ไทยบุกตลาดญี่ปุ่นด้วยมังงะและกาชาปอง

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินเกมใหม่ ใช้ทั้ง มังงะ และ กาชาปอง เป็นเครื่องมือสำคัญในการดันภาพลักษณ์สินค้าและบริการไทยให้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นแบบแนบเนียน
แนวทางนี้ไม่ใช่แค่การโปรโมตสินค้าแบบดั้งเดิม แต่เป็นการเอา Soft Power ไทย ไปผสานกับวัฒนธรรมป๊อปของญี่ปุ่นที่คนทั้งประเทศคุ้นเคยอยู่แล้ว
กลยุทธ์ Soft Power: จาก MOU สู่ของเล่นในมือคนญี่ปุ่น
ความร่วมมือระหว่างไทยกับบริษัทญี่ปุ่นถูกวางไว้ค่อนข้างจริงจัง ผ่านบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ
บริษัท MIARAWASHIYA LLC
บริษัท KENELEPHANT Co., Ltd.
เป้าหมายคือการสร้างภาพจำใหม่ให้กับสินค้าและบริการไทยในสายตาคนญี่ปุ่น ด้วยการจับใส่ลงไปในรูปแบบคอนเทนต์ที่คนญี่ปุ่นหลงรักอยู่แล้ว อย่างมังงะและกาชาปอง
หัวใจสำคัญของแผนนี้คือการไม่ขายแค่สินค้า แต่ขาย “เรื่องราวและความรู้สึก” ของประเทศไทยไปพร้อมกัน
Thailand Official Gashapon: ของเล่นแคปซูลที่มาพร้อมความเป็นไทย
ด้านความร่วมมือกับ KENELEPHANT Co., Ltd. ผู้เชี่ยวชาญด้านของเล่นแคปซูล ได้ต่อยอดออกมาเป็นโปรเจกต์ “Thailand Official Gashapon” ซึ่งเป็นสินค้าขนาดเล็ก (Miniature Mascot) ในธีมไทย ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากประเทศไทย
ซีรีส์แรกเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2568 เปิดเกมด้วยการผลิตรวม 25,000 ชิ้น ในรูปแบบจำลองทั้งหมด 5 รายการ ได้แก่
คาแรกเตอร์ น้องมะม่วง
เบียร์ช้าง
เงาะกระป๋อง
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า
รถไฟไทย
กาชาปองชุดนี้ถูกกระจายวางตู้ในร้าน KENELEPHANT ทุกสาขา และร้านกาชาปองหลัก ๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น เช่น
ชิมบาชิ
อากิฮาบาร่า
อุเอโนะ
โยโกฮาม่า
นาโกยา
ซัปโปโร
เกียวโต
รวมถึงสนามบินฮาเนดะ
เรียกได้ว่าไม่ว่าคนญี่ปุ่นจะเดินเที่ยว ยืนรอรถไฟ หรือขึ้นเครื่องบิน ก็มีโอกาสหมุนเจอความเป็นไทยได้ทุกที่
ทำไมต้องกาชาปอง? เม็ดเงินเยอะ คนเล่นเพียบ
ตลาดกาชาปองของญี่ปุ่นไม่ได้เป็นแค่ของเล่นขำ ๆ แต่เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่า 64,000 ล้านเยน
ทั่วประเทศญี่ปุ่นมีตู้กาชาปองมากกว่า 700,000 ตู้ กระจายอยู่แทบทุกหัวมุมเมือง ทำให้สินค้าและคาแรกเตอร์ที่เข้าไปอยู่ในตู้เหล่านี้มีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมากแบบอัตโนมัติ
โดยเฉพาะย่าน สถานีรถไฟชิมบาชิ ที่มีผู้ใช้บริการกว่า 200,000 คนต่อวัน การมีตู้กาชาปองที่เต็มไปด้วยสินค้าแนวไทย ๆ อยู่ในพื้นที่แบบนี้ จึงกลายเป็นช่องทาง Soft Power ที่ทรงพลังมาก
การเล่าเรื่อง “ไทย” ผ่านของเล่นและมังงะ จึงไม่ใช่แค่การโปรโมต แต่คือการสร้างความผูกพันระยะยาวระหว่างผู้บริโภคญี่ปุ่นกับสินค้าไทย
จากผ้าไทยสู่มังงะ: เล่าเรื่องไทยผ่านเลนส์นักเขียนญี่ปุ่น
อีกด้านหนึ่งของยุทธศาสตร์ Soft Power คือการร่วมมือกับ MIARAWASHIYA LLC ต้นสังกัดของนักวาดการ์ตูนชื่อดัง Mariko Kobayashi
ทีมผู้สร้างได้บินมาเก็บข้อมูลในประเทศไทยด้วยตัวเอง เพื่อนำเรื่องราวของ “ผ้าไทย” ภายใต้โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งเป็นพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ไปถ่ายทอดใหม่ในรูปแบบมังงะสำหรับผู้อ่านชาวญี่ปุ่น
ผลงานที่ถอดเรื่องราวออกมาคือมังงะเรื่อง “Soi Story Mangaka wa Thai no Roji – Soi – wo Yuku” ที่พาผู้อ่านเดินลัดเลาะตรอกซอกซอยแบบไทย ๆ พร้อมซึมซับเสน่ห์ของผ้าไทยและวัฒนธรรมรอบตัว
ยอดขาย ยอดอ่าน และกระแสตอบรับจากคนญี่ปุ่น
มังงะเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ออกมา 10,000 เล่ม และมียอดจำหน่ายแล้วราว 7,600 เล่ม วางขายทั้งร้านหนังสือทั่วญี่ปุ่นและช่องทางออนไลน์ พร้อมทั้งมีเวอร์ชันดิจิทัลให้ติดตาม
บนช่องทางออนไลน์ มังงะเรื่องดังกล่าวมียอดอ่านมากกว่า 90,000 วิว โดยกลุ่มผู้อ่านหลักคือผู้หญิงวัย 20–39 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อสำคัญของญี่ปุ่น
นอกจากนี้ บัญชี SNS ของ Mariko Kobayashi ยังมียอดผู้ติดตามมากกว่า 33,600 คน และมียอด Impression รวมกว่า 7.5 ล้านครั้ง ส่งผลให้คอนเทนต์ที่เกี่ยวกับประเทศไทยถูกกระจายออกไปในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า คอนเทนต์ไทยสามารถทะลุเข้าไปในใจคนรุ่นใหม่ชาวญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดประกายทั้งวงการมังงะ และโอกาสใหม่ของสินค้าไทย
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้จบแค่เล่มเดียวหรือซีรีส์เดียว แต่ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปถึงวงการมังงะและสตูดิโอคอนเทนต์ในญี่ปุ่นด้วย
ขณะนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว เตรียมต่อยอดทำงานร่วมกับ Tatsunoko Production Co., Ltd. หนึ่งในสตูดิโอแอนิเมชันระดับตำนานของญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานกว่า 60 ปี
แผนคือการสร้างมังงะที่เล่าเรื่อง สินค้าและบริการของไทย โดยโฟกัสเจาะกลุ่ม First Jobber หรือคนญี่ปุ่นที่เพิ่งเริ่มทำงานเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเริ่มมีรายได้และใช้จ่ายจริงจัง
ในโปรเจกต์นี้จะมีการดึง ดารา และ Influencer ชาวญี่ปุ่น มารับบทเป็นตัวละครหลักในมังงะ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านรู้สึกใกล้ชิดและอินกับแบรนด์ไทยมากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายเปิดตัวภายในช่วงต้นปีหน้า
ถ้าโปรเจกต์เดินตามแผน นี่จะกลายเป็นอีกหนึ่งแรงเสริมที่ช่วยสร้างกระแสให้สินค้าไทยในญี่ปุ่นแบบปัง ๆ
สรุป: จาก “ของเล่น” และ “การ์ตูน” สู่การค้าระหว่างประเทศ
มองเผิน ๆ มังงะกับกาชาปองอาจดูเป็นเรื่องบันเทิงหรือของสะสมเล่นสนุก แต่สำหรับแผนของไทยในตลาดญี่ปุ่น นี่คือ เครื่องมือ Soft Power ชั้นดี ที่ช่วยให้สินค้าและบริการไทย
เข้าถึงคนญี่ปุ่นแบบไม่ยัดเยียด
เชื่อมโยงแบรนด์กับความรู้สึกและความทรงจำ
สร้างภาพจำเชิงบวกต่อประเทศไทยในระยะยาว
เมื่อเรื่องราว วัฒนธรรม และสินค้าไทยถูกบรรจุลงในการ์ตูนและแคปซูลเล็ก ๆ การค้าระหว่างประเทศก็ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่กลายเป็นความผูกพันระหว่างสองประเทศที่จับต้องได้จริง ๆ



