รับแอปรับแอป

สุรพล โทณะวณิก: ครูเพลงอัจฉริยะผู้พา “ลูกกรุง” ข้ามสะพานสู่ยุคสตริง

ปริญญา ทองคำ02-02

เด็กยกฉากตัวเล็ก กับนางเอกผู้แบ่งข้าวให้

ในสายตาคนทั้งประเทศ เรารู้จัก “สุรพล โทณะวณิก” ในฐานะครูเพลงระดับตำนาน แต่ในความทรงจำลึกๆ ของเขาเอง เขาเคยเป็นแค่ เด็กลูกมือ ในโรงละคร เป็นคนเขียนฉาก ยกฉาก ขายสูจิบัตร คอยวิ่งวุ่นอยู่เบื้องหลัง

ในขณะที่เขายังเป็นเพียงตัวประกอบคนหนึ่ง เธอ กลับเป็นนางเอกละครแถวหน้า นักร้องสาวเสียงดี เทคนิคเฉียบ มีชีวิตชีวา คนดูรัก คนในวงการก็เอ็นดู เธอโด่งดังอย่างมากในยุคนั้น

ช่วงเวลาที่เขายากจน อดมื้อกินมื้อ ต้องอยู่หลังโรงละครเพื่อรอเล่นรอบค่ำ เธอแบ่งข้าวเย็นที่แม่เธอห่อมาให้ ให้เขาได้นั่งกินแก้หิว เขาไม่เคยลืมบุญคุณครั้งนั้นเลย

ต่อมา เมื่อเธอกลายเป็นนักร้องชื่อดัง แผ่นเสียงขายดีเพราะความสามารถของเธอเอง เขาจึงตั้งใจแน่วแน่ว่า “สักวันจะเป็นนักแต่งเพลงให้ได้ และอยากให้เธอร้องเพลงของเรา”

สุดท้ายความฝันก็เป็นจริง เธอร้องเพลงที่เขาแต่งให้หลายเพลง แถมยัง ยกค่าร้องให้เขา ในวันที่เขายังไม่มีบ้านอยู่ รายได้ไม่แน่นอน ชีวิตเร่ร่อน เพลงของเขาโด่งดังขึ้นส่วนหนึ่งก็เพราะน้ำใจของเธอ

สุรพล โทณะวณิก: ครูเพลงที่เชื่อม “ลูกกรุง – สตริง” เข้าหากัน

ชื่อของ “สุรพล โทณะวณิก” ถูกพูดถึงเสมอเมื่อต้องเอ่ยถึงยุคทองของ เพลงลูกกรุง และการก้าวสู่ยุคเฟื่องฟูของ เพลงสตริงไทย

เขาเคยเขียนถึง “สวลี ผกาพันธุ์” ไว้อย่างลึกซึ้งในบทความ “ขอฝากหัวใจไว้ในตัวหนังสือแด่คุณ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นความอ่อนไหวและความผูกพันต่อคนทำงานเพลงร่วมยุคเดียวกัน

สุรพล ไม่ได้เป็นเพียงนักแต่งเพลง เขาคือ “ครูเพลงอัจฉริยะ” ผู้สร้างสะพานเชื่อมจากยุคของ เพลงลูกกรุงแบบสุทราภรณ์ มาสู่ยุค เพลงสตริงคอมโบ้ หรือที่เรียกกันว่า เพลงไทยสากลร่วมสมัย

เขาอยู่ในแทบทุกยุคของเพลงไทย:

  • ยุค สุนทราภรณ์ และ ลูกกรุงรุ่งเรือง

  • ยุคของวง ดิ อิม หรือ The Impossible

  • ยุคเปลี่ยนผ่านสู่เพลงสตริงเต็มตัว

และในทุกยุค เขามีเพลงดังของตัวเองประดับอยู่เสมอ

จาก “แม่เนื้ออุ่น” ถึง “ใครหนอ”: เพลงที่กลายเป็นความทรงจำของทั้งประเทศ

ผลงานของ สุรพล โทณะวณิก ไม่ได้มีแค่ “เยอะ” แต่คือ จำนวนมหาศาล และเต็มไปด้วยเพลงที่กลายเป็นอมตะ

ในสาย เพลงลูกกรุง เราคุ้นหูเพลงเหล่านี้เป็นอย่างดี:

  • “แม่เนื้ออุ่น”

  • “ยามรัก”

  • “ลมรัก”

  • “เก็บรัก”

  • “พิษรัก”

  • “รอ”

  • “หนาวเนื้อ”

  • “โอ้รัก” (เวอร์ชัน The Impossible)

  • “บาดหัวใจ”

  • “ฟ้ามิอาจกั้น”

  • “หากฉันขาดเธอ”

  • “ในโลกแห่งความฝัน”

  • “ภาษาใจ”

  • “บัวน้อยคอยรัก” (สุเทพ วงศ์กำแหง)

  • และอีกบทเพลงที่ถูกพูดถึงเสมอ คือ “จูบ”

ยุคคาบเกี่ยวระหว่าง “สุนทราภรณ์ – ลูกกรุง – สตริง” ก็ยังมีเพลงที่สะท้อนบรรยากาศยุคนั้น เช่น:

  • “ท่าเตียน”

  • “กลัวทำไมจน”

  • “แตกดังโพละ”

ส่วนในยุค สตริงคอมโบ้ / เพลงไทยสากลร่วมสมัย เขาก็ยังยืนหนึ่งด้วยเพลงดังมากมาย เช่น:

  • “รักไม่รู้ดับ”

  • “ยอม”

  • “คู่รัก”

  • “อยากลืมกลับจำ”

  • “ชอบไปหมด”

  • “กลับมาแล้ว”

  • “โอ้รัก” (เวอร์ชันวงคีรีบูน)

  • “ปะป๊ามาม้า”

  • “ถามเจ๊” (วงฟอร์เอฟเวอร์)

  • “บัวน้อยคอยรัก” (เวอร์ชันแกรนด์เอ็กซ์)

  • “อร่อยไปเลย” (ใช้นามปากกา “อารี อุไร” ในการเขียนคำร้อง)

  • และโดยเฉพาะ “ใครหนอ” ที่กลายเป็นเพลงอมตะตลอดกาล

“ใครหนอ” ไม่เพียงดัง แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ชื่อ สุรพล โทณะวณิก พุ่งถึงจุดสูงสุดของชีวิตการทำงานเพลง

มือหนึ่งแห่งวงการ “เพลงประกอบภาพยนตร์”

นอกจากเพลงลูกกรุงและสตริงแล้ว อีกหนึ่งสนามที่ สุรพล ยืนเด่นคือ เพลงประกอบภาพยนตร์

เขาถือเป็น “มือหนึ่ง” ด้านนี้อย่างแท้จริง มีผลงานเพลงประกอบหนังมากกว่า 70 เพลง จากภาพยนตร์กว่า 70 เรื่อง ซึ่งแผ่ยาวตั้งแต่ยุคขาวดำ จนถึงช่วงหนังไทยเฟื่องฟู

รายชื่อภาพยนตร์ที่มีเพลงประกอบจากปลายปากกาเขา มีตั้งแต่ยุคปี 2490–2520 เช่น:

  • สามรักในปารีส (2499)

  • ไฟชีวิต (2499)

  • สุดหล้าฟ้าเขียว (2499)

  • ดาวประดับใจ (2500)

  • ยอดเยาวมาลย์ (2500)

  • เปียดื้อ (2500)

  • ม่วยจ๋า (2501)

  • โม่งแดง (2501)

  • เห่าดง (2501)

  • เลือดทาแผ่นดิน (2502)

ต่อเนื่องมาจนถึงยุคหนังบู๊ หนังรัก หนังครอบครัว เช่น:

  • ดวงใจที่รัก (2502)

  • สี่คิงส์ (2502)

  • แม่ (2502)

  • รอยเสือ (2502)

  • คนองปืน (2502)

  • น้ำตาทมิฬ (2503)

  • เสือเฒ่า (2503)

  • พสุธาที่ข้ารัก (2504)

  • อีก้อย (2504)

  • เสือเก่า (2506)

และยังมีงานร่วมกับภาพยนตร์ต่างประเทศ เช่น “มือเสือ” (ภาพยนตร์ประเทศเยอรมนี, 2506) รวมถึง “โอ้รัก” ในภาพยนตร์ประเทศอินโดนีเซีย (2515)

รายชื่อหนังที่เขาฝากรอยมือทางดนตรีไว้ยาวเหยียด ไล่ตั้งแต่:

  • วันปืน, เลือดแค้น, ราชสีห์กรุง, ชายชาตรี, จอมใจ, เดือนร้าว, เงิน เงิน เงิน, เพชรตัดเพชร, คนเหนือคน

  • แมวไทย, เจ้าหญิง, เมืองแม่หม้าย, แก้วสารพัดนึก, ดวง, รักกันหนอ, คนใจบอด, วิมานสลัม, วิวาห์พาฝัน, ไอ้แกละเพื่อนรัก

  • ตามรักตามล่า, เจ้าลอย, ระเริงชล, 2 สิงห์ 2 แผ่นดิน, เขาชื่อกานต์, ทอง, ท่าเตียน, เทพธิดาโรงแรม, คืนนี้ไม่มีพระจันทร์

  • โซ่เกียรติยศ, ฝ้ายแกมแพร, เผ็ด, หัวใจราชสีห์, แซ่บ, ขุนศึก, สันดานชาย, เสาร์ 5, หงส์ทอง, ถล่มมาเฟีย

  • เทพบุตรต๊ะติ๊งโหน่ง, รักเต็มเปา, สิงห์สะเปรอะ, โตไม่โตซัดดะ, เท่งป๊ะต๊ะติ๊งโหน่ง, นักรักรุ่นกะเตาะ, คลื่นเสน่หา, ผ่าปืน, แม่แตงร่มใบ, ชมพู่แก้มแหม่ม

กว่า 70 เรื่อง คือภาพสะท้อนว่า เขาไม่ใช่แค่นักแต่งเพลง แต่คือคนที่เข้าใจอารมณ์ของตัวละครและเรื่องราวบนจอภาพยนตร์อย่างแท้จริง

ชีวิตเร่ร่อนของเด็กชายที่ชื่อ “สุรพล”

สุรพล โทณะวณิก เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2469 ที่กรุงเทพฯ เป็นบุตรของขุนประทนต์คดี (หลี โทณะวณิก) และนางน้อย โทณะวณิก

มารดาของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุเพียง 6 ขวบ ชีวิตวัยเด็กจึงเต็มไปด้วยความเร่ร่อน ใช้ชีวิตแถวเชิงสะพานพุทธฝั่งธนบุรี ก่อนจะพเนจรไปอีกหลายจังหวัด

เพลงแรกที่เขาประพันธ์ คือ เพลงรำโทน ตอนอายุราว 13 ปี หลังจากนั้นเขาติดตาม พระครูคุณรสศิริขันธ์ เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ ไปอยู่ที่สุรินทร์จนเรียนจบชั้น ม.3

ต่อมา เขาย้ายไปอยู่จังหวัดนครราชสีมา แล้วจึงกลับมากรุงเทพฯ และเริ่มเข้าสู่เส้นทาง นักประพันธ์เพลง อย่างจริงจังตอนอายุเพียง 14 ปี

ช่วงแรก เขาใช้นามปากกาในการแต่งเพลง เพราะตั้งใจจะเป็นนักเขียนเรื่องสั้น หรือนักเขียนอาชีพ มากกว่าจะเป็นนักแต่งเพลง

แต่เมื่อเพลงที่ใช้นามแฝงเริ่มโด่งดังทีละเพลง ชื่อของเขาจึงค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น จนในที่สุด เขาตัดสินใจใช้ชื่อจริง “สุรพล โทณะวณิก” ในการทำงาน และหลังจากนั้น ชีวิตการประพันธ์ก็ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

จากโรงละครเวิ้งนาครเขษม สู่โลกหนังสือพิมพ์ และแผ่นเสียง

พ.ศ. 2492 สุรพล ไปสมัครงานที่ โรงละครเวิ้งนาครเขษม ทำให้เขาได้รู้จักครูเพลง นักดนตรี และนักแสดงชื่อดังมากมาย

ในเส้นทางสายเขียน เขาได้ร่วมงานกับ สุวัฒน์ วรดิลก และ ศักดิ์เกษม หุตาคม เขียนเรื่องสั้นให้กับหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับ เช่น “เพลินจิต” “แสนสุข” “วันอาทิตย์” “ชาวกรุง”

เขาเคยเป็นทั้ง นักข่าวอาชญากรรม และ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ก่อนที่เส้นทางดนตรีจะเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

เขาเริ่ม แต่งเพลงบันทึกแผ่นเสียงครั้งแรก ราวปี พ.ศ. 2495 ได้แก่:

  • “ใครขโมยกางเกง” ขับร้องโดย วิเชียร ภู่โชติ

  • “ใครขโมยกระโปรง” ขับร้องโดย ประชุม พุ่มศิริ

แม้ชื่อเพลงจะฟังดูล้อเล่น แต่เบื้องหลังคือการทดลองและฝึกฝีมือที่จริงจังของนักแต่งเพลงคนหนึ่ง ที่กำลังหาทางของตัวเองในวงการ

เคล็ดลับการแต่งเพลง: ราวตากผ้าที่เต็มไปด้วยเนื้อเพลงดัง

วิธีเรียนรู้การแต่งเพลงของ สุรพล โทณะวณิก ไม่ได้หรูหรา แต่โหดมากและจริงจังสุดๆ

เขาจะหา เนื้อเพลงที่กำลังโด่งดัง มาแขวนไว้ที่ราวตากผ้าในห้องนอน แล้วนั่งวิเคราะห์ทีละเพลง ทีละท่อน

เขาแยกดูทีละจุดว่า:

  • ตรงไหนคือจุดดี

  • ท่อนใดคือจุดเด่น

  • อะไรคือ “จุดดัง” ที่ทำให้คนจำได้

  • วลีไหนจับใจคนฟัง

  • เนื้อเพลงกำลังพูดกับสังคมในช่วงเวลานั้นอย่างไร

  • ภาษาที่ใช้มีเสน่ห์แบบไหน

เขาทำแบบนี้อยู่เรื่อยๆ จนมองเห็น “ภาพรวม” ของเพลงแต่ละเพลง ว่า ดังเพราะอะไร และนั่นกลายเป็นวิชาที่เขาใช้ต่อเนื่องตลอดชีวิตการทำเพลง

ครั้งหนึ่ง ตอนที่เขายืนรอรถราง ได้ยินเสียงเพลงลอดมาจากห้องแถวริมถนน คนที่ยืนรออยู่ด้วยกันพูดขึ้นว่า

“เพลงนี้เพราะ คนแต่งเข้าใจเขียน”

ในใจของเขารู้ดีว่า เพลงนั้นตัวเองเป็นคนแต่ง แต่ใช้นามแฝง

คำชมจากคนแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่าเขาคือใคร กลายเป็นแรงกระตุ้นสำคัญ ที่ทำให้เขามั่นใจว่า “เรานี่แหละ เป็นนักแต่งเพลงได้จริงๆ”

จากนั้นเขาศึกษาเพลงจากนักแต่งเพลงร่วมยุค เช่น ชาลี อินทรวิจิตร, สไล ไกรเลิศ, ชลธี ธารทอง, ป.ชื่นประโยชน์ และถือ ม.จ.จักรพันธ์ เพ็ญศิริ เป็นครูคนสำคัญด้านการแต่งเพลง

ศิลปินหลายบทบาทในคนคนเดียว

ชีวิตของ สุรพล โทณะวณิก ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “นักแต่งเพลง” เท่านั้น เขายังทำหลายอย่างควบคู่กันไปอย่างน่าทึ่ง

เขาเป็นทั้ง:

  • นักประพันธ์เพลงไทยสากล และเพลงแปลง

  • นักเขียนเรื่องสั้น

  • นักข่าว และนักหนังสือพิมพ์

  • ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์

  • ผู้กำกับภาพยนตร์

  • นักแสดงภาพยนตร์

  • ศิลปินเพลง

แต่ผลงานที่ทำให้คนทั้งประเทศจดจำ คือ เพลงที่เขาแต่ง

เขามีเพลงที่สร้างชื่อเสียงอย่างมาก ได้แก่:

  • “ใครหนอ” – เพลงที่กลายเป็นอมตะ

  • “ยามรัก” – ที่แต่งร่วมกับ เอื้อ สุนทรสนาน (สุนทราภรณ์) และได้รับความนิยมสูงสุด

ตลอดชีวิตการทำงาน เขาแต่งเพลงไปกว่า 700 เพลง

หลังจากที่ “ใครหนอ” ดังจนกลายเป็นเพลงระดับตำนาน ช่วงเวลานั้นถือเป็นยุคที่ สุรพล เฟื่องฟูที่สุด มีเพลงออกสู่ตลาดในหลายรูปแบบ และส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ ได้รับความนิยมสูงมาก

รายได้จากการแต่งเพลงก็เติบโตสวนทางกับวันที่เคยอดอยาก:

  • จากค่าตัวเพลงละ 100 บาท

  • เพิ่มเป็น 1,000 บาท

  • ก่อนจะกลายเป็น 10,000 บาทต่อเพลง ในยุคที่ชื่อของเขาคือการันตีคุณภาพ

เพลงที่สร้างรายได้สูงสุดให้เขาคือ “ลมรัก” ซึ่งทำเงินรวมแล้วถึง 10,000,000 บาท เลยทีเดียว

บทสุดท้ายของครูเพลงผู้เชื่อมรุ่น

แม้กาลเวลาจะพาโลกดนตรีเปลี่ยนรูปแบบไปไกลเพียงใด แต่ชื่อของ “สุรพล โทณะวณิก” ยังคงอยู่ในประวัติศาสตร์เพลงไทยอย่างมั่นคง

เขาจากไปเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568 รวมอายุ 99 ปี

แต่ทุกครั้งที่เพลงอย่าง “ยามรัก” “ใครหนอ” “ลมรัก” “ภาษาใจ” หรือเพลงประกอบภาพยนตร์ในยุคคลาสสิกดังขึ้นมา ชื่อของเขาก็จะกลับมาอยู่ในใจเราอีกครั้งเสมอ

สุรพล โทณะวณิก จึงไม่ได้เป็นเพียงครูเพลงผู้ยิ่งใหญ่ แต่คือ รอยต่อระหว่างยุค ที่ทำให้ “ลูกกรุง” เดินข้ามสะพานมาสู่ “สตริง” อย่างงดงาม และยังทิ้งเสียงของหัวใจไว้ในแผ่นเสียงให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ฟังไม่รู้จบ