เข้าใจสะเก็ดเงินให้เคลียร์ ก่อนเริ่มดูแลตัวเอง
โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) แม้จะไม่ใช่โรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่สร้างทั้งความไม่สบายตัวและความกังวลใจให้คนเป็นได้มากทีเดียว ทั้งผิวลอกเป็นขุย คัน แดง หนา เป็นปื้น จนหลายคนหมดความมั่นใจไปเลยก็มี
แต่ในยุคนี้ข่าวดีคือ สะเก็ดเงินมีวิธีดูแลและรักษาได้หลายแนวทาง ตั้งแต่การใช้ยา การฉายแสง ไปจนถึงการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี หากเข้าใจโรคให้มากขึ้นและเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ ผิวก็จะค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนผิวปกติแบบไม่ต้องอึดอัด
สะเก็ดเงินคืออะไร? ทำไมผิวถึงลอกหนาเป็นแผ่น
โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของ ระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ผิวเร่งสร้างเซลล์ใหม่เร็วกว่าปกติ แทนที่ผิวจะผลัดทุกประมาณ 28 วัน กลับถูกเร่งให้เหลือแค่ราว ๆ 3–7 วันเท่านั้น
ผลก็คือเซลล์ผิวที่ตายแล้วสะสมเป็นแผ่นหนา แข็ง ขาว เป็นขุย มีปื้นแดงและสะเก็ดเกาะอยู่ ถึงแม้จะไม่ใช่โรคที่ทำให้เสียชีวิต แต่ถ้าไม่ใส่ใจดูแลตั้งแต่ต้นเหตุ ก็อาจต้องอยู่กับอาการนี้ไปแบบเรื้อรังยาว ๆ ได้เลย
สังเกตอาการให้ทัน เช็กให้ชัวร์ว่าใช่สะเก็ดเงินไหม
อาการของสะเก็ดเงินส่วนใหญ่ค่อนข้างสังเกตได้ไม่ยาก บางคนเริ่มจากผื่นเล็ก ๆ เฉพาะที่ แต่ถ้าเจอปัจจัยกระตุ้นก็สามารถลุกลามเป็นวงกว้างได้เหมือนกัน
ลักษณะเด่นของโรคสะเก็ดเงิน
ผื่นแดง มีสะเก็ดหนาเป็นแผ่น
มักขึ้นที่หนังศีรษะ ข้อศอก หัวเข่า หลัง หรือบริเวณที่มีการเสียดสี
อาจมีอาการคัน เจ็บ แสบ หรือผิวแตกจนมีเลือดออก
แบ่งออกได้หลายชนิด เช่น สะเก็ดเงินชนิดคราบจุลินทรีย์ (Plaque Psoriasis), Guttate, Pustular เป็นต้น
ถ้าเริ่มมีอาการผื่นแดงเป็นปื้น มีสะเก็ดหนาเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อตรวจให้แน่ใจว่าใช่สะเก็ดเงินหรือไม่
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง ทำไมสะเก็ดเงินถึงกำเริบบ่อย

ต้นเหตุหลักของสะเก็ดเงินมาจากความผิดปกติของ ระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานแรงเกินไป จนหันมาทำร้ายเซลล์ผิวหนังของเราเอง แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นหรือทำให้อาการกำเริบง่ายขึ้น เช่น
พันธุกรรม
ถ้าในครอบครัวมีคนเป็นสะเก็ดเงินอยู่ก่อน โอกาสที่ลูกหลานจะเป็นก็จะสูงกว่าคนทั่วไป แม้จะไม่ได้ถ่ายทอดตรง ๆ แต่พันธุกรรมสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันของเราไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น
ความเครียดสะสม
หลายคนจะสังเกตได้เลยว่า ช่วงที่เครียด พักผ่อนน้อย หรือเจอแรงกดดัน อาการสะเก็ดเงินจะปะทุง่ายขึ้น เพราะความเครียดส่งผลโดยตรงต่อทั้งฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันของร่างกาย
แอลกอฮอล์และบุหรี่
ทั้งการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ถือเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ทำให้ภูมิคุ้มกันแปรปรวนมากขึ้น แถมยังทำให้การตอบสนองต่อการรักษาไม่ดีเท่าที่ควรอีกด้วย
การติดเชื้อและยาบางชนิด
การติดเชื้อเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างหวัด คออักเสบ หรือการติดเชื้อผิวหนัง ก็สามารถกระตุ้นให้สะเก็ดเงินกำเริบได้ เพราะภูมิคุ้มกันจะทำงานหนักและมากเกินไป
ยาบางกลุ่ม เช่น ยาลิเทียม ยาต้านมาลาเรีย หรือยาลดความดันบางชนิด ก็อาจทำให้อาการแย่ลงได้เช่นกัน หากมีโรคประจำตัวที่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งเพื่อช่วยเลือกยาที่ปลอดภัยกับผิวที่สุด
การวินิจฉัยสะเก็ดเงิน รู้ให้ชัดว่าใช่โรคนี้จริงหรือเปล่า

1. ตรวจร่างกายโดยแพทย์ผิวหนัง
แพทย์มักตรวจด้วยตาเปล่าเป็นหลัก เพราะผื่นสะเก็ดเงินมีลักษณะค่อนข้างเฉพาะตัว ทั้งสีแดง ขอบชัด และมีสะเก็ดขาวเงินปกคลุมอยู่ด้านบน
2. ซักประวัติครอบครัว
แพทย์จะสอบถามเพิ่มเติมว่ามีสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นสะเก็ดเงินหรือไม่ เพื่อประเมินเรื่องพันธุกรรมและแนวโน้มการเป็นโรค
3. ตัดชิ้นเนื้อผิวหนังตรวจในแล็บ
ถ้าลักษณะผื่นยังดูไม่ชัด หรือคล้ายโรคผิวหนังอื่น แพทย์อาจตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ จากผิวส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันว่าเป็นสะเก็ดเงินจริง ๆ ไม่สับสนกับโรคอื่น
ใครคือหมอที่ดูแลสะเก็ดเงิน
ผู้เชี่ยวชาญหลักที่ดูแลโรคนี้คือ แพทย์ผิวหนัง เพราะเป็นโรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันและแสดงออกทางผิวโดยตรง
แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการข้ออักเสบร่วมด้วย เช่น ภาวะข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic Arthritis) ก็อาจต้องพบแพทย์โรคข้อหรือแพทย์รูมาติสซึ่ม (Rheumatologist) ร่วมด้วย เพื่อจัดการทั้งผิวและข้อไปพร้อมกัน
แนวทางการรักษาและดูแลสะเก็ดเงินแบบองค์รวม
การรักษาสะเก็ดเงินมักใช้หลายวิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ตำแหน่งที่เป็น และการตอบสนองของแต่ละคน
1. ยาทาภายนอก
เหมาะกับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง เป็นเฉพาะบริเวณเล็ก ๆ หรือเริ่มเป็นใหม่ ๆ ยาที่ใช้บ่อย เช่น
คอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดทา: ช่วยลดการอักเสบและอาการคัน
แคลซิโปตรอคอล: ช่วยชะลอการสร้างเซลล์ผิวที่มากผิดปกติ
ยาทากลุ่มน้ำมันดิน (Coal tar): ลดการลอกและความหนาของผิว
ยาทากรดวิตามินเอ (Tazarotene): ช่วยควบคุมการสร้างเซลล์ผิว อาจใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้ร่วมกับยาอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
2. ยารับประทานและยากลุ่มชีวภาพ
เหมาะกับผู้ที่เป็นสะเก็ดเงินระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือมีผื่นหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย
ยารับประทาน: เช่น เมโธเทรกเซท (Methotrexate), ไซโคลสปอริน (Cyclosporine), อะซิเตรติน (Acitretin) ใช้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อยาทา ยากลุ่มนี้ควบคุมการทำงานของภูมิคุ้มกัน แต่ต้องตรวจเลือดและเช็กตับ ไต อย่างใกล้ชิด
ยากลุ่มชีวภาพ (Biologics): เช่น Adalimumab, Etanercept, Ustekinumab, Secukinumab เป็นยาที่ออกฤทธิ์ตรงจุดต่อระบบภูมิคุ้มกัน ใช้ในผู้ป่วยที่อาการรุนแรงหรือมีข้ออักเสบร่วมด้วย ราคาค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด
3. การฉายแสง (Phototherapy)
เหมาะสำหรับคนที่ไม่ตอบสนองต่อยาทา หรือมีผื่นหลายตำแหน่ง การรักษาด้วยแสงต้องทำในสถานพยาบาล และควบคุมโดยแพทย์เท่านั้น
รังสี UVB แคบสเปกตรัม (Narrowband UVB): ช่วยลดการอักเสบและชะลอการแบ่งตัวของเซลล์ผิว
PUVA (Psoralen + UVA): เป็นการใช้ยาร่วมกับการฉายแสง ต้องระวังผลข้างเคียงระยะยาว เช่น ความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง
4. การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน
การปรับพฤติกรรมถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากในทุกระดับความรุนแรงของสะเก็ดเงิน เพราะช่วยให้ผิวสงบและลดโอกาสกำเริบได้ดี
หลีกเลี่ยงการเกาแรง ๆ เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ผื่นลุกลาม
จัดการความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ดีต่อทั้งผิวและสภาพจิตใจ
งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพื่อไม่ให้ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติและลดการอักเสบของผิว
ใช้ครีมบำรุงผิวเติมความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดผิวแห้งลอกและเสริมเกราะป้องกันผิวในระยะยาว
สังเกตว่ามีอาหารหรือพฤติกรรมอะไรที่ทำให้ผื่นกำเริบ แล้วจดจำและหลีกเลี่ยงเท่าที่ทำได้
สะเก็ดเงินรักษาหายขาดไหม?
ปัจจุบันวงการแพทย์ยัง ไม่มีวิธีรักษาสะเก็ดเงินให้หายขาดถาวร เพราะโรคนี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน แต่สามารถควบคุมให้โรคสงบได้นาน ผื่นจางลง ใช้ชีวิตได้เกือบปกติ
สิ่งสำคัญคือการรักษาอย่างต่อเนื่อง ดูแลผิวให้ถูกวิธี เลี่ยงปัจจัยกระตุ้น และไม่ปล่อยให้ตัวเองเครียดจนเกินไป เพราะความเครียดก็เป็นอีกตัวช่วยจุดชนวนอาการได้เหมือนกัน
คำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับสะเก็ดเงิน
1. สะเก็ดเงินติดต่อกันได้ไหม?
สะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่แพร่ผ่านการสัมผัส เลือด น้ำลาย หรือการใช้ของร่วมกันกับผู้อื่น ดังนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องการอยู่ใกล้ชิดคนรอบตัว
2. สะเก็ดเงิน เป็นแล้วจะหายเองได้หรือเปล่า?
สะเก็ดเงินจัดเป็นโรคเรื้อรัง ไม่หายเองโดยธรรมชาติ แต่เราสามารถควบคุมไม่ให้อาการกำเริบรุนแรงได้ หากได้รับการรักษาที่เหมาะสมและดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง
3. ตอนเป็นสะเก็ดเงิน มีอะไรที่ห้ามกินไหม?
จริง ๆ แล้วไม่มีอาหารที่ “ห้าม” แบบตายตัว แต่มีบางกลุ่มที่อาจทำให้อาการกำเริบง่ายขึ้น เช่น
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
อาหารทอดหรืออาหารที่มันจัด
อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
ถ้ารู้สึกว่ากินอะไรแล้วผื่นขึ้นง่าย ก็ลองเลี่ยงและสังเกตอาการดูเป็นราย ๆ ไป
สรุป: สะเก็ดเงินไม่ใช่จุดจบของผิวสวย
แม้สะเก็ดเงินจะยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดในตอนนี้ แต่ด้วยการรักษาที่ถูกต้องร่วมกับการปรับพฤติกรรม เราสามารถควบคุมอาการให้อยู่ในระดับที่ ไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาตามแพทย์สั่ง การเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น หรือการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจอย่างสมดุล สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรักษาคือ อย่าปล่อยให้โรคนี้มาทำลายความมั่นใจของตัวเอง
เมื่อมีความรู้ ความเข้าใจ และกำลังใจที่ดี คุณก็สามารถอยู่กับโรคสะเก็ดเงินได้อย่างสงบ ผิวดีขึ้นได้จริง และใช้ชีวิตแบบมั่นใจได้ทุกวัน

