Dr. No และตอกย้ำภาพ “แทนแล้วเซ็กซี่”

  • พ.ศ. 1979: ร้านทำผิวแทนด้วยแสงยูวีแห่งแรกเปิดตัวในสหรัฐอเมริกา

  • พ.ศ. 1992: นักแสดง จอร์จ แฮมิลตัน กลายเป็นสัญลักษณ์ของการอาบแดดจัดจนแทบเป็นสีน้ำตาลไหม้ แม้เจ้าตัวเองก็รู้ว่ามันเสี่ยง

  • 2007: งานวิจัยในวารสาร International Journal of Cancer ยืนยันชัดเจนว่า การฟอกผิวในร่มเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาและเซลล์สความัส

  • พ.ศ. 2008: มูลนิธิโรคมะเร็งผิวหนังเปิดแคมเปญ “Go with Your Own Glow” ชวนผู้หญิงให้ภูมิใจกับสีผิวธรรมชาติของตัวเอง

  • 2010: รายการ Jersey Shore ซีซัน 2 ทำให้คำว่า GTL (ยิม–แทน–ซักผ้า) ดังไปทั่ว ขณะที่แพทย์ผิวหนังใช้โอกาสนี้ไปพูดคุยในรายการทีวีเกี่ยวกับอันตรายของการทำผิวแทน

  • พ.ศ. 2011: มูลนิธิโรคมะเร็งผิวหนังเพิ่มมาตรฐานการป้องกันรังสี UVA ให้เข้มงวดขึ้น หลังพบว่ารังสีนี้ทะลุผิวได้ลึกและเกี่ยวข้องกับมะเร็งผิวหนังโดยตรง

  • 2013: นักแสดงดัง ฮิวจ์ แจ็คแมน ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์ฐาน ทำให้สังคมหันมาสนใจเรื่องมะเร็งผิวหนังและการกันแดดมากขึ้น มีรายงานว่าเขากลับมาเผชิญกับโรคนี้อีกหลายครั้งหลังจากนั้น

  • 2023: อินฟลูเอนเซอร์สายสกินแคร์อย่าง ดร. จูเลียน แซส ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเปลี่ยนบทสนทนาจาก “ทำยังไงให้แทน?” ไปเป็น “ปกป้องผิวจากแดดยังไงให้รอดทุกโทนสีผิว” เขาทดสอบครีมกันแดดตามวิธีใช้จริง เพื่อช่วยให้คนหาผลิตภัณฑ์ที่เข้ากับสีผิวตัวเองได้ง่ายขึ้น

สรุปสั้น ๆ: ผิวแทนไม่เคยเป็นแค่เรื่องแฟชั่น แต่มันคือประวัติศาสตร์ร่วมกันของวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความไม่มั่นใจในตัวเองของมนุษย์

แต่วันนี้ เรามีโอกาสเลือกใหม่ได้ว่า จะยังตามเทรนด์ที่ทำร้ายผิวต่อไป หรือจะเริ่มเทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า รักผิวเราในแบบที่มันเป็น พร้อมปกป้องมันให้ดีที่สุดทุกวัน