รับแอปรับแอป

Immersive Event ไม่พอแล้ว! จัดงานยุคใหม่ต้องสร้าง “โลก” ที่คนอยากหลงอยู่ให้นานที่สุด

พีรวิชญ์ สุวรรณดี01-30

Immersive Event ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือการ “พาคนหลุดไปอีกโลก”

ในยุคที่คนเบื่อความธรรมดาและโหยหาประสบการณ์แปลกใหม่ งานอีเวนท์ถูกยกระดับจากเวทีโชว์สินค้า กลายเป็นเวทีโชว์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ที่ผสมกันแบบไร้รอยต่อ

อีเวนท์วันนี้จึงไม่ใช่แค่ “จัดให้มีคนมา” แต่คือการออกแบบโลกอีกใบให้คนได้ก้าวเข้าไปสัมผัส จนเกิดเป็นแนวคิดของ Immersive Event ที่เราได้ยินกันจนคุ้นหู

แต่เมื่อใคร ๆ ก็จัด Immersive ได้แล้ว คำถามสำคัญคือ

อนาคตของ Event Marketing จะก้าวต่อไปยังไงให้คนยังรู้สึกว้าว?

Immersive Experience คืออะไรกันแน่?

Immersive Event หรือ Immersive Experience คือการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้คนรู้สึกเหมือนตัวเอง “หลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลก” อย่างเต็มตัว ผ่านการออกแบบสภาพแวดล้อมที่กระตุ้น ทุกประสาทสัมผัส ทั้งภาพ แสง สี เสียง กลิ่น ไปจนถึงรสชาติ

เมื่อผู้เข้าร่วมเดินเข้าสู่ Immersive Event พวกเขาไม่ได้แค่ “ดูโชว์” หรือ “ฟังเสียง” แต่ได้ ลงไปมีส่วนร่วมกับโลกที่ถูกสร้างขึ้น ในแบบที่ติดอยู่ในความทรงจำไปอีกนาน

ในไทย รูปแบบ Immersive Experience ถูกนำไปใช้หลากหลายมาก เช่น

  • นิทรรศการศิลปะ

  • งานเปิดตัวสินค้า

  • มหกรรมดนตรี

  • พิพิธภัณฑ์และแลนด์มาร์กท่องเที่ยว

โดยอาศัยเทคโนโลยีอย่าง

  • Projection Mapping

  • VR (Virtual Reality)

  • AR (Augmented Reality)

  • Interactive Installation

ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ สมจริง ต่างจากเดิม และมีเอกลักษณ์ จนกลายเป็น “เครื่องมือดึงความสนใจ” ที่แทบทุกแบรนด์ต้องใช้

อย่างไรก็ตาม เมื่อคนเริ่มคุ้นกับ Immersive Event มากขึ้น สิ่งที่เคย “ว้าวแบบสุดตัว” ก็เริ่มกลายเป็นแค่ “อีเวนท์ที่ดีอีกงานหนึ่ง”

ความท้าทายใหม่ของวงการอีเวนท์จึงไม่ใช่แค่ “ทำ Immersive ให้ได้” แต่คือ ทำยังไงให้ก้าวข้ามคำว่า Immersive ไปอีกระดับ ให้คนยังรู้สึกอยากมา อยากแชร์ และอยากจำ

เมื่อเทคโนโลยีเจอความคิดสร้างสรรค์: หัวใจของ Event Marketing ยุคใหม่

ทุกวันนี้บริษัทอีเวนท์แข่งกันด้วย พลังของเทคโนโลยี ตั้งแต่อุปกรณ์ล้ำ ๆ ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ไปจนถึงแพลตฟอร์มไฮบริดที่เชื่อมโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน

แต่ “อนาคตของ Event Marketing” ไม่ได้อยู่ที่ใครมีเครื่องมือไฮเทคที่สุด แต่อยู่ที่ใคร เอาเทคโนโลยีไปผูกกับไอเดียและการเล่าเรื่องได้ลึกที่สุดต่างหาก

เทคโนโลยีที่ถูกใช้บ่อยในงาน Immersive เช่น

  • Interactive Installation

  • VR (Virtual Reality)

  • AR (Augmented Reality)

  • Motion Tracking

  • Hybrid Event Platform

ทั้งหมดนี้จะทรงพลังจริง ๆ เมื่อถูกใช้เพื่อ

  • สร้างเรื่องราวที่ชวนติดตาม

  • ออกแบบสเปซและเส้นทางเดินแบบมีความหมาย

  • ทำให้คน รู้สึก “อิน” มากกว่า “แค่ดูแล้วผ่านไป”

เมื่อเทคโนโลยีมาชนกับความคิดสร้างสรรค์อย่างถูกจุด งานหนึ่งงานจึงกลายเป็น ประสบการณ์ที่ไปแตะ “หัวใจ” คนดู ไม่ใช่แค่สร้างภาพสวย ๆ บนผนังหรือเวที

4 Case Studies: เมื่อ Immersive Event ถูกต่อยอดด้วยครีเอทีฟ

1. HELLO KITTY Exhibition และ Sanrio Character The Funtastic Exhibition

นิทรรศการ Immersive ฉลองครบรอบ 50 ปี Hello Kitty ครั้งแรกในไทย ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าแค่งานแฟนมีตของเหล่าแฟน Sanrio

ภายในจัดเต็มด้วย 13 ห้องนิทรรศการสุดครีเอทีฟ ที่แต่ละห้องถูกออกแบบให้มีคาแรกเตอร์และอารมณ์ต่างกันไป โดยใช้เทคโนโลยีอย่าง

  • Projection Mapping

  • Interactive Activities

  • Digital Installation

ทั้งหมดถูกผสมเข้ากับดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Sanrio จนกลายเป็นพื้นที่ที่ทั้ง น่ารัก ถ่ายรูปสวย และเต็มไปด้วยความรู้สึกผูกพัน

มุมถ่ายภาพก็ถูกคิดมาเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่สายโซเชียลโดยเฉพาะ ทำให้ Immersive Exhibition ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียง “งานฉลองวันเกิดตัวการ์ตูน” แต่กลายเป็น แลนด์มาร์กของแฟน Sanrio ในเมืองไทย ที่หลายคนรู้สึกเหมือนได้เดินอยู่ในโลกของ Sanrio แบบจริงจัง

2. Forest of Illumination: SNOOPY ADVENTURE

โปรเจกต์ Immersive Exhibition กลางธรรมชาติแห่งเขาใหญ่ ที่เปลี่ยนผืนป่ากลางคืนให้กลายเป็นโลกของ Snoopy และผองเพื่อนจาก Peanuts World

งานนี้ถูกออกแบบให้เป็นการ “ผจญภัย” ผ่าน 9 โซนธีมต่างกัน ที่ไม่ใช่แค่ Light Festival ธรรมดา แต่ใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มเลเยอร์ความรู้สึกให้ลึกขึ้น เช่น

  • Projection Mapping ฉายลงบนพื้นน้ำ

  • Lighting Design สร้างบรรยากาศเหนือจริง

  • Laser Show พร้อมเขาวงกตเลเซอร์ที่ชวนตื่นเต้น

ตามทางยังเต็มไปด้วยจุดเช็กอิน เช่น

  • Woodstock Land

  • Snoopy Dream

  • Snoopy Space

ทุกโซนช่วยทำให้การเดินในป่ากลางคืน กลายเป็นการเดินทางเข้าสู่อีกจักรวาลหนึ่ง ที่ธรรมชาติและเทคโนโลยีไม่ได้แยกจากกัน แต่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว

3. Village of Illumination: Singha Park, Chiang Rai

โปรเจกต์นี้เริ่มจากไอเดียเรียบง่ายแต่ทรงพลัง: เปลี่ยนพื้นที่ว่างกว่า 100 ไร่ ให้กลายเป็น Attraction ใหม่ของเชียงรายในยามค่ำคืน

ภายใต้ธีมหลัก “Falling From The Sky” ที่เล่าเรื่องปรากฏการณ์จากฟากฟ้า งานนี้ถูกออกแบบให้เป็น Light Festival ขนาดใหญ่ที่คนสามารถเดินชมได้ทั้งคืน

ภายในแบ่งเป็น 10 โซนหลัก เช่น

  • Forest Lights Zone

  • Milky Way Zone

  • Alien Village

ทุกโซนถูกสร้างด้วยการผสมผสาน

  • ไฟ LED

  • Animation

  • Light Mapping

  • Laser Show

  • Digital Art

  • Projection

พร้อมการเคลื่อนไหวของแสงที่ทำงานร่วมกับเสียงดนตรี เพื่อสร้างประสบการณ์แบบ หลายมิติ (Multi-sensory) ให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกเหมือนได้เดินอยู่ในเรื่องราวที่มีชีวิต

4. WAT RONG KHUN LIGHT FEST 2019

งานนี้คือการเปิดมุมมองใหม่ของการเที่ยวชมวัด เมื่อวัดไม่ได้มีแค่ความงามในตอนกลางวัน แต่ยังถูกตีความใหม่ในเวลากลางคืน ผ่านแสง สี และเรื่องราวที่ซ่อนอยู่

ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Illumination of White Temple” วัดร่องขุ่นถูกเล่าเรื่องใหม่ด้วยการใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น

  • Multimedia Show

  • 3D Projection Mapping

  • Laser

  • Water Curtain Effects

  • ระบบเสียงและดนตรีที่ออกแบบเฉพาะ

ทั้งหมดนี้ช่วยพาให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้เดินทางผ่านอีกมิติหนึ่งของวัด ที่ไม่ได้มีแค่ศิลปะและสถาปัตยกรรม แต่มี อารมณ์ ความเชื่อ และจินตนาการ ถูกเล่าอย่างมีชั้นเชิง

อนาคตของ Event Marketing: ไปไกลกว่าคำว่า Immersive

เมื่อ Immersive Event กลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ไปแล้ว ขั้นต่อไปของวงการอีเวนท์คือการ ไม่หยุดอยู่ที่คำว่าจำลองโลกเสมือนจริง แต่ต้องสร้างประสบการณ์ที่มี “ความหมาย” กับผู้ชมมากขึ้น

หัวใจของการออกแบบอีเวนท์ยุคต่อไปคือการผสมผสาน

  • เทคโนโลยีที่ทรงพลัง

  • ความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่าง

  • การเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่ชัดและจับใจ

เพื่อให้ทุกงานไม่ได้แค่ทำให้คน “เห็น” หรือ “ได้ยิน” แต่ทำให้

  • รู้สึก บางอย่างกับแบรนด์

  • จดจำ ประสบการณ์นั้นได้อย่างลึกซึ้ง

  • อยากเล่าต่อ ให้คนอื่นฟังโดยไม่ต้องบอกให้ทำ

เมื่ออีเวนท์สามารถทำหน้าที่เป็นทั้งเวทีโชว์ไอเดีย พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ และโลกใบใหม่ที่คนอยากกลับมาอีกครั้ง วงการอีเวนท์ไทยก็จะพร้อมก้าวสู่การเป็นแรงบันดาลใจในระดับสากลอย่างแท้จริง

ถ้าพร้อมจะก้าวข้าม “Immersive Event” ไปอีกขั้น

หากคุณพร้อมจะไม่หยุดอยู่ที่การจัดแค่งาน Immersive ให้ “ดูดี” แต่ต้องการสร้างประสบการณ์ที่ ฝังอยู่ในความทรงจำของผู้คน การเลือกพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจทั้งด้านเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์คือจุดเริ่มต้นสำคัญ

เพราะในมุมมองของคนทำอีเวนท์แบบมืออาชีพ

  • ทุกโปรเจกต์ไม่ใช่แค่ “จัดงานให้จบ”

  • แต่คือการ “สร้างโลกใบใหม่” ให้ผู้ชมได้เข้าไปใช้เวลาอยู่ในนั้นอย่างมีความหมาย

และโลกที่ออกแบบมาอย่างดีหนึ่งใบ สามารถเปลี่ยนคนดูให้กลายเป็นคนที่ ผูกพันกับแบรนด์ ได้ยาวนานกว่าสื่อรูปแบบไหน ๆ