รับแอปรับแอป

จากร้านกระดาษหน้าวัดเลียบ สู่อาณาจักรเครื่องเขียน 7 ทศวรรษ ที่ยังโตได้ด้วย Passion

พีรพัฒน์ สุขสม01-31

จากร้านสารานุกรมเล็ก ๆ สู่แบรนด์เครื่องเขียนขวัญใจคนไทย

ถ้าพูดถึงร้านเครื่องเขียนที่อยู่ในความทรงจำของคนไทยมาหลายยุคสมัย ชื่อของ “สมใจ” มักจะโผล่ขึ้นมาเป็นอันดับแรก ๆ เสมอ

จากร้านเล็ก ๆ แถววัดเลียบ ใกล้โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและวิทยาลัยเพาะช่าง วันนี้สมใจเดินทางมาไกลกว่า 70 ปี ผ่านการทำงานของ 3 เจเนอเรชั่น แต่ยังรักษาเสน่ห์แบบร้านเครื่องเขียนในความทรงจำ พร้อมอัปเกรดตัวเองให้ทันโลกใหม่ตลอดเวลา

เรื่องราวต่อไปนี้คือมุมมองและวิธีคิดของ นพนารี พัวรัตนอรุณกร ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ที่เลือก “กลับบ้าน” มารับไม้ต่อธุรกิจครอบครัว ด้วย Passion เต็มเปี่ยมแทนที่จะเดินสายตามสายงานวิศวกรหรือนักจิตวิทยาอย่างที่เรียนมา

จุดเริ่มต้นของ “สมใจ” : ร้านเล็กที่ฟังลูกค้าเป็น

สมใจเริ่มต้นจาก คุณนิยม และคุณสมใจ ผู้บริหารรุ่นที่ 1 ที่เปิดร้านขายสารานุกรมในตึกแถวแถววัดเลียบ

ทำเลที่ตั้งรายล้อมไปด้วยนักเรียนและคนทำงานศิลปะ ทำให้ร้านค่อย ๆ เรียนรู้ว่า ลูกค้าต้องการอะไรมากกว่าหนังสือสารานุกรม จึงขยับขยายมาสู่

  • เครื่องเขียน

  • อุปกรณ์ศิลปะ

  • อุปกรณ์สำนักงาน

  • กระดาษ

  • อุปกรณ์ DIY สำหรับเด็ก

จากการสังเกตความต้องการหน้างานแบบวันต่อวัน วันนี้สมใจมีสินค้าในระบบมากกว่า 65,000 SKUs และในแต่ละสาขามีสินค้าที่ Active อยู่ราว 20,000–25,000 SKUs ครอบคลุมแทบทุกอย่างที่คนรักงานเขียน งานกระดาษ และงานศิลปะต้องการ

ด้านนพนารีเอง แม้จะเรียนมาไกลจากโลกเครื่องเขียน ทั้งวิศวกรรมนาโน Entrepreneurship และจิตวิทยา แต่จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ วันที่เธอไปเดิน ตลาด Cicada ที่หัวหิน แล้วเห็นลูกค้ามากมายกำลังใช้อุปกรณ์จากสมใจอยู่จริง ๆ

นั่นทำให้เธอสัมผัสได้ถึง พลังบวกและคุณค่าที่แบรนด์มีต่อคนใช้จริง จนกลายเป็นแรงผลักให้ตัดสินใจลงมาเล่นเต็มตัวในธุรกิจครอบครัว

ปฏิวัติระบบงาน : จากร้านเก่าแก่สู่องค์กรทันสมัย

ตอนนพนารีเข้ามารับช่วงต่อ ธุรกิจ “ไม่ได้มีปัญหา” แต่โจทย์ของเธอคือ ทำอย่างไรให้ดีขึ้นไปอีก

สิ่งที่เริ่มทำทันที ได้แก่

  • วางระบบ ราคามาตรฐานเดียวกันทุกสาขา

  • เริ่มบุก ช่องทางออนไลน์ สร้างหน้าร้านบนโลกดิจิทัล

หนึ่งในโปรเจกต์ใหญ่คือการทำเว็บไซต์ e-Commerce ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งถือว่าเร็วมากในยุคนั้น ลงทุนไปไม่น้อย แต่ยอดขายช่วงแรกยังไม่ถึงวันละ 10,000 บาทด้วยซ้ำ

สิ่งที่ต่างออกไปคือ ผู้บริหารรุ่นก่อน ไม่ได้กดดัน ให้ต้องสำเร็จทันที ทำให้รุ่นที่ 3 ได้ลองผิดลองถูกเต็มที่ จนกลายเป็นคติประจำใจของนพนารีว่า

“ต้องกล้าล้มให้บ่อย ล้มเยอะ ๆ ยิ่งดี จะได้ลุกเร็ว แล้วหาจุดล้มใหม่”

ด้านโครงสร้างองค์กร สมใจปรับตัวให้เหมือนบริษัทเอกชนยุคใหม่มากขึ้น

  • ดึง มืออาชีพด้านบัญชีและฟังก์ชันสำคัญ เข้ามาช่วย

  • แบ่งหน้าที่ผู้บริหารแต่ละคนอย่างชัดเจน ลดการทับไลน์

ปัจจุบันสมใจมีราว 31 สาขา (ข้อมูลช่วงกลางปี 2568) โดยยอดขายยังมาจาก

  • ออฟไลน์ประมาณ 70%

  • ออนไลน์ราว 30%

DNA การบริหารแบบ “สมใจ” : ใกล้ลูกค้า ตรงไปตรงมา

การจะเป็นร้านเครื่องเขียนที่ยืนระยะได้ยาวกว่า 7 ทศวรรษ ไม่ใช่แค่มีของเยอะ แต่ต้อง ผูกพันกับลูกค้าให้ได้ ทั้งในเรื่องสินค้าและบริการ

ฟังเสียงลูกค้าแบบลงลึก

สมใจมีกลไกฟังลูกค้าหลายชั้น เช่น

  • ประชุมผู้จัดการสาขาทุกสัปดาห์ เพื่ออัปเดตเสียงจากหน้าร้าน ว่าลูกค้าอยากให้มีสินค้าแบบไหนเพิ่ม

  • ทีมจัดซื้อคอย หาสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาเติมในร้านอยู่เสมอ

  • ใช้ช่องทาง TikTok เป็นหน้าต่างดูพฤติกรรมลูกค้า รับฟีดแบ็กแบบสด ๆ ทำให้ทีมบริหารไม่กลายเป็นคนที่นั่งอยู่บน “หอคอยงาช้าง” แต่ลงมาอยู่ในชีวิตจริงของลูกค้า

วัฒนธรรมการบริการ : ถ้าปลาเน่า 1 ตัว ทั้งบ่อเหม็น

ด้านบริการ นพนารีสร้างวัฒนธรรมด้วยการ

  • เน้น On the Job Training ให้พนักงานเรียนรู้จากสถานการณ์จริง

  • มี การประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

  • เปิดหลายช่องทางรับฟังเสียงลูกค้า

เธอเล่าผ่านภาพเปรียบเทียบที่จำง่ายมากว่า

“ถ้าในบ่อมีปลาเน่าอยู่แค่ 1 ตัว ปลาที่เหลือก็เหม็นไปด้วยหมด พนักงานที่บริการไม่ดีแค่คนเดียว ก็ทำให้ภาพสาขาเสียหายได้ทั้งร้าน”

ดังนั้นการดูแลมาตรฐานการบริการจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือเกราะป้องกันภาพลักษณ์ของทั้งแบรนด์

จัดสต๊อกให้เป๊ะ เงินไม่จม ธุรกิจถึงจะไปต่อ

เบื้องหลังร้านเครื่องเขียนที่ดูเรียบง่าย จริง ๆ คือศาสตร์การบริหารที่ละเอียดมาก โดยเฉพาะเรื่อง สต๊อกและเงินสด

หัวใจของธุรกิจนี้คือ

  • การคัดเลือกสินค้า (Product Selection) ว่าควรขายอะไร

  • การจัดซื้อในปริมาณที่เหมาะสม

  • การจัดเรียงสินค้า (Display) ให้หยิบง่ายและขายออก

  • การควบคุมการสูญหาย (Shrinkage)

  • การบริหาร กระแสเงินสดที่ผูกกับสต๊อก ให้ไม่จมจนหมุนไม่ออก

เปิดสาขาใหม่ ไม่ได้วัดกันที่ฝัน แต่ที่ตัวเลข

ทุกครั้งที่จะเปิดสาขาใหม่ สิ่งที่สมใจดูเป็นอันดับแรกคือ

  • ค่าเช่า : ถ้าค่าเช่าไม่สมเหตุสมผล ก็จบตั้งแต่ต้น

  • พื้นที่ที่พร้อมใช้งาน (Ready to Move in) : ลดต้นทุนตกแต่งซึ่งมักเป็นก้อนใหญ่ของการลงทุนเปิดสาขา

ข้อดีของธุรกิจเครื่องเขียนคือ ถ้าวันหนึ่งต้องปิดสาขา สินค้าไม่สูญเปล่า ยังสามารถย้ายไปขายต่อในสาขาอื่นได้ ไม่เหมือนธุรกิจบางแบบที่ต้องทิ้งของ

นพนารีเองยึดแนวคิดแบบ

“รู้เร็ว ไปเร็ว”

แรงบันดาลใจมาจากกรณีศึกษาธุรกิจไอศกรีมแบรนด์หนึ่ง ที่สอนว่า แม้จะศึกษา Feasibility ดีแค่ไหน ก็ต้องมี แผนออก เสมอ ถ้าสาขาไหนไม่ทำกำไรตามเป้า ต้อง กล้าปิดให้เร็ว เพื่อตัดไฟไม่ให้ลุกลามเป็นขาดทุนยาว

ยุค e-Commerce : หน้าร้านยังจำเป็นอยู่ไหม?

หลายคนอาจสงสัยว่า ในยุคแพลตฟอร์มครองเมือง ร้านเครื่องเขียนที่เป็นหน้าร้านแบบเดิมยังจำเป็นอยู่หรือเปล่า

มุมมองของนพนารีชัดเจนมากว่า

  • ถ้าสาขานั้น ยังมีกำไร ก็เปิดต่อไป เพราะการได้ลูกค้าหนึ่งคนเดินเข้าร้านไม่ใช่เรื่องง่าย

  • ในสภาวะเศรษฐกิจที่ทุกคนรัดเข็มขัด อะไรที่ทำแล้วเห็นผลดีและมีเงินเหลือก็ควรเดินหน้าต่อ

  • แต่ถ้า ขาดทุน ต้องรู้ให้เร็ว และตัดสินใจให้ไว เช่นกัน

ทางฝั่งช่องทางออนไลน์ เธอยอมรับว่าการโตของรายได้นั้น เร็วกว่าชัดเจน แต่ก็มาพร้อมต้นทุนใหม่คือ

  • ค่าคอมมิชชั่นของแพลตฟอร์ม ที่แฝงอยู่ในทุกยอดขาย

ลองมองให้ดี จะเห็นว่างานออนไลน์ไม่ได้ “ต้นทุนต่ำ” เสมอไป แค่เปลี่ยนรูปแบบค่าใช้จ่ายเท่านั้นเอง

มองหาจุดบอดของตัวเองให้เจอ ก่อนโทษเศรษฐกิจ

ยุคนี้คำว่า “เศรษฐกิจไม่ดี” กลายเป็นเหตุผลยอดฮิตที่ถูกหยิบมาใช้เสมอ นพนารีกลับมองต่างออกไป เธอเปรียบภาวะเศรษฐกิจว่าเหมือน

“การถูกโยนลงน้ำ”

หน้าที่ของเราไม่ใช่เสียเวลาหาว่าใครเป็นคนผลัก แต่คือ

“ต้องว่ายให้รอด”

วิธีคิดที่เธอใช้กับทีม คือ

  • ให้พนักงาน มองหาจุดบกพร่องในสาขาของตัวเองก่อน ว่าอะไรที่เราคุมได้แต่ยังทำไม่ดี

  • อย่าเพิ่งรีบโทษปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

  • มองหาข้อดีที่มีอยู่ในตัวเอง โดยเฉพาะ สินค้า “คุ้มราคา” ที่ตอบโจทย์ยุคประหยัด ให้ลูกค้ารู้สึกว่าทุกบาทที่จ่ายไป “คุ้มจริง”

อนาคตของสมใจ : Sunset Business ที่ยังสว่างได้

หลายคนตีตราธุรกิจร้านเครื่องเขียนว่าเป็น Sunset Business แต่สำหรับสมใจ นพนารีมองว่าบริษัทวันนี้ยัง

  • ทันสมัยขึ้นมาก

  • ยัง ยืนอยู่ได้ แม้พฤติกรรมการเขียน การใช้กระดาษจะเปลี่ยนไป

  • กล้านำ เทคโนโลยี เช่น หุ่นยนต์ เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพหลังบ้าน

ในอีกด้าน เธอเลือกวัดความสำเร็จแบบไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร โดยตั้งเป้าชัดเจนว่าอยาก

  • เป็นคนธรรมดาที่ ทำธุรกิจดี ๆ ได้

  • สร้างงานให้พนักงาน

  • ทำให้คนในองค์กร คิดดี ทำดี กินดี อยู่ดี อยู่ในศีลธรรม

  • เลี้ยงลูกและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

แค่นั้นก็ถือว่าเดินมาถึงเป้าหมายที่วางไว้แล้ว

ปั้น House Brand ตอบ Pain Point คนใช้จริง

อนาคตของสมใจไม่ได้มีแค่การขยายสาขา แต่อยู่ที่การสร้าง สินค้า House Brand ของตัวเองด้วย

ตอนนี้มี 2 แบรนด์หลัก

  • “สมใจ” : เน้นอุปกรณ์ศิลปะ เช่น เฟรมผ้าใบ พู่กัน ฯลฯ

  • “Sunday Morning” : โฟกัสสีไม้ สีอะคริลิค ปากกา และไอเท็มสำหรับสายวาด สายจด

สินค้าพวกนี้ไม่ได้ทำเพราะอยากมีแบรนด์เท่ ๆ แต่เกิดจาก

  • ฟัง ความต้องการจริงของลูกค้า

  • แก้ Pain Point เรื่องคุณภาพและราคาที่ลูกค้าเจอมานาน

วันนี้สินค้า House Brand มีมากกว่า 1,000 รายการ และตั้งเป้าว่าในอนาคต

  • ยอดขายของ House Brand จะต้องแตะ 50% ของสินค้าทั้งร้าน

  • ขยายไปวางขายในช่องทางอื่น ๆ นอกเหนือจากหน้าร้านสมใจเอง

แผนขยายสาขา : จากตลาดถึงศูนย์การค้าใหญ่

ในฝั่งหน้าร้าน ยังมีแผนเปิดสาขาใหม่ในหลายทำเล เช่น

  • ตลาดบางใหญ่

  • ตลาดยิ่งเจริญ

  • Terminal 21 พระราม 3

  • ศูนย์การค้าในเครือ MBK เช่น พาราไดซ์พาร์ค, เดอะไนน์ พระราม 9, เดอะไนน์ ติวานนท์

บทเรียนจากสมใจ : ฝันวัยเด็ก vs เป้าหมายวันนี้

เกือบ 10 ปีของการบริหารและพัฒนาแบรนด์ “สมใจ” ทำให้นพนารีได้บทเรียนสำคัญหลายอย่าง

เธอเล่าว่า ทุกสถานการณ์ที่ผันผวน ทั้งปัจจัยภายนอกและเทรนด์ธุรกิจที่เปลี่ยนไป บังคับให้ต้อง

“ฝึกว่ายน้ำให้เป็น”

ไม่ว่าจะคลื่นลูกไหนซัดมา ก็ยังยืนได้ด้วยการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

ในวัยเด็ก เธอเคยฝันว่าอยากให้ธุรกิจเติบโตจนถึงระดับ ยูนิคอร์น แต่เมื่อเวลาผ่านไป เป้าหมายกลับชัดเจนขึ้นและเรียบง่ายขึ้นว่า อยากให้ธุรกิจ

  • เติบโตอย่างมีคุณภาพ

  • พนักงานทุกคน คิดดี ทำดี กินดี อยู่ดี

  • ลูกค้าที่เดินเข้าร้านรู้สึกได้ถึง พลังบวกของคนทำงาน

ถ้าทำได้แบบนี้ สมใจก็จะสามารถอยู่คู่คนไทยต่อไปได้ ไม่ใช่แค่ 7 ทศวรรษ แต่อาจยาวไปถึงหลักร้อยปี

สำหรับคนรักงานกระดาษและเครื่องเขียน เรื่องราวของสมใจคือหลักฐานชัด ๆ ว่า ธุรกิจที่หลายคนมองว่าใกล้พระอาทิตย์ตกดิน ถ้าฟังลูกค้าเป็น บริหารสต๊อกเป็น รู้เร็ว ไปเร็ว และไม่ทิ้ง Passion ก็ยังมีพื้นที่ให้เติบโตเสมอ