หนังปราโมทัยคืออะไร?
หนังประโมทัยอีสานคือ หนังตะลุงฉบับคนอีสาน ที่พัฒนามาจากวัฒนธรรมหนังตะลุงภาคใต้ แต่เอามาผสมเข้ากับสิ่งที่คนอีสานรักสุดหัวใจอย่าง หมอลำ จนกลายเป็นการแสดงรูปแบบใหม่ที่ทั้งม่วน ทั้งขำ และทั้งขลังในเวลาเดียวกัน
คนอีสานเรียกการแสดงนี้หลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น หนังปราโมทัย หนังประโมทัย หนังปะโมทัย หนังบักตื้อ หรือหนังบักป่องบักแก้ว ซึ่งชื่อหลังๆ มาจากตัวตลกเอกของเรื่องที่กลายเป็นขวัญใจผู้ชมไปแล้ว
คำว่า “หนังปราโมทัย” น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “ปราโมทย์” ที่แปลว่าความบันเทิงใจ ความปลื้มใจ ส่วนคำว่า ประโมทัย หรือ ปะโมทัย สันนิษฐานว่าอาจเป็นชื่อคณะ หรือเป็นเสียงพูดแบบอีสานที่ไม่ออกเสียงควบกล้ำ “ปร” เลยเหลือเป็น “ป” เท่านั้นเอง ส่วนชื่อ หนังบักตื้อ หนังบักป่อง บักแก้ว ก็มาจากชื่อตัวตลกในเรื่องโดยตรง
อัตลักษณ์อีสานในเงาหนัง
หนังปราโมทัยถือเป็น เอกลักษณ์การแสดงพื้นบ้านอีสาน ที่ผสมระหว่างหนังตะลุงภาคใต้กับหมอลำได้อย่างกลมกล่อม การแสดงนิยมเล่นเรื่อง รามเกียรติ์ เป็นหลัก ก่อนจะขยายไปสู่วรรณกรรมพื้นบ้านอีสาน เช่น สังข์ศิลป์ชัย จำปาสี่ต้น ท้าวก่ำกาดำ ขูลูนางอั้ว การะเกษ ผาแดงนางไอ่ ฯลฯ
รูปแบบการเล่นจะออกแนว หมอลำผสมหนังตะลุง ตัวพระกับตัวนางพูดภาษากลางแต่ก็ร้องลำได้ ส่วนตัวนางบางแบบเล่นสไตล์หมอลำเต็มตัว ใช้ภาษาอีสานในบทพูด ตัวตลก เสนา อำมาตย์ และชาวบ้านจะใช้ภาษาอีสานล้วนๆ ทำให้กลิ่นอายบ้านเฮายังชัดเจนอยู่ตลอดการแสดง
พื้นที่ที่นิยมเล่นหนังปราโมทัยพบมากในจังหวัด อุดรธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี และกระจายอยู่ในภาคอีสานรวม 13 จังหวัด โดยที่ ร้อยเอ็ด มีคณะหนังมากที่สุด
เสน่ห์ของตัวหนังและความสวยแบบชาวบ้าน
ลักษณะเด่นของหนังประโมทัยมีทั้งมิติรูปธรรมและนามธรรมควบคู่กันไป
ในเชิงรูปธรรม ตัวหนังทำจากหนังวัวหรือหนังควาย สูงราว 1–2 ฟุต ปัจจุบันบางคณะหันมาใช้แผ่นพลาสติกหนาเพราะหาง่ายและราคาถูกกว่า ตัวละครสำคัญจะทำอย่างประณีตคล้ายหนังตะลุงและหนังใหญ่ แต่สัดส่วนไม่ผอมยาวจนเกินจริง ส่วนตัวตลกจะไม่ได้วิจิตรนัก เน้นให้ดูขำ มีชีวิตชีวา สีที่ใช้จะมีทั้งแดง ดำ เขียว ดูจัดจ้านแต่ชวนสนุก
ตัวหนังมักทำหัวเป็นรูปด้านข้าง แต่ลำตัวเห็นแขนขาครบทั้งสองข้าง ตัวตลกจะพิเศษหน่อยเพราะสามารถขยับแขนได้ทั้งสองข้างและขยับปากขึ้นลงเหมือนพูดได้ ทำให้เวลาล้อเล่น ปล่อยมุก ยิ่งดูมีชีวิตชีวา
ด้านนามธรรม หนังปราโมทัยคือ ตัวอย่างของการผสมวัฒนธรรมภาคใต้เข้ากับจิตวิญญาณพื้นบ้านอีสาน ได้อย่างลงตัว วรรณกรรมที่นำมาเล่นช่วยรักษาความทรงจำของผู้คนต่อเรื่องเล่าพื้นบ้าน เพลงลำ และรูปแบบการแสดงดั้งเดิมหลายแขนง
สามก๊กแห่งตัวละครหนังปราโมทัย
แต่ละคณะจะมีตัวหนังประมาณ 30–100 ตัว แบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายหลักๆ คือ
ฝ่ายพระ หรือฝ่ายธรรมะ
ได้แก่กษัตริย์ มเหสี พระเอก (เจ้าชาย) นางเอก (เจ้าหญิง) ถ้าเป็นเรื่องรามเกียรติ์ก็จะมี พระราม พระลักษณ์ นางสีดา หนุมาน สุครีพ องคต ฯลฯฝ่ายยักษ์ หรือฝ่ายอธรรม
เป็นตัวร้ายของเรื่อง เช่น ทศกัณฐ์ นางมณโฑ ไมยราพ กุมภกรรณ เป็นต้นฝ่ายตัวตลกและคนรับใช้
คือหัวใจของความม่วนคัก ดึงผู้ชมให้อยู่หน้าจอจนดึก ที่ขาดไม่ได้เลยในทุกคณะคือ บักป่อง บักแก้ว บักแหมบ นางจุมจี นางจุมจ่อ และตัวตลกอื่นๆ ตามแต่ละคณะจะสร้างสรรค์ขึ้นมาตัวหนังพิเศษ
ทุกคณะต้องมี “ฤาษี” ซึ่งถือเป็นครูด้านการแสดงเงา สืบทอดมาจากวัฒนธรรมร่วมในแถบอุษาคเนย์ และ “ปลัดตื้อ” ครูหนังจากภาคใต้ ทั้งสองตัวถือเป็นตัวหนังศักดิ์สิทธิ์ที่ ห้ามผู้หญิงแตะต้องโดยเด็ดขาด
โรงหนัง จอผ้าขาว และแสงจากขี้ไต้
โรงหนังปราโมทัยจะสร้างเป็นเวทีมีพื้นยกสูงราวระดับเอว มีหลังคา และมีจอผ้าขาวขนาดกว้างราว 1.30 เมตร ยาวประมาณ 3.50 เมตร ด้านหลังจอคือโลกของคนเชิดหนัง คนพากย์ และนักดนตรีทั้งหมด จะต้องอยู่รวมกันในพื้นที่จำกัดนี้
สมัยก่อนโรงหนังอาจใช้เวทีหมอลำ เวทีมวย หรือศาลากลางบ้าน ศาลาวัด แล้วกั้นผ้ากำหนดขอบเขตระหว่างคณะกับผู้ชมอย่างง่ายๆ ตามแบบชาวบ้าน
แสงที่ใช้ส่องเงาหนังสมัยแรกๆ มาจาก ขี้ไต้ ทำจากน้ำมันยางผสมไม้ผุหรือขี้เลื่อย ให้ไฟสว่างพอให้เงาหนังปรากฏบนจอ ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นตะเกียงเจ้าพายุ และในปัจจุบันใช้หลอดไฟกลมขนาด 100 วัตต์ 1–3 หลอด แขวนไว้ระหว่างผู้เชิดกับตัวหนัง
คนบนเวที: ทีมงานเบื้องหลังเงาหนัง
หนึ่งคณะหนังปราโมทัยมักจะมีคนราว 5–10 คน แบ่งหน้าที่กันชัดเจน
คนเชิดหนัง 2–3 คน ทำหน้าที่ทั้งเชิดและพากย์ หรือในบางคณะจะแยกคนเชิดกับคนพากย์ออกจากกัน มีทั้งชายและหญิงร่วมกัน
นักดนตรีประมาณ 3–5 คน เดิมใช้ ระนาดเอก 1 ราง ตะโพน 1 ใบ ฉิ่ง 1 คู่ ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มเครื่องดนตรีสมัยใหม่อย่าง พิณ แคน ซอ คีย์บอร์ด กลอง ฉิ่งฉาบ เข้ามาเสริมจังหวะให้เร้าใจมากขึ้น
ดนตรีของหนังปราโมทัยจึงกลายเป็นการผสมเสียงแบบเก่าและใหม่ คล้ายเส้นทางที่หมอลำพัฒนาไปเป็นหมอลำซิ่งในยุคหลัง
ศูนย์กลางและคณะหนังในตำนาน
ศูนย์กลางเก่าแก่ของหนังปะโมทัยอีสานคือ จังหวัดอุบลราชธานี คณะหนังรุ่นบุกเบิกที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่
คณะฟ้าบ้านทุ่ง ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2469 ถือเป็นคณะดั้งเดิมที่คณะอื่นๆ สืบทอดแบบแผนมาจากที่นี่
คณะบุญมี เดิมมาจากอุบลราชธานี แต่ไปตั้งคณะในจังหวัดร้อยเอ็ด ปี พ.ศ. 2476
คณะประกาศสามัคคี ตั้งขึ้นปี พ.ศ. 2490
นอกจากนี้ยังมี คณะ ช. ถนอมศิลป์ บ้านโคกไพลี จังหวัดร้อยเอ็ด, คณะ ป. บันเทิงศิลป์ บ้านสีแก้ว จังหวัดร้อยเอ็ด, และคณะหนังปะโมทัยของผู้ใหญ่ถัง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เป็นต้น
จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2553 พบว่าหนังประโมทัยยังมีอยู่ใน 13 จังหวัดภาคอีสาน เช่น อุดรธานี มุกดาหาร นครพนม กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร บุรีรัมย์ นครราชสีมา โดยที่ร้อยเอ็ดมีมากที่สุดถึง 13 คณะ
ความเชื่อและข้อห้าม: ศรัทธาที่อยู่หลังม่าน
ความเชื่อของชาวหนังปราโมทัยเต็มไปด้วยข้อห้ามและพิธีกรรมที่ถือเคร่งครัด เช่น
ห้ามตั้งโรงหนังหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เชื่อว่าเป็นทิศอัปมงคล จะทำให้คณะไม่รุ่งเรือง
ก่อนแสดงทุกครั้ง ต้องรำลึกถึงครูบาอาจารย์ เพื่อความเป็นสิริมงคลและให้ผู้ชมชื่นชอบ
หากจะเดินทางไปแสดงหนังแลกข้าวในหมู่บ้านอื่น ต้องหลีกเลี่ยงการออกเดินทางในวันพระแรมและขึ้น 15 ค่ำ
หัวหน้าคณะจะต้องนำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาที่บันไดบ้าน โดยหันหน้าไปทางทิศเหนือ กล่าวคาถาให้จบพร้อมกลั้นลมหายใจและกระทืบเท้าขวา 3 ครั้ง ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงาน
ลำดับการเก็บตัวหนังเองก็มีความเชื่อฝังอยู่
เก็บ ตัวฤาษี ไว้บนสุด ตามด้วยตัวตลกอย่างบักตื้อ บักป่อง บักแก้ว บักแหมบ
ตัวพระตัวนางอยู่ล่างสุด
ต้องเก็บในที่สูง ห้ามให้ใครเดินข้าม และในระหว่างการแสดง ห้ามบุคคลภายนอกแตะต้องตัวหนังเด็ดขาด
พิธีไหว้ครู: ยกอ้อ ยอครู
ก่อนเริ่มการแสดง หนังปราโมทัยจะมีพิธี “ยกอ้อ ยอครู” หรือพิธีไหว้ครูเพื่อคารวะครูบาอาจารย์ ทั้งครูที่เป็นคนจริงและครูในรูปของตัวหนัง โดยเฉพาะตัวฤาษีที่ถือเป็นตัวแทนครูหนัง
เครื่องคายสำหรับไหว้ครู
ของที่ใช้ในพิธีไหว้ครูของคณะพ่อคำตา อินทร์สีดา ได้แก่
ขันธ์ห้า (ดอกไม้ 5 คู่ เทียน 5 คู่)
เหล้าขาว 1 ขวด
ไข่ดิบ 1 ฟอง
เงิน 12 บาท
ถ้าถุง 1 ผืน
แป้ง 1 กระป๋อง
หัวหน้าคณะจะนำตัวหนังเด่นๆ ทั้งตัวพระ ตัวนาง และตัวตลกสำคัญ มาวางคู่กับเครื่องคายบนถาด จากนั้นผู้ประกอบพิธีจะจุดเทียน กราบ 3 ครั้ง แล้วยกเครื่องคายสูงระดับจมูกกล่าวคาถา เมื่อกล่าวจบจะวางเครื่องคายลงและทาแป้งที่ใบหน้าผู้นำพิธี ก่อนส่งต่อให้ลูกวงทาที่หน้าเป็นสัญลักษณ์ของการรับพรและความเป็นสิริมงคลร่วมกัน
ขั้นตอนการแสดงหนังปราโมทัย
ก่อนเริ่มแสดง คนเชิดจะปักตัวหนังที่ต้องใช้ไว้ที่ต้นกล้วย โดยห้อยหัวลงเพื่อสะดวกในการหยิบขึ้นมา จากนั้นดนตรีเริ่มบรรเลง นักแสดงจัดฉาก เรียงตัวละครตามลำดับที่ต้องใช้
ช่วงแรกจะมีการเต้นประกอบเพลงอยู่ด้านข้างเวที จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วง โหมโรง หัวหน้าคณะจะตีระนาดและร้องสลับกัน เนื้อหามักเป็นการขอขมาครูบาอาจารย์และกล่าวทักทายแขกผู้ชม
เมื่อจบการโหมโรง แต่ละตัวละครจะถูกเชิดออกมาตามเนื้อเรื่อง สลับกับการเล่นดนตรีตลอดคืน ตัวชูโรงที่ถือเป็นดาวเด่นตลอดกาลคือ ตัวหนัง “ปลัดตื้อ” ซึ่งเป็นทั้งตัวตลกและตัวครูในเวลาเดียวกัน
เมื่อหนังปราโมทัยต้องปรับตัว: จากหมอลำคู่สู่หนังปราโมทัยซิ่ง
ในยุคที่ดนตรีสมัยใหม่ ดังลำซิ่ง กลองชุด กีตาร์ เบส ดังสนั่นทั่วงานวัด หนังปราโมทัยก็หนีไม่พ้นต้องปรับตัวเหมือนกัน การเพิ่มดนตรีสไตล์หมอลำซิ่งเข้ามา ทำให้เกิดสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า “หนังปราโมทัยซิ่ง” เพื่อให้ทันยุคทันสมัยและดึงผู้ชมให้อยู่หน้าจอให้นานที่สุด
บรรยากาศหน้าโรงหนังในงานวัดมักจะเห็นคนรุ่นใหญ่เป็นหลัก ส่วนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยกลับไปรวมตัวกันด้านข้างเวทีเพื่อดูลีลานักดนตรีและจังหวะดนตรีมันๆ มากกว่าจะสนใจเงาตัวหนังบนจอ
ในช่วงหน้าม่านแรกๆ คณะจะเปิดเพลงมันๆ ให้ตัวหนังเต้นยักย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะ ดึงแขกให้ตื่นตาตื่นใจก่อน แล้วค่อยกลับเข้าสู่เนื้อเรื่องหลักอย่าง รามเกียรติ์ หรือเรื่องพื้นบ้านในช่วงดึก
การแสดงของตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์จะใช้ภาษาไทยกลาง (ที่มักจะฟังดูแข็งๆ แบบอีสานออกเสียงภาษากลาง) ส่วนเสนา อำมาตย์ ทหาร และชาวบ้านจะใช้ภาษาอีสานเต็มรูปแบบ “นายหนัง” คือคนถือบทกลอนและดำเนินเรื่องหลัก ขณะที่คนอื่นช่วยพากย์และเชิดประกอบ
มุมมองร่วมสมัย: เมื่อศิลปะไทยชนกับฝีมือชาวบ้าน
ถ้ามองด้วยสายตาคนที่เคยเรียนศิลปะไทยอย่างเข้มข้น อาจรู้สึกผิดหวังกับตัวหนังสมัยใหม่อยู่ไม่น้อย ทั้งลายฉลุ รายละเอียด และสีสันบางชุดดูฉูดฉาดเกินจริง ไม่ตรงแบบแผนศิลปกรรมไทยดั้งเดิมเท่าไร ท่าทางการเชิดตัวตลกหรือเสนาบางคณะก็ยังหยาบๆ อยู่
แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือฝีมือแบบชาวบ้านแท้ๆ ที่ไม่ได้ผ่านการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้เรียนศิลปะจากสถาบัน แต่ใช้ความจำ การถ่ายทอดกันปากต่อปาก และ “ใจฮัก” ล้วนๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรยกย่องในฐานะการสืบสานลมหายใจของวัฒนธรรมมากกว่าจะตัดสินด้วยมาตรฐานความงามเพียงด้านเดียว
ฝั่งดนตรีเอง แม้จะยังคงใช้ ระนาดเอก ตะโพน ฉิ่ง ในการดำเนินเรื่องของตัวพระ ตัวนาง และยักษ์ แต่ก็เพิ่ม กลองชุด กีตาร์ เบส คีย์บอร์ด เข้ามาใช้ในช่วงที่ตัวตลกออกมาปลุกคนดูตอนดึกๆ เพราะถ้าไม่ทำให้สนุกสุดเหวี่ยง คนก็ดูไม่ถึงเช้าเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
ทำไมหนังปราโมทัยสู้หมอลำซิ่งไม่ค่อยไหว?
ในยุคที่หมอลำหมู่และหมอลำซิ่งครองเวที ผู้ชมได้ทั้ง เสียงดนตรีจัดเต็ม เสียงร้อง เสียงลำ แถมยังได้ชมท่าฟ้อนย้ายสะโพกของผู้แสดงแบบเต็มตา ชุดการแสดงก็มักจะจัดจ้านชวนหวาดเสียวเล็กๆ ทำให้คนดูไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ง่ายๆ
แต่สำหรับหนังปราโมทัย ผู้ชมได้ยินเสียงดนตรีครึกครื้นเหมือนกัน ทว่าที่ตาเห็นกลับเป็นเพียง เงาตัวหนัง เต้นกระย่องกระแย่งอยู่บนผ้าขาว ถ้าเนื้อเรื่องไม่เข้มข้น มุกไม่ขำ หรือการดำเนินเรื่องไม่ดึงดูดพอ โอกาสที่คนดูจะลุกกลับบ้านก่อนเที่ยงคืนก็มีสูงมาก
เมื่อเทียบกับหนังตะลุงภาคใต้ที่ยังอยู่รอดได้ดี ส่วนหนึ่งเพราะมี พลังทางการเมืองและการวิพากษ์สังคม แฝงอยู่ นายหนังภาคใต้มักหยิบเอาเรื่องบ้านเมืองมาล้อผ่านตัวตลกอย่าง “ไอ้เท่ง” คนดูเลยอินมาก ทั้งตลก ทั้งได้คิด
แต่ฝั่งอีสานนั้น คนจำนวนมากมักจะเลือก ไม่พูดเรื่องการเมืองหรือเรื่องของผู้มีอำนาจ ทำให้หนังปราโมทัยขาดเครื่องมือสำคัญในการดึงคนดูแบบเดียวกับหนังตะลุงภาคใต้
หนังบักตื้อฝั่งลาว: เงาที่ข้ามแม่น้ำโขงไปเป็นมรดก
วัฒนธรรมหนังปราโมทัยไม่ได้หยุดอยู่เพียงฝั่งไทย แต่ยังข้ามไปฝั่ง สปป.ลาว ในรูปของการแสดงที่เรียกว่า “หนังบักตื้อ” ซึ่งยังคงเป็นที่คิดฮอดของคนลาวรุ่นเก่า หลายคนยังจำภาพการปูสาดไปนั่งดูหนังบักตื้อกับพ่อแม่หรือตายายตามวัดได้ดี
แม้โลกวันนี้เต็มไปด้วยการแสดงรูปแบบใหม่ๆ ที่ดึงความสนใจของผู้คนจนหนังบักตื้อถูกเบียดออกจากเวที แต่ก็ยังมีกลุ่มคนรากหญ้าจำนวนหนึ่งที่ พยายามรักษาศิลปะนี้ไว้สุดกำลัง
มีบันทึกว่าการแสดงหนังบักตื้อในลาวนั้น สืบทอดมาจาก หนังปราโมทัยหรือหนังปลัดตื้อฝั่งไทย โดยมีจุดเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2493 จากชาวไทยชื่อ นายจันทร์ จันทร์ไพเราะ ชาวอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
ท่านได้นำชุด ตัวหนังปลัดตื้อ ติดตัวไปขณะเดินทางไปจำพรรษาที่เมืองจำพอน แขวงสวรรณเขต ต่อมาเมื่อสึกจากพระและตั้งรกรากอยู่ที่นั่น ได้ใช้เวลาว่างนำหนังปลัดตื้อออกแสดงตามหมู่บ้านต่างๆ จนมีชื่อเสียงยาวนานกว่า 30 ปี ภายหลังท่านบวชอีกครั้งที่วัดไชยมุงคุล เมืองไกรสอนพรหมวิหาร
ตัวหนังปลัดตื้อชุดดั้งเดิมในลาวทุกวันนี้ ถูกเก็บรักษาไว้ที่ แผนกแถลงข่าววัฒนธรรมและท่องเที่ยว แขวงสวรรณเขต เพื่อลงทะเบียนเป็นมรดกท้องถิ่น หนึ่งในหลักฐานว่า เงาจากผืนผ้าขาวฝั่งอีสานเคยเดินทางไกลกว่าที่เราคิด
คำถามใหญ่: หนังปราโมทัยจะอยู่ต่ออย่างไร?
ในโลกที่คนดูต้องการความตื่นตาแบบรวดเร็ว และมีตัวเลือกความบันเทิงเต็มไปหมด การจะให้หนังปราโมทัยมีคนดูเต็มจอถึงสว่างเหมือนเมื่อก่อนเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก
จุดอ่อนคือ รสชาติบนสายตาที่สู้การแสดงสดแบบหมอลำซิ่งไม่ได้ แต่จุดแข็งคือเรื่องเล่า วรรณกรรมพื้นบ้าน ความเชื่อ และกลิ่นอายชีวิตชาวบ้านที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ง่ายๆ
การอนุรักษ์หนังปราโมทัยจึงอาจไม่ได้หมายถึงการเก็บไว้ในอดีตเท่านั้น แต่คือการคิดหาวิธีให้เงาหนังบนผ้าขาว ยังพูดกับคนรุ่นใหม่ได้ จะเป็นการผสมดนตรีใหม่ เติมเรื่องร่วมสมัย หรือเอาไปเชื่อมกับสื่อยุคดิจิทัล ก็ล้วนเป็นคำถามปลายเปิดที่คนรักหนังปราโมทัยต้องช่วยกันหาคำตอบ
สุดท้าย หนังปราโมทัยอาจไม่ได้ต้องการอะไรซับซ้อน เพียงแค่
มีคนยังอยากเล่า
มีคนยังอยากเชิด
และมีคนยังยอมปูสาดนั่งฟังจนดึก
ก็เพียงพอจะให้ ลมหายใจของเงาบักตื้อ ปลัดตื้อ และผองเพื่อน ไปต่ออีกสักระยะหนึ่งในใจคนอีสานและเพื่อนบ้านสองฝั่งโขงได้แล้ว

