คนละครึ่งพลัส 2026 ใช้อย่างไรให้คุ้มสำหรับสายประหยัด
1. คนละครึ่งพลัส คืออะไร และต่างจากคนละครึ่งเดิมอย่างไร
โครงการ “คนละครึ่งพลัส 2568” เปิดให้ใช้สิทธิอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” โดยมีลักษณะสำคัญคือ
รัฐช่วยจ่าย 50% ประชาชนจ่ายเอง 50%
รัฐช่วยออกสูงสุด วันละ 200 บาท (ทำให้ใช้จ่ายได้สูงสุด 400 บาท/วัน ต่อคน)
ใช้ได้ทุกวันเวลา 06.00 – 23.00 น.
ผู้ยื่นภาษี ได้รับสิทธิรวม 2,400 บาท/คน
ผู้ไม่ยื่นภาษี ได้รับสิทธิรวม 2,000 บาท/คน
ผู้ได้รับสิทธิรวม 20 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ยื่นภาษี 7.93 ล้านคน และผู้ไม่ยื่นภาษี 12.07 ล้านคน โดยทุกคนต้องเริ่มใช้สิทธิครั้งแรกภายใน 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.00 น. ไม่เช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ
จุดที่ทำให้สายประหยัดควรรู้และวางแผนใช้สิทธิให้ดี คือ
วงเงินมีทั้งแบบ จำกัดต่อวัน และ วงเงินรวมทั้งโครงการ
เลือกใช้กับ ของกินของใช้จำเป็น จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประจำวันได้จริง
ใช้ได้ทั้ง หน้าร้าน และ เดลิเวอรี (ฟู้ดเดลิเวอรีใช้ได้ตั้งแต่ 7 พ.ย. – 31 ธ.ค. 2568 เวลา 06.00 – 21.00 น.)
2. วิธีเช็กว่าร้านไหนใช้คนละครึ่งพลัสได้
การใช้คนละครึ่งพลัสต้องใช้กับ ร้านที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น ซึ่งตรวจสอบได้ทั้งแบบออนไลน์และจากหน้าร้าน
2.1 เช็กผ่านแอปฯ เป๋าตัง
เข้าแอปฯ “เป๋าตัง”
เลือกสิทธิหรือแบนเนอร์โครงการ “คนละครึ่งพลัส”
กดเมนู “ค้นหาร้านค้า” หรือ “แผนที่”
ระบบจะแสดงร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในรัศมีใกล้ตัว
ในบางขั้นตอน ระบบจะเชื่อมไปยังเว็บไซต์ ถุงเงินกรุงไทย เพื่อแสดงข้อมูลร้านค้าอย่างละเอียด
2.2 เช็กผ่านเว็บไซต์ คนละครึ่งพลัส.com
เข้าเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com
เลือกเมนู “ค้นหาร้านค้า”
ระบบจะเชื่อมไปยังหน้า รวมทุกร้านค้า ของถุงเงินกรุงไทย
เลือก พื้นที่ – จังหวัด หรือฟังก์ชัน “ร้านค้าใกล้ฉัน”
หากต้องการเจาะจงประเภท สามารถเลือก ประเภทร้านค้า เช่น อาหารและเครื่องดื่ม, ร้านขายของชำและตลาด, สินค้าแฟชั่น ฯลฯ ได้
ยังสามารถกด “ดูร้านค้าบนแผนที่” และเลือกตัวกรอง “คนละครึ่งพลัส” เพื่อดูเฉพาะร้านที่เข้าร่วมโครงการ
2.3 สังเกตจากป้ายหน้าร้าน
อีกวิธีหนึ่งคือสังเกต โลโก้หรือป้าย “ร้านนี้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส” ซึ่งร้านค้าหรือผู้ให้บริการมักติดไว้บริเวณหน้าร้าน เคาน์เตอร์ หรือบานประตูในรูปแบบ
ป้ายกระดาษ
ป้ายไวนิล
สติกเกอร์
ก่อนชำระเงินควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าร้านนั้นเข้าร่วมโครงการ เพื่อลดปัญหาการใช้สิทธิไม่สำเร็จ
3. ของกินจำเป็นที่ควรใช้สิทธิ
ข้อมูลร้านค้าตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการสะท้อนว่า ของกินจำเป็น เป็นหมวดใหญ่ที่ใช้สิทธิได้คุ้ม ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานเดียว ข้าวต้ม อาหารตามสั่ง หมูกระทะ บุฟเฟ่ต์ หรืออาหารเดลิเวอรี ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ
3.1 อาหารจานเดียวและร้านข้าวต้ม
มีร้านอาหารทั่วไปจำนวนมากที่เข้าร่วม เช่น
ร้านอาหารจานเดียว – กับข้าวตามสั่ง
ร้านข้าวต้มและกับข้าวสไตล์จีน–ไทย
ตัวอย่างเช่น
ร้านต้มเลือดหมูศาลเจ้าพ่อเสือ – เกาเหลา 3 หมู น้ำซุปเข้มข้น
ร้านใหม่เอี่ยม (Mai-iam) – ข้าวต้มกับหมูก้อนทอด หมูสับต้มบ๊วย ตับกระเทียมพริกไทย เป็นต้น
อาหารกลุ่มนี้เหมาะกับการใช้สิทธิในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นมื้อหลักที่ต้องกินอยู่แล้ว ใช้สิทธิแล้วช่วยลดค่าใช้จ่ายตรง ๆ
3.2 หมูกระทะและบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง
หมวดหมูกระทะและบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างเป็นอีกหนึ่งหมวดที่มีร้านเข้าร่วมจำนวนมากในกรุงเทพฯ เช่น
ตุ้ยหมูกระทะ สามเพ็ง 2
แนวตั้งหมูกระทะ-เกษตรฯ
อู่ข้าว อู่น้ำ ซีฟู้ดหมูกระทะ เพชรเกษม
ยักษ์คู่ หมูกระทะ พระราม 8
ตั้งใจใหญ่ หมูกระทะ (Tongue Jai Yai Mookata)
บุญมีหมูกระทะ
นายเบียร์หมูกระทะ ประดิพัทธ์
โพธิ์แก้วหมูกระทะ สาขาวังหิน
3 ชั้นหมูกระทะ Buffet รามคำแหง 65 ฯลฯ
หลายร้านเป็น บุฟเฟ่ต์ ราคาเหมาจ่าย เช่น บุฟเฟ่ต์ 258 บาท/หัว หรือราคามาตรฐานประมาณ 199–299 บาท เมื่อนำสิทธิคนละครึ่งพลัสมาใช้ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายต่อมื้อได้มาก โดยเฉพาะการไปทานเป็นกลุ่มหรือครอบครัว
3.3 ร้านอาหารบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี
นอกจากหน้าร้าน ยังมีร้านอาหารจำนวนมากเข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์ม ฟู้ดเดลิเวอรี โดยเฉพาะ LINE MAN ที่ประกาศว่ามีร้านเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสทั่วประเทศจำนวนมาก และยกตัวอย่างร้านเด่น เช่น
มา ละ ยำ (Ma La Yum) – ร้านยำรสจัดจ้าน
รสมือเกาหลีออริจินัล รามยอน & ไก่ทอด กร๊อบบ กรอบ – รามยอนและไก่ทอดสไตล์เกาหลี
ล็อบสเตอร์ ซิตี้ (บรรทัดทอง) – เมนูทะเล เช่น ข้าวกุ้งแกะ ข้าวปลาทอดยกตัว หม้อไฟปลา
11:15 อีเลฟเว่นฟิฟทีน – ข้าว–เส้นผัดผงกะหรี่สไตล์จีน
เครื่องเส้น (Kreung-Sen) – ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ต้มยำ เล้งแซ่บ
เล้งหม้อไฟ พระราม 4 – เล้งหม้อไฟ น้ำซุปเข้มข้น ฯลฯ
โครงการคนละครึ่งพลัสครอบคลุมเฉพาะ ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ส่วน ค่าจัดส่งต้องจ่ายเต็ม แต่ก็ช่วยลดค่าอาหารลงครึ่งหนึ่งได้
4. ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน
แม้ข้อมูลจะเน้นร้านอาหารเป็นส่วนใหญ่ แต่ในภาพรวมโครงการระบุประเภท “ร้านขายสินค้าทั่วไป” และ ร้านขายของชำ–ตลาด ว่าอยู่ในกลุ่มร้านที่เข้าร่วมได้ หากร้านนั้นเข้าโครงการตามเงื่อนไข เช่น
ร้านขายของชำและตลาด (ระบุในตัวกรองประเภทบนเว็บไซต์ถุงเงิน)
ร้านธงฟ้า ที่เป็นผู้ประกอบการบุคคลธรรมดา
ร้านของกองทุนหมู่บ้าน, กองทุนชุมชนเมือง และวิสาหกิจชุมชน
หมวดนี้คือหมวด ของใช้จำเป็น ที่มักใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ของใช้ในบ้าน ของใช้ส่วนตัว หรือของสำหรับสมาชิกในครอบครัว เพียงแต่ผู้ใช้ต้องค้นหาจากตัวกรองประเภทร้าน บนหน้า ถุงเงินกรุงไทย และตรวจสอบโลโก้คนละครึ่งพลัสหน้าร้านก่อนใช้จ่าย
จากเงื่อนไขร้านค้าที่เข้าร่วม และการจำกัดไม่ให้ซื้อสินค้าต้องห้าม เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ บัตรกำนัล/เงินสด หรือการชำระล่วงหน้า ทำให้การใช้สิทธิในหมวดของใช้จำเป็นควรเน้นไปที่สินค้าทั่วไปในชีวิตประจำวันเท่านั้น
5. ร้านค้าและแพลตฟอร์มยอดนิยมที่ร่วมโครงการ
ข้อมูลจากหลายแหล่งชี้ว่า ร้านค้าที่เข้าร่วม โครงการคนละครึ่งพลัสมีความหลากหลาย ครอบคลุมทั้งร้านเล็ก ร้านท้องถิ่น และบริการขนส่ง–บริการส่วนบุคคล
5.1 ร้านอาหาร–เครื่องดื่มและร้านของชำ
ประเภทหลักที่เข้าร่วม ได้แก่
ร้านอาหาร
ร้านเครื่องดื่ม
ร้านขายสินค้าทั่วไป เช่น ร้านขายของชำ ตลาด ร้านธงฟ้า ฯลฯ
โดยมีตัวอย่างร้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น
กรุงเทพฯ: ครัวอัปสร, นันฟ้าเป็ดย่าง, โกฮังข้าวต้มแห้ง, นายพลหมูกรอบ, Zen Matcha, ตุ้ยหมูกระทะ สามเพ็งสอง ฯลฯ
ปทุมธานี: Pareto Cafe, เตี๋ยวเรือนไม้, หมูสะเต๊ะบ้านสวน, ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ดุ, เจ้าสัวน้อยหมูกระทะ
นนทบุรี: ลูกชิ้นปลาเฮียสุ, Deday Cafe, โอคุซูชิ, ถุงทองข้าวมันไก่ไหหนาน
นครปฐม: Tea Time, ครัวอำเภอยิ้ม, โจ๊กต้นมะขาม, เจ้เอ็งเป็ดพระโล้
สมุทรปราการ: ลาบก้อยคอยรัก, นิคมไก่ทอดหม้อ, เป็ดพะโล้เจ้หนึ่ง, หอมคาเฟแอนด์เรสเตอรอง
สมุทรสาคร: สเต็กนายนัท, ข้าวขาหมู นายตี๋มหาชัย, ข้าวต้มปลาต้อย เป็นต้น
5.2 บริการนวด สปา ทำผม–ทำเล็บ
โครงการยังเปิดให้ใช้สิทธิกับธุรกิจบริการ เช่น
ร้านนวด
ร้านสปา
ร้านทำเล็บ ทำผม
โดยมีเงื่อนไขว่า
เจ้าของธุรกิจต้องมีสัญชาติไทย
เป็นผู้ประกอบการที่ ไม่ใช่นิติบุคคล
อาจเป็นผู้ประกอบการของกองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนเมือง หรือวิสาหกิจชุมชน
ต้องมีสถานประกอบการชัดเจน ตรวจสอบได้
กรณีร้านนวด–สปา ต้องมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย
5.3 การขนส่งสาธารณะ
โครงการครอบคลุม ธุรกิจการขนส่งสาธารณะ ด้วย เช่น
รถแท็กซี่มิเตอร์
รถตู้โดยสารประจำทาง
รถสามล้อสาธารณะ
รถสองแถวรับจ้าง
รถจักรยานยนต์รับจ้าง
รถสามล้อถีบ
และ การขนส่งมวลชนสาธารณะ เช่น
รถไฟฟ้าในเขตเมือง
รถไฟ
รถโดยสารประจำทางสาธารณะ
เรือโดยสารสาธารณะ
5.4 ฟู้ดเดลิเวอรีและแพลตฟอร์มออนไลน์
ธุรกิจ Food Delivery ที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่
Grab Food
LINE MAN
ShopeeFood
Robinhood
โดยการใช้สิทธิในหมวดนี้
ใช้ได้ตั้งแต่ 7 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568
ใช้ได้เวลา 06.00 – 21.00 น.
รัฐช่วยจ่ายเฉพาะ ค่าอาหารและเครื่องดื่ม
ผู้ใช้ต้องจ่าย ค่าจัดส่งเต็มจำนวน
6. เทคนิคใช้คนละครึ่งพลัสให้คุ้มสุดสำหรับสายประหยัด
แม้ข้อมูลจะไม่ได้ยกตัวเลขการออมค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด แต่จากเงื่อนไขโครงการ สามารถสรุปเทคนิคพื้นฐานเพื่อใช้สิทธิให้คุ้มค่าได้ดังนี้
6.1 วางแผนใช้วงเงินรายวันและทั้งโครงการ
รัฐช่วยสูงสุด 200 บาท/วัน (รวมใช้จ่ายได้ 400 บาท/วัน)
สิทธิที่ไม่ได้ใช้ในแต่ละวันจะ สะสมคืนเข้ายอดรวม และระบบจะคำนวณใหม่ทุกวันเวลา 06.00 น.
ดังนั้น สายประหยัดสามารถ
วางแผน วันไหนใช้มาก–ใช้น้อย ตามความจำเป็น
ตรวจสอบวงเงินในแอปฯ เป๋าตังเป็นประจำ (มีแจ้งเตือนยอดใช้จ่ายและสิทธิคงเหลือ)
6.2 ใช้คู่กับโปรโมชันร้านค้าและแพลตฟอร์ม
ข้อมูลจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรี (เช่น LINE MAN) ระบุว่ามีการจัด
ส่วนลดค่าอาหารเพิ่มเติม
โปรโมชันส่งฟรีในระยะทางบางช่วง
เมื่อใช้ คนละครึ่งพลัสร่วมกับโปรของร้าน/แพลตฟอร์ม จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าใช้เพียงอย่างเดียว ผู้ใช้จึงควร
เช็กโปรในแอปก่อนสั่ง
เปรียบเทียบราคาหลายร้านภายในพื้นที่เดียวกัน
6.3 เลือกหมวดคุ้มค่าสำหรับตัวเอง
จากรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน หมวดที่คุ้มที่สุดอาจแตกต่างกัน เช่น
คนทำงานในเมือง – ใช้กับ ค่าอาหารกลางวัน–เย็น และค่าเดินทางขนส่งสาธารณะ
ครอบครัว – ใช้กับ ของกินและของใช้จำเป็น ผ่านร้านขายของชำ–ตลาดและหมูกระทะ/บุฟเฟ่ต์
คนอยู่ต่างจังหวัด – ใช้กับ ร้านอาหารท้องถิ่น และบริการเดลิเวอรีที่ร่วมโครงการ
การเลือกหมวดที่ใช้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน จะทำให้สิทธิถูกใช้ไปกับ ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว มากกว่าการเพิ่มภาระใหม่
7. ข้อควรรู้และข้อจำกัดของคนละครึ่งพลัส
ก่อนใช้สิทธิ ควรทำความเข้าใจเงื่อนไขสำคัญต่อไปนี้อย่างชัดเจน
7.1 วงเงินและขีดจำกัดการใช้ต่อวัน
ใช้ได้ตั้งแต่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2568 เวลา 06.00 – 23.00 น.
รัฐช่วยจ่าย 50% ต่อรายการ สูงสุด 200 บาท/วัน
ผู้ใช้จ่ายเต็ม (รวมรัฐช่วย) ได้ สูงสุด 400 บาท/วัน
วงเงินรวมทั้งโครงการขึ้นกับสถานะการยื่นภาษี (2,400 หรือ 2,000 บาทต่อคน)
7.2 ขั้นตอนการใช้สิทธิผ่านเป๋าตัง
เข้าแอปฯ เป๋าตัง เลือกแบนเนอร์โครงการคนละครึ่งพลัส
กดปุ่ม สแกน QR เพื่อใช้สิทธิ
สแกน QR ร้านค้าถุงเงิน
กดปุ่ม “ยืนยัน” เพื่อยืนยันการชำระเงิน
ใส่รหัส PIN เป๋าตัง 6 หลัก
บันทึกสลิป ทำรายการสำเร็จ
ก่อนใช้ต้อง เติมเงินเข้า G-Wallet ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น เป๋าตังเปย์, กรุงไทยเน็กซ์, บัญชีกรุงไทย และบัญชีธนาคารอื่น ๆ ตามที่กำหนด
7.3 เงื่อนไขเวลาและการเริ่มใช้สิทธิครั้งแรก
ใช้สิทธิได้ทุกวันเวลา 06.00 – 23.00 น.
สำหรับฟู้ดเดลิเวอรี ใช้ได้ 06.00 – 21.00 น.
ต้องเริ่มใช้สิทธิครั้งแรกภายใน 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.00 น.
หากไม่ใช้สิทธิภายในกำหนด จะ ถูกตัดสิทธิ ตามเงื่อนไขโครงการ
7.4 สินค้าและบริการต้องห้าม
กระทรวงการคลังย้ำว่าห้ามใช้สิทธิกับสินค้าและบริการต่อไปนี้
สลากกินแบ่งรัฐบาล
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์
ผลิตภัณฑ์ยาสูบ
บัตรกำนัลหรือบัตรเงินสด
การชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า
หากตรวจพบการใช้สิทธิผิดประเภท จะถูก ระงับสิทธิทันที และอาจถูกเรียกเงินคืน
7.5 วิธีป้องกันการถูกตัดสิทธิและแก้ปัญหา
เพื่อไม่ให้สิทธิถูกตัดหรือใช้งานสะดุด
รีบใช้สิทธิครั้งแรกก่อนวันที่ 11 พ.ย. 2568
ตรวจสอบทุกครั้งว่าร้านที่จ่ายเข้าร่วมโครงการหรือไม่
ใช้สิทธิภายในช่วงเวลาที่กำหนด (06.00 – 23.00 น.)
หากพบปัญหาการใช้สิทธิสามารถติดต่อ
ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน โทร. 02-111-1112 (ตรวจสอบผลลงทะเบียนและวงเงินคงเหลือ กด 2)
ศูนย์ช่วยเหลือร้านค้า โทร. 02-111-1111 กด 2
8. สรุป: ใช้คนละครึ่งพลัสกับของกินของใช้จำเป็นให้คุ้มและมีสติ
โครงการ คนละครึ่งพลัส ถูกออกแบบให้ รัฐช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่าย 50% ในกรอบวงเงินและประเภทสินค้า–บริการที่ชัดเจน ครอบคลุมตั้งแต่
ของกินจำเป็นประจำวัน
ร้านอาหารและบุฟเฟ่ต์หลากหลายรูปแบบ
ร้านของชำและตลาด (ผ่านร้านถุงเงินที่เข้าร่วม)
บริการนวด สปา ทำผม–ทำเล็บ
การเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะและฟู้ดเดลิเวอรี
การจะใช้สิทธิให้ได้ความคุ้มค่าสูงสุดสำหรับสายประหยัดจึงควร
วางแผนใช้วงเงินรายวันและวงเงินรวม
เลือกใช้กับ ของกินของใช้จำเป็น เป็นหลัก
ตรวจสอบร้านค้าและป้ายโลโก้ทุกครั้งก่อนจ่าย
ใช้ควบคู่กับโปรโมชันจากร้านค้าและแพลตฟอร์มเดลิเวอรี
เมื่อเข้าใจเงื่อนไขและวางแผนการใช้สิทธิอย่างมีสติ คนละครึ่งพลัสจะช่วยให้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เบาลงอย่างเห็นได้ชัด ภายในช่วงโครงการ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 และทำให้ทุกมื้อ–ทุกการเดินทางคุ้มค่าขึ้นในกรอบกติกาที่รัฐกำหนด


ความคิดเห็น