รับแอปรับแอป

เปิดเคล็ดลับรับมือสะเก็ดเงินแบบครบวงจร ผิวนุ่มขึ้น คันน้อยลง ใช้ชีวิตได้แบบไม่ต้องคอยกังวล

นรินทร์ ชัยกิจ01-31

เข้าใจสะเก็ดเงินให้เคลียร์ ก่อนเริ่มดูแลตัวเอง

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) แม้จะไม่ใช่โรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่สร้างทั้งความไม่สบายตัวและความกังวลใจให้คนเป็นได้มากทีเดียว ทั้งผิวลอกเป็นขุย คัน แดง หนา เป็นปื้น จนหลายคนหมดความมั่นใจไปเลยก็มี

แต่ในยุคนี้ข่าวดีคือ สะเก็ดเงินมีวิธีดูแลและรักษาได้หลายแนวทาง ตั้งแต่การใช้ยา การฉายแสง ไปจนถึงการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี หากเข้าใจโรคให้มากขึ้นและเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ ผิวก็จะค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนผิวปกติแบบไม่ต้องอึดอัด

สะเก็ดเงินคืออะไร? ทำไมผิวถึงลอกหนาเป็นแผ่น

โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของ ระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ผิวเร่งสร้างเซลล์ใหม่เร็วกว่าปกติ แทนที่ผิวจะผลัดทุกประมาณ 28 วัน กลับถูกเร่งให้เหลือแค่ราว ๆ 3–7 วันเท่านั้น

ผลก็คือเซลล์ผิวที่ตายแล้วสะสมเป็นแผ่นหนา แข็ง ขาว เป็นขุย มีปื้นแดงและสะเก็ดเกาะอยู่ ถึงแม้จะไม่ใช่โรคที่ทำให้เสียชีวิต แต่ถ้าไม่ใส่ใจดูแลตั้งแต่ต้นเหตุ ก็อาจต้องอยู่กับอาการนี้ไปแบบเรื้อรังยาว ๆ ได้เลย

สังเกตอาการให้ทัน เช็กให้ชัวร์ว่าใช่สะเก็ดเงินไหม

อาการของสะเก็ดเงินส่วนใหญ่ค่อนข้างสังเกตได้ไม่ยาก บางคนเริ่มจากผื่นเล็ก ๆ เฉพาะที่ แต่ถ้าเจอปัจจัยกระตุ้นก็สามารถลุกลามเป็นวงกว้างได้เหมือนกัน

ลักษณะเด่นของโรคสะเก็ดเงิน

  • ผื่นแดง มีสะเก็ดหนาเป็นแผ่น

  • มักขึ้นที่หนังศีรษะ ข้อศอก หัวเข่า หลัง หรือบริเวณที่มีการเสียดสี

  • อาจมีอาการคัน เจ็บ แสบ หรือผิวแตกจนมีเลือดออก

  • แบ่งออกได้หลายชนิด เช่น สะเก็ดเงินชนิดคราบจุลินทรีย์ (Plaque Psoriasis), Guttate, Pustular เป็นต้น

ถ้าเริ่มมีอาการผื่นแดงเป็นปื้น มีสะเก็ดหนาเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อตรวจให้แน่ใจว่าใช่สะเก็ดเงินหรือไม่

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง ทำไมสะเก็ดเงินถึงกำเริบบ่อย

ต้นเหตุหลักของสะเก็ดเงินมาจากความผิดปกติของ ระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานแรงเกินไป จนหันมาทำร้ายเซลล์ผิวหนังของเราเอง แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นหรือทำให้อาการกำเริบง่ายขึ้น เช่น

พันธุกรรม

ถ้าในครอบครัวมีคนเป็นสะเก็ดเงินอยู่ก่อน โอกาสที่ลูกหลานจะเป็นก็จะสูงกว่าคนทั่วไป แม้จะไม่ได้ถ่ายทอดตรง ๆ แต่พันธุกรรมสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันของเราไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น

ความเครียดสะสม

หลายคนจะสังเกตได้เลยว่า ช่วงที่เครียด พักผ่อนน้อย หรือเจอแรงกดดัน อาการสะเก็ดเงินจะปะทุง่ายขึ้น เพราะความเครียดส่งผลโดยตรงต่อทั้งฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันของร่างกาย

แอลกอฮอล์และบุหรี่

ทั้งการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ถือเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ทำให้ภูมิคุ้มกันแปรปรวนมากขึ้น แถมยังทำให้การตอบสนองต่อการรักษาไม่ดีเท่าที่ควรอีกด้วย

การติดเชื้อและยาบางชนิด

การติดเชื้อเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างหวัด คออักเสบ หรือการติดเชื้อผิวหนัง ก็สามารถกระตุ้นให้สะเก็ดเงินกำเริบได้ เพราะภูมิคุ้มกันจะทำงานหนักและมากเกินไป

ยาบางกลุ่ม เช่น ยาลิเทียม ยาต้านมาลาเรีย หรือยาลดความดันบางชนิด ก็อาจทำให้อาการแย่ลงได้เช่นกัน หากมีโรคประจำตัวที่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งเพื่อช่วยเลือกยาที่ปลอดภัยกับผิวที่สุด

การวินิจฉัยสะเก็ดเงิน รู้ให้ชัดว่าใช่โรคนี้จริงหรือเปล่า

1. ตรวจร่างกายโดยแพทย์ผิวหนัง

แพทย์มักตรวจด้วยตาเปล่าเป็นหลัก เพราะผื่นสะเก็ดเงินมีลักษณะค่อนข้างเฉพาะตัว ทั้งสีแดง ขอบชัด และมีสะเก็ดขาวเงินปกคลุมอยู่ด้านบน

2. ซักประวัติครอบครัว

แพทย์จะสอบถามเพิ่มเติมว่ามีสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นสะเก็ดเงินหรือไม่ เพื่อประเมินเรื่องพันธุกรรมและแนวโน้มการเป็นโรค

3. ตัดชิ้นเนื้อผิวหนังตรวจในแล็บ

ถ้าลักษณะผื่นยังดูไม่ชัด หรือคล้ายโรคผิวหนังอื่น แพทย์อาจตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ จากผิวส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันว่าเป็นสะเก็ดเงินจริง ๆ ไม่สับสนกับโรคอื่น

ใครคือหมอที่ดูแลสะเก็ดเงิน

ผู้เชี่ยวชาญหลักที่ดูแลโรคนี้คือ แพทย์ผิวหนัง เพราะเป็นโรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันและแสดงออกทางผิวโดยตรง

แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการข้ออักเสบร่วมด้วย เช่น ภาวะข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic Arthritis) ก็อาจต้องพบแพทย์โรคข้อหรือแพทย์รูมาติสซึ่ม (Rheumatologist) ร่วมด้วย เพื่อจัดการทั้งผิวและข้อไปพร้อมกัน

แนวทางการรักษาและดูแลสะเก็ดเงินแบบองค์รวม

การรักษาสะเก็ดเงินมักใช้หลายวิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ตำแหน่งที่เป็น และการตอบสนองของแต่ละคน

1. ยาทาภายนอก

เหมาะกับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง เป็นเฉพาะบริเวณเล็ก ๆ หรือเริ่มเป็นใหม่ ๆ ยาที่ใช้บ่อย เช่น

  • คอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดทา: ช่วยลดการอักเสบและอาการคัน

  • แคลซิโปตรอคอล: ช่วยชะลอการสร้างเซลล์ผิวที่มากผิดปกติ

  • ยาทากลุ่มน้ำมันดิน (Coal tar): ลดการลอกและความหนาของผิว

  • ยาทากรดวิตามินเอ (Tazarotene): ช่วยควบคุมการสร้างเซลล์ผิว อาจใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้ร่วมกับยาอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

2. ยารับประทานและยากลุ่มชีวภาพ

เหมาะกับผู้ที่เป็นสะเก็ดเงินระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือมีผื่นหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย

  • ยารับประทาน: เช่น เมโธเทรกเซท (Methotrexate), ไซโคลสปอริน (Cyclosporine), อะซิเตรติน (Acitretin) ใช้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อยาทา ยากลุ่มนี้ควบคุมการทำงานของภูมิคุ้มกัน แต่ต้องตรวจเลือดและเช็กตับ ไต อย่างใกล้ชิด

  • ยากลุ่มชีวภาพ (Biologics): เช่น Adalimumab, Etanercept, Ustekinumab, Secukinumab เป็นยาที่ออกฤทธิ์ตรงจุดต่อระบบภูมิคุ้มกัน ใช้ในผู้ป่วยที่อาการรุนแรงหรือมีข้ออักเสบร่วมด้วย ราคาค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

3. การฉายแสง (Phototherapy)

เหมาะสำหรับคนที่ไม่ตอบสนองต่อยาทา หรือมีผื่นหลายตำแหน่ง การรักษาด้วยแสงต้องทำในสถานพยาบาล และควบคุมโดยแพทย์เท่านั้น

  • รังสี UVB แคบสเปกตรัม (Narrowband UVB): ช่วยลดการอักเสบและชะลอการแบ่งตัวของเซลล์ผิว

  • PUVA (Psoralen + UVA): เป็นการใช้ยาร่วมกับการฉายแสง ต้องระวังผลข้างเคียงระยะยาว เช่น ความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง

4. การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน

การปรับพฤติกรรมถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากในทุกระดับความรุนแรงของสะเก็ดเงิน เพราะช่วยให้ผิวสงบและลดโอกาสกำเริบได้ดี

  • หลีกเลี่ยงการเกาแรง ๆ เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ผื่นลุกลาม

  • จัดการความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ดีต่อทั้งผิวและสภาพจิตใจ

  • งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพื่อไม่ให้ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติและลดการอักเสบของผิว

  • ใช้ครีมบำรุงผิวเติมความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดผิวแห้งลอกและเสริมเกราะป้องกันผิวในระยะยาว

  • สังเกตว่ามีอาหารหรือพฤติกรรมอะไรที่ทำให้ผื่นกำเริบ แล้วจดจำและหลีกเลี่ยงเท่าที่ทำได้

สะเก็ดเงินรักษาหายขาดไหม?

ปัจจุบันวงการแพทย์ยัง ไม่มีวิธีรักษาสะเก็ดเงินให้หายขาดถาวร เพราะโรคนี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน แต่สามารถควบคุมให้โรคสงบได้นาน ผื่นจางลง ใช้ชีวิตได้เกือบปกติ

สิ่งสำคัญคือการรักษาอย่างต่อเนื่อง ดูแลผิวให้ถูกวิธี เลี่ยงปัจจัยกระตุ้น และไม่ปล่อยให้ตัวเองเครียดจนเกินไป เพราะความเครียดก็เป็นอีกตัวช่วยจุดชนวนอาการได้เหมือนกัน

คำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับสะเก็ดเงิน

1. สะเก็ดเงินติดต่อกันได้ไหม?

สะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่แพร่ผ่านการสัมผัส เลือด น้ำลาย หรือการใช้ของร่วมกันกับผู้อื่น ดังนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องการอยู่ใกล้ชิดคนรอบตัว

2. สะเก็ดเงิน เป็นแล้วจะหายเองได้หรือเปล่า?

สะเก็ดเงินจัดเป็นโรคเรื้อรัง ไม่หายเองโดยธรรมชาติ แต่เราสามารถควบคุมไม่ให้อาการกำเริบรุนแรงได้ หากได้รับการรักษาที่เหมาะสมและดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง

3. ตอนเป็นสะเก็ดเงิน มีอะไรที่ห้ามกินไหม?

จริง ๆ แล้วไม่มีอาหารที่ “ห้าม” แบบตายตัว แต่มีบางกลุ่มที่อาจทำให้อาการกำเริบง่ายขึ้น เช่น

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • อาหารทอดหรืออาหารที่มันจัด

  • อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

ถ้ารู้สึกว่ากินอะไรแล้วผื่นขึ้นง่าย ก็ลองเลี่ยงและสังเกตอาการดูเป็นราย ๆ ไป

สรุป: สะเก็ดเงินไม่ใช่จุดจบของผิวสวย

แม้สะเก็ดเงินจะยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดในตอนนี้ แต่ด้วยการรักษาที่ถูกต้องร่วมกับการปรับพฤติกรรม เราสามารถควบคุมอาการให้อยู่ในระดับที่ ไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ได้เลย

ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาตามแพทย์สั่ง การเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น หรือการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจอย่างสมดุล สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรักษาคือ อย่าปล่อยให้โรคนี้มาทำลายความมั่นใจของตัวเอง

เมื่อมีความรู้ ความเข้าใจ และกำลังใจที่ดี คุณก็สามารถอยู่กับโรคสะเก็ดเงินได้อย่างสงบ ผิวดีขึ้นได้จริง และใช้ชีวิตแบบมั่นใจได้ทุกวัน