รับแอปรับแอป

จากเทรนด์แต่งหน้า "สุวาอิ เมคุ" ถึงไทยบิวตี้บุกโลก: ทำไมแบรนด์ไทยกำลังฮอตสุดในรอบปี

อภิสิทธิ์ ศรีทอง01-30

ไทยบิวตี้มาแรง แต่งหน้าธรรมชาติแต่บุกได้ทั้งโลก

วงการความงามไทยตอนนี้ไม่ใช่แค่ “ตามกระแส” อีกต่อไป แต่กำลัง สร้างกระแสของตัวเอง ชัด ๆ

จากแบรนด์ไทยอย่าง MizuMi และ ศรีจันทร์ ที่เริ่มจากการจับใจคนไทย วันนี้กำลังไต่ระดับสู่ตลาดต่างประเทศ ด้วยจุดแข็งทั้งคุณภาพ ราคา และภาพลักษณ์ที่ทันสมัย จนกลายเป็นตัวแทนหน้าใหม่ของ Thai Beauty (T-Beauty) บนเวทีโลก

โดยเฉพาะลุคแต่งหน้าแบบไทยที่เน้นความเป็นธรรมชาติ สุขภาพผิวดี ดูเหมือนไม่ได้แต่งเยอะ แต่เป๊ะทุกจุด กำลังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้สาวต่างชาติหันมาแต่งหน้าโทน “แบบไทย ๆ” มากขึ้น

ทำไมแบรนด์ไทยถึงปังในตลาดความงาม

ผู้บริหารเชนร้านความงามรายใหญ่ในไทยสะท้อนภาพตรงกันว่า แบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทยกำลังมาแรงแบบไม่เกรงใจใคร ทั้งในเรื่องจำนวนแบรนด์ และเสียงตอบรับจากผู้บริโภค

ในตลาดเครื่องสำอางไทยตอนนี้

  • สัดส่วนสินค้า ผลิตในประเทศอยู่ที่ประมาณ 85%

  • สินค้านำเข้ามีเพียงราว 15% เท่านั้น

และจากแบรนด์ทั้งหมดที่อยู่บนชั้นวางของผู้ค้าปลีกความงามรายใหญ่ มีแบรนด์ไทยมากกว่า 500 แบรนด์ ซึ่งช่วยดันยอดขายรวมได้ถึง ครึ่งหนึ่งของทั้งพอร์ตสินค้า ตัวเลขพวกนี้คือสัญญาณชัดเจนว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองแบรนด์ไทยเป็นตัวเลือกสำรองอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น ตัวเลือกหลัก ในใจใครหลายคน

ฝั่งผู้ผลิตอย่าง MizuMi ก็ชี้ให้เห็นปัจจัยสำคัญว่า ทำไมคนไทยถึงหันมาเลือกใช้แบรนด์ไทยมากขึ้น

  • คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำธุรกิจความงาม ให้ความสำคัญกับแบรนดิ้งชัดเจน

  • ไม่ได้เน้นแค่สูตรหรือคุณภาพผลิตภัณฑ์ แต่ใส่ใจ แพ็กเกจจิ้งและการสื่อสารแบรนด์ ให้ทันสมัยเทียบชั้นอินเตอร์

  • กลยุทธ์ต่างจากผู้เล่นยุคก่อนที่อาจเน้นขายของมากกว่าเล่าเรื่องแบรนด์

พอภาพรวมออกมาดูดีตั้งแต่ “รักแรกพบ” บวกกับราคาที่เข้าถึงง่าย และการทำการตลาดที่เข้าใจผู้บริโภครุ่นใหม่ ก็ช่วยให้คนไทยเริ่มรู้สึกว่า ใช้แบรนด์ไทยแล้วเท่และมั่นใจได้จริง

นอกจากนี้ยังมีอีโคซิสเต็มที่คอยช่วยเล่าเรื่องแบรนด์ไทย ทั้งเพจและคอนเทนต์ที่พูดถึงเส้นทางสู้ฝันของผู้ประกอบการ SME ไทย ทำให้เกิดความรู้สึกภูมิใจและอยาก “สนับสนุนของไทย” มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่

ภาพรวมตอนนี้คือ ถ้าแบรนด์รักษาคุณภาพและตัวตนให้ชัด กระแสไทยบิวตี้มีสิทธิ์ไปได้อีกไกล

3 ปีข้างหน้า: หน้าต่างเวลาแห่งโอกาสทอง

ผู้ก่อตั้งแบรนด์ MizuMi มองว่า ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป จะเป็นช่วงจังหวะทองของแบรนด์ความงามไทยในการบุกตลาดต่างประเทศ

เหตุผลสำคัญคือ:

  • มีหลายแบรนด์ไทยที่ออกไปทำตลาดต่างแดนแล้ว ทำผลงานได้ดี

  • ผู้บริโภคต่างชาติเริ่มมีประสบการณ์ที่ดีต่อสินค้าไทย ทั้งเรื่อง คุณภาพกับราคาที่เกินคาด

  • เมื่อเกิดการยอมรับมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ ก็เหมือน “ประตูตลาด” เริ่มเปิดกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

ผลลัพธ์คือ แบรนด์ไทยรายใหม่ ๆ ที่อยากตามออกไปต่างประเทศ มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่ายุคก่อนมาก เพราะไม่ได้เริ่มจากศูนย์ด้านความน่าเชื่อถืออีกแล้ว

สำหรับ MizuMi เองก็เตรียมเดินเกมตามกระแสนี้อย่างจริงจัง

  • ภายในปี 2568 มีแผนบุกเพิ่มอีก 1 ประเทศ (ต่อยอดจากเวียดนามที่ทำตลาดอยู่แล้ว)

  • ปี 2569 ตั้งเป้าขยายต่ออีกอย่างน้อย 1 ประเทศ

เท่ากับว่าในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะได้เห็น ชื่อของแบรนด์ไทยโผล่บนชั้นวางในต่างประเทศมากขึ้นแน่นอน

จาก “สุวาอิ เมคุ” ถึงเทรนด์แต่งหน้าแบบไทยในสายตาญี่ปุ่น

อีกมุมที่น่าสนใจมากคือ มุมของ “ภาพลักษณ์ความงามแบบไทย” ที่เริ่มโดดเด่นขึ้นในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดความงามใหญ่ของโลก

ผู้บริหารจากแบรนด์ศรีจันทร์เล่าว่า ตอนนี้ Thai Beauty หรือ T-Beauty กำลังก้าวข้ามพรมแดนไปญี่ปุ่นอย่างสวยงาม สะท้อนผ่านกระแสแต่งหน้าที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า “สุวาอิ เมคุ” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์การแต่งหน้าแบบไทย

ดีเทลลุคนี้จะเน้นความเป็นธรรมชาติแบบที่สาย “แต่งหน้าใส ๆ” ต้องเลิฟ:

  • รองพื้นฟินิชแบบ กึ่งแมตต์ ให้ผิวดูเนียนเป๊ะ แต่ยังมีมิติผิวอยู่

  • คิ้วปัดให้ตั้งขึ้นเล็กน้อย โชว์เส้นขนคิ้วที่ดู เรียงตัวเป็นธรรมชาติ

  • เปลือกตาใช้ อายแชโดว์โทนธรรมชาติ แต่งให้ลึกแบบไม่ดุ

  • กรีดอายไลเนอร์บาง ๆ แล้วเน้น ปัดขนตาล่างให้ยาว ดูหวานแต่มีเสน่ห์

  • ปากทาลิปเนื้อ เซมิแมตต์ ได้สีชัดแต่ไม่แห้งตึง

  • ปัดแก้มเป็นทรงวงรีด้วยสีที่ให้ลุค สุขภาพผิวดีแบบไม่ถูกฝืน

ทั้งหมดนี้คือความงามที่ดูเหมือนไม่ตั้งใจ แต่จริง ๆ แล้ว คิดมาดีทุกจุด และสอดรับกับสิ่งที่คนทั้งภูมิภาคเริ่มมองหา นั่นคือความงามที่ดูเป็นธรรมชาติ เข้ากับชีวิตประจำวันได้จริง

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เป็นผลจาก:

  • ซอฟต์พาวเวอร์ไทย ทั้งภาพยนตร์และซีรีส์ที่ไปออกอากาศในหลายประเทศ

  • การทำตลาดอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ความงามไทยที่บุกไปเอง

อีกจุดที่ช่วยเสริมภาพจำให้แบรนด์ไทยน่าเชื่อถือคือ สภาพอากาศของไทย ที่มีทั้งร้อน ทั้งฝน ทำให้ผู้บริโภคต่างชาติรู้สึกว่า ถ้าเครื่องสำอางไทยเอาอยู่ในสภาพอากาศโหด ๆ แบบนี้ได้ ก็มีโอกาสใช้ได้ดีกับหลายประเทศเช่นกัน

ศรีจันทร์กับแผนบุกอาเซียน-จีน: จากแป้งในกาชาปองสู่โกลบอลแบรนด์

ฝั่งแบรนด์ ศรีจันทร์ ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสำเร็จในไทย แต่ตั้งเป้าจะยกระดับตัวเองไปสู่การเป็น โกลบอลแบรนด์เต็มตัว

กลยุทธ์หลักคือ:

  • ขยายตลาดไปยังประเทศแถบ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน

  • ใช้โมเดล จับมือพันธมิตรท้องถิ่นเป็นดิสทริบิวเตอร์

  • เลือกพาร์ตเนอร์ที่พร้อมสร้างแบรนด์ร่วมกันในระยะยาว ไม่ได้มองแค่ยอดขายระยะสั้น

ตอนนี้แต่ละประเทศอยู่ในคนละเฟสของการเจรจาและทดลองทำตลาด เพราะดีมานด์และรูปแบบการเสพสื่อของผู้บริโภคแต่ละชาติไม่เหมือนกัน แม้แต่ประเทศที่วัฒนธรรมคล้ายไทยอย่างลาว ก็ยังมีลักษณะการรับสื่อที่ต่างออกไป

สิ่งที่ศรีจันทร์ทำมาแล้วและเห็นผลชัดมีทั้งในญี่ปุ่นและลาว

ในญี่ปุ่น

  • ส่งสินค้ากลุ่ม แป้ง เข้าไปวางขายตามร้านออฟไลน์มากกว่า 2,000 ร้านทั่วประเทศ

  • บริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง BANDAI ถึงขั้นซื้อลิขสิทธิ์แป้งของศรีจันทร์จำนวน 6 แบบที่ขายในญี่ปุ่น เพื่อนำไปทำเป็น กาชาปอง

นี่คือภาพของแบรนด์ความงามไทยที่ไม่ได้อยู่แค่บนชั้นเครื่องสำอาง แต่ไปโผล่ในโลกของของเล่นสะสมและวัฒนธรรมป๊อปด้วย

ในลาว

ตลาดลาวกลายเป็นอีกหนึ่งเคสที่น่าจับตา เพราะตั้งแต่ปี 2564-2567 ยอดขายของศรีจันทร์

  • เติบโตเฉลี่ย 112.5% ต่อปี

หมวดสินค้าที่คนลาวชื่นชอบเป็นพิเศษ ได้แก่

  • กลุ่มสกินแคร์ เช่น Moisture Burst Series

  • ผลิตภัณฑ์กันแดด

  • แป้งฝุ่นและรองพื้น

เบื้องหลังความสำเร็จมาจากการ สร้างการรับรู้แบบลงพื้นที่จริง ผ่านการสนับสนุนกิจกรรมระดับประเทศ เช่น การประกวดนางงามและงานแฟชั่นต่าง ๆ รวมถึงการใช้ Local Brand Presenter อย่างอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของลาวมาช่วยสื่อสารกับผู้บริโภคในแบบที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้จริง

Thai Beauty ยุคใหม่: สวยธรรมชาติ แต่เกมการตลาดไม่ธรรมดา

เมื่อเอาทุกมุมมาต่อภาพเข้าด้วยกัน จะเห็นชัดว่า ยุคนี้คือช่วงเวลาทองของไทยบิวตี้จริง ๆ

จุดร่วมของแบรนด์ไทยที่กำลังโตคือ

  • ดึงจุดแข็งเรื่อง ลุคสวยแบบธรรมชาติ ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

  • ผูกกับความน่าเชื่อถือด้านคุณภาพที่ผ่านการพิสูจน์ว่า “ของไทยก็ทำได้ดีไม่แพ้ใคร”

  • ใช้พลังซอฟต์พาวเวอร์ หนัง ซีรีส์ และวัฒนธรรมป๊อปช่วยปูพื้นภาพจำให้ต่างชาติมองไทยในมุมใหม่

และที่สำคัญคือ การวางกลยุทธ์ไปต่างประเทศแบบจริงจัง ไม่ใช่แค่ส่งของไปวางขาย แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของโชคชะตาอีกต่อไป แต่เป็นการ สร้างแบรนด์ สร้างเรื่องราว สร้างตัวตนให้ชัด บนเวทีโลก

ในวันที่เทรนด์แต่งหน้าแบบธรรมชาติและสไตล์แบบไทย ๆ กำลังถูกมองว่า “น่าสนใจ” ในสายตาต่างชาติ แบรนด์ไทยที่อ่านเกมออกและขยับทันย่อมมีแต้มต่ออย่างมาก

ใครที่อินกับการแต่งหน้าโทนสุภาพ ผิวสวย คิ้วฟูธรรมชาติ ปากและแก้มดูสุขภาพดี มีโอกาสสูงมากที่อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมกอัปโปรดในกระเป๋าของเรา จะเป็นแบรนด์ไทยที่ขายอยู่ทั่วโลก เลยก็ได้