รับแอปรับแอป

PRP หน้าใสคืออะไร? คู่มือย้อนวัยผิวแบบธรรมชาติที่สายสกินต้องรู้!

พิชิต ศรีทอง01-31

PRP หน้าใส คือหมอผิวในเลือดของคุณเอง

ในยุคที่ใคร ๆ ก็จริงจังกับเรื่องผิวใสสุขภาพดี PRP หน้าใส หรือการฟื้นฟูผิวด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้นจากเลือดของเราเอง กลายเป็นหนึ่งในหัตถการยอดฮิต เพราะทั้งปลอดภัย ใช้เลือดตัวเอง และช่วยให้ผิวดูเด็กลงได้จริงแบบเป็นธรรมชาติ

หลายคนอาจยังสงสัยว่า PRP คืออะไร? ทำงานยังไง? เจ็บไหม? เหมาะกับเราไหม? รวมถึงต้องเตรียมตัวยังไงก่อน–หลังทำ บทความนี้จะเล่าให้ครบแบบเข้าใจง่าย สายสกินสายฉีดอ่านจบแล้วตัดสินใจได้เลย

PRP หน้าใส คืออะไรกันแน่?

PRP มาจากคำว่า Platelet Rich Plasma คือพลาสมาที่สกัดจากเลือดของเราเอง ผ่านการปั่นแยกด้วยเครื่องความเร็วสูง เพื่อแยกเอาเฉพาะส่วนที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น ซึ่งอุดมไปด้วย Growth Factor จำนวนมาก

สารเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการ

  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่

  • ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ

  • กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้ผิวดูอิ่มฟูสุขภาพดี

พูดง่าย ๆ คือใช้ “ศักยภาพการซ่อมแซมตัวเองของร่างกาย” มาเปลี่ยนผิวให้ดูเด็กลงจากภายใน

PRP ช่วยแก้ปัญหาผิวอะไรได้บ้าง?

การฉีด PRP ไม่ได้แค่ทำให้หน้าใส แต่ยังช่วยรีเซ็ตผิวหลายอย่างในคราวเดียว เหมาะกับคนที่เริ่มรู้สึกว่าผิวโทรมง่าย แต่งหน้าไม่ติด หรือมีร่องรอยสิวฝังแน่น

ประโยชน์หลักของ PRP ได้แก่:

  • กระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวตึง กระชับ และเด้งขึ้น

  • ลดเลือนริ้วรอย รอยดำ รอยสิว หลุมสิว และแผลเป็นต่าง ๆ

  • กระชับรูขุมขน ผิวหน้าเรียบลื่นขึ้นแบบสัมผัสได้

  • ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ผิวดูกระจ่างใสขึ้น

  • ช่วยให้เมกอัพติดทน ผิวดูอ่อนเยาว์และชุ่มชื้นมากขึ้น

ทำไมหลายคนถึงเลือก PRP? จุดเด่นที่คนรักผิวต้องรู้

หลายคนลังเลระหว่าง PRP กับหัตถการอื่น ๆ แต่จุดแข็งของ PRP คือการใช้ “เลือดของเราเอง” เป็นตัวบำรุงผิว ทำให้ได้ทั้งความสบายใจและผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ

ข้อดีของ PRP ที่มองข้ามไม่ได้:

  • ปลอดภัยสูง เพราะใช้เลือดตัวเอง โอกาสแพ้หรือต่อต้านต่ำมาก

  • ไม่มีสารเติมแต่ง ไม่ใช้สารแปลกปลอมเพิ่มเข้าไป

  • เห็นการเปลี่ยนแปลงได้จริง ผิวเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ

  • ใช้ได้กับทุกสภาพผิว เหมาะมากสำหรับคนมีริ้วรอย แผลเป็น ผิวหมอง หรือผิวขาดน้ำ

  • ฟื้นฟูผิวลึกถึงระดับเซลล์ ลึกกว่าการทาครีมทั่วไปหลายเท่า

PRP ต่างจากฟิลเลอร์หรือหัตถการอื่นยังไง?

หลายคนสับสนว่า PRP คล้ายฟิลเลอร์ไหม จริง ๆ แล้วแนวคิดต่างกันชัดเจน

  • ฟิลเลอร์: เป็น สารเติมเต็ม ฉีดเข้าไปเพื่อเพิ่มวอลุ่ม เช่น เติมร่องแก้ม แก้มตอบ ปาก ฯลฯ เห็นผลชัดทันที

  • PRP: ใช้ พลังการซ่อมแซมของเลือดเราเอง กระตุ้นผิวให้สร้างคอลลาเจนและซ่อมเซลล์ตามธรรมชาติ ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ดูเป็นธรรมชาติมาก

PRP ยังสามารถทำร่วมกับเลเซอร์หรือทรีตเมนต์อื่นได้ เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวไวและได้ผลที่ชัดเจนขึ้น

ขั้นตอนการทำ PRP หน้าใส แบบทีละสเต็ป

PRP (Platelet-Rich Plasma) เป็นการฟื้นฟูผิวที่ใช้ พลาสมาเข้มข้นจากเลือดของเราเอง มาช่วยลดริ้วรอย เพิ่มคอลลาเจน และทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น โดยทั่วไปจะมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

ขั้นตอนการทำ PRP หน้าใส

ขั้นตอนที่ 1: เจาะเลือดจากข้อพับแขน

แพทย์จะทำการเจาะเลือดจากเส้นเลือดบริเวณข้อพับแขน ประมาณ 8–10 ซีซี ปริมาณใกล้เคียงกับการเจาะเลือดตรวจสุขภาพทั่วไป ไม่ได้เยอะจนเวียนหัว

ขั้นตอนที่ 2: ใส่เลือดลงในหลอด BCT Tube

เลือดที่เจาะได้จะถูกใส่ลงในหลอดเฉพาะที่เรียกว่า BCT Tube (Blood Cell Therapy) ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้แยกชั้นเลือดได้ชัด และคงคุณภาพของส่วนที่ต้องการใช้

ขั้นตอนที่ 3: ปั่นแยกด้วยเครื่อง Centrifuge

จากนั้นเลือดจะถูกนำไปปั่นด้วย เครื่องเหวี่ยงสาร (Centrifuge) เพื่อแยกส่วนประกอบของเลือด และดึงเอาเฉพาะส่วนที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น ซึ่งอัดแน่นไปด้วย Growth Factor ที่เป็นหัวใจสำคัญของ PRP

ขั้นตอนที่ 4: แยกเกล็ดเลือดเข้มข้นออกมา

หลังปั่นเสร็จ แพทย์จะดูดเอาเฉพาะส่วนที่เป็น พลาสมาเข้มข้น (PRP) ออกมา ซึ่งเป็นส่วนที่เต็มไปด้วยเกล็ดเลือดและสารสำคัญในการซ่อมแซมเซลล์ผิว

ขั้นตอนที่ 5: ฉีด PRP กลับเข้าสู่ผิว

PRP ที่ได้จะถูก ฉีดกลับเข้าไปในบริเวณที่ต้องการฟื้นฟู เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม หรือทั่วใบหน้า เพื่อให้ Growth Factor เข้าไปกระตุ้นการซ่อมแซมและสร้างเซลล์ผิวใหม่อย่างล้ำลึก

ใครเหมาะกับการทำ PRP หน้าใส?

PRP เหมาะมากสำหรับคนที่อยากให้ผิวดีขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องการลุคหน้าเปลี่ยน หรือใช้สารเติมเต็มเยอะ ๆ

เหมาะกับคนที่มีปัญหาเหล่านี้:

  • ผิวหมองคล้ำ นอนดึก ทำงานหนัก หน้าโทรมง่าย

  • มีจุดด่างดำ รอยสิวเรื้อรัง หรือหลุมสิวบางส่วน

  • ต้องการฟื้นฟูผิวหลังทำเลเซอร์หรือทรีตเมนต์อื่น

  • อยากเลี่ยงการฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์

  • อยากได้ลุคหน้าใสสุขภาพดีจากการบำรุงด้วยเลือดของตัวเอง

แล้วใครที่ไม่ควรทำ PRP?

แม้ PRP จะปลอดภัย แต่ก็มีบางกลุ่มที่ไม่เหมาะกับหัตถการประเภทนี้

ไม่แนะนำสำหรับ:

  • ผู้ที่มีปัญหาเลือดออกง่าย หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือด

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร

  • ผู้ที่มีประวัติแพ้การฉีดยาอย่างรุนแรง

ในบางกรณีแพทย์อาจประเมินร่วมกับประวัติสุขภาพอื่น ๆ เพิ่มเติมก่อนตัดสินใจทำ

ต้องทำ PRP กี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

เรื่องจำนวนครั้งถือเป็นคำถามยอดฮิตของสายสกินที่สนใจทำ PRP ซึ่งโดยทั่วไปแนวโน้มผลลัพธ์จะเป็นแบบนี้

  • เริ่มสังเกตเห็นผิวดีขึ้นได้ในช่วง 2–3 สัปดาห์แรก หลังทำครั้งแรก

  • ส่วนใหญ่แนะนำให้ทำ ประมาณ 2–3 ครั้ง ห่างกัน 4–6 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง

  • เมื่อทำครบตามคอร์ส ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานราว 1–2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ ไลฟ์สไตล์ และการดูแลผิวของแต่ละคน

ผลลัพธ์ของ PRP อยู่ได้นานไหม?

หลังฉีด PRP ผิวจะค่อย ๆ เปลี่ยนทีละนิดแบบไม่กระโดดจนคนทักว่าไปทำอะไรมามาก

  • ภายใน 1–2 สัปดาห์ แรก จะเริ่มรู้สึกว่าผิวชุ่มชื้นขึ้น

  • หากดูแลผิวดี พักผ่อนเพียงพอ และเลี่ยงปัจจัยทำร้ายผิว ผลลัพธ์จาก PRP มักอยู่ได้ประมาณ 4–6 เดือนเป็นอย่างน้อย หรือยาวกว่านั้นในบางราย

ก่อนทำ PRP ต้องเตรียมตัวยังไง?

เตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะช่วยให้ร่างกายพร้อมและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง

แนะนำให้ทำตามนี้ก่อนวันนัด:

  • ดื่มน้ำเยอะ ๆ ประมาณ 1–2 ลิตร ติดต่อกัน 2–3 วันก่อนทำ

  • งดแอลกอฮอล์ ของทอด ของมัน อย่างน้อย 1 วัน

  • พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่โหมงานหนักจนร่างกายอ่อนเพลีย

  • เผื่อเวลาไว้ที่คลินิกประมาณ 1–2 ชั่วโมงสำหรับขั้นตอนทั้งหมด

ดูแลตัวเองหลังทำ PRP ยังไงให้ผิวฟื้นสวยเต็มที่?

หลังฉีด PRP ผิวอาจมีรอยเข็มเล็ก ๆ หรือรอยแดงบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ การดูแลตัวเองช่วงนี้สำคัญมาก เพราะช่วยให้ผิวฟื้นตัวสวยและลดความเสี่ยงการระคายเคือง

แนวทางดูแลหลังทำ:

  • งดล้างหน้า อย่างน้อย 6–8 ชั่วโมง หลังทำ

  • หลีกเลี่ยงแดดจัดและกิจกรรมกลางแจ้งประมาณ 1–2 สัปดาห์แรก

  • ใช้ครีมบำรุงที่เน้น เพิ่มความชุ่มชื้น และทาครีมกันแดดทุกวัน

  • งดแต่งหน้าหนัก ๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวในช่วง 3–7 วันแรก

จะเลือกทำ PRP ที่ไหนดี?

เพราะ PRP เกี่ยวข้องกับเลือดและการฉีดเข้าสู่ผิวโดยตรง การเลือกสถานที่ทำสำคัญมาก ไม่ใช่ดูแค่โปรแรงหรือราคาถูกเท่านั้น

เวลาตัดสินใจ ควรพิจารณา:

  • มี เครื่องแยกพลาสมามาตรฐาน และอุปกรณ์ปลอดเชื้อ

  • ใช้เข็มใหม่และอุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวต่อ 1 คน

  • มี แพทย์รับรองจากแพทยสภา เป็นผู้ดูแลและประเมินเคสด้วยตัวเอง

FAQs: คำถามยอดฮิตเรื่อง PRP หน้าใส

1. PRP หน้าใสอันตรายไหม?

ตอบ: โดยภาพรวมจัดว่าเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูง เพราะใช้เลือดของเราเอง โอกาสแพ้หรือเกิดผลข้างเคียงรุนแรงน้อยมาก สิ่งที่อาจพบได้คือรอยช้ำหรือรอยแดงเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายไปเองภายใน 1–3 วัน

2. PRP หน้าใสเห็นผลในกี่วัน?

ตอบ: ภายในช่วง 3–7 วันแรก หลายคนจะเริ่มรู้สึกว่าผิวชุ่มชื้นขึ้นและดูใสขึ้นเล็กน้อย ส่วนผลลัพธ์ที่ชัดที่สุดมักอยู่ในช่วงประมาณ 4–6 สัปดาห์ ผิวจะค่อย ๆ เรียบเนียนขึ้นและยืดหยุ่นดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

3. ต้องทำ PRP หน้าใสบ่อยแค่ไหน?

ตอบ: แนะนำให้ทำต่อเนื่อง 2–3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกันราว 4–6 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวได้รับการกระตุ้นเต็มที่ หลังจากนั้นสามารถเว้นไปทำแบบ ปีละ 1–2 ครั้ง เพื่อคงสภาพผิวที่ดูดีต่อเนื่อง

4. ผลลัพธ์ของ PRP หน้าใสอยู่ได้กี่ปี?

ตอบ: หากทำครบตามจำนวนครั้งที่เหมาะสม และดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานราว 1–2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิวเดิม และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เช่น การนอนดึกจัด สูบบุหรี่ หรือโดนแดดบ่อยอาจทำให้ผลลัพธ์อยู่สั้นลง

5. PRP หน้าใสต่างจากฟิลเลอร์ยังไง?

ตอบ: PRP คือการใช้เกล็ดเลือดของเราเองเพื่อ กระตุ้นการฟื้นฟูผิวจากภายใน ส่วนฟิลเลอร์คือ สารเติมเต็ม ที่ฉีดเข้าไปเพื่อเพิ่มปริมาตรบางจุด เช่น ร่องแก้ม ใต้ตา ปาก เป็นต้น ทั้งสองแบบช่วยให้ผิวดูดีขึ้นได้ แต่ PRP จะเน้นการบำรุงและเสริมสุขภาพผิวระยะยาวมากกว่า

6. ใครที่ไม่ควรทำ PRP หน้าใส?

ตอบ: กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง PRP ได้แก่

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

  • ผู้ที่มีโรคเลือดผิดปกติ หรือค่าเกล็ดเลือดต่ำมาก

  • ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างต่อเนื่อง

  • ผู้ที่มีการติดเชื้อในร่างกาย หรือโรคผิวหนังรุนแรงบริเวณที่จะฉีด

7. ทำ PRP หน้าใสแล้วแต่งหน้าได้ไหม?

ตอบ: แนะนำให้งดแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมงแรก หลังทำ เพื่อให้ผิวได้ฟื้นฟูเต็มที่ และลดโอกาสการอุดตันหรือการระคายเคืองจากเครื่องสำอาง

สรุป: PRP หน้าใส เหมาะไหมสำหรับคุณ?

PRP เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่อยากให้ผิวกลับมาดูสดใส แข็งแรง และอ่อนเยาว์จากภายใน โดยไม่ต้องพึ่งสารเติมเต็มหรือการผ่าตัดใด ๆ

จุดเด่นของ PRP คือ:

  • ใช้เลือดตัวเอง ปลอดภัยและสบายใจกว่า

  • ช่วยฟื้นฟูผิวลึกระดับเซลล์ ไม่ใช่แค่ทำให้ผิวดูดีชั่วคราว

  • ผิวเนียนใสขึ้น ริ้วรอยจางลง รูขุมขนละเอียดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่าผิวล้า แต่งหน้าแล้วไม่ปังเหมือนก่อน หรืออยากลงทุนกับการบำรุงผิวที่เน้นผลลัพธ์ระยะยาว การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าคุณเหมาะกับ PRP หน้าใส หรือไม่ ถือเป็นก้าวแรกสู่ผิวสุขภาพดีที่ย้อนวัยได้อย่างเป็นธรรมชาติ