รับแอปรับแอป

สายอนิเมะห้ามพลาด! ปั้นรายได้จากสิทธิ์ใช้แบรนด์ ให้คาแรกเตอร์สุดรักขายดีถึงปี 2026

พีรวิชญ์ สุวรรณดี01-30

ปลดล็อกพลังสิทธิ์ใช้แบรนด์

การให้สิทธิ์ใช้แบรนด์ (Brand Licensing) คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทั้งช่วยสร้างรายได้ และขยายอาณาจักรธุรกิจได้ไกลกว่าที่เคย โดยเฉพาะสายสินค้าอนิเมะ คาแรกเตอร์ เกม และป๊อปคัลเจอร์ ถ้าเข้าใจกติกานี้ดี ๆ คุณจะสามารถต่อยอด IP ที่มี หรือขอใช้ IP ของคนอื่น มาปั้นเป็นสินค้าขายจริงได้แบบถูกกฎหมาย

การให้สิทธิ์ใช้แบรนด์ คือการที่เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาเปิดทางให้บริษัทอื่นนำชื่อแบรนด์ โลโก้ คาแรกเตอร์ ซอฟต์แวร์ หรือสิทธิบัตร ไปใช้เชิงพาณิชย์ แลกกับค่าลิขสิทธิ์หรือค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดไว้ในสัญญา

อุตสาหกรรมนี้มีมูลค่าระดับหลายแสนล้านดอลลาร์ทั่วโลก เพราะช่วยให้แบรนด์ขยายสินค้า ป้องกันการลอกเลียนแบบ และเข้าใกล้แฟน ๆ ได้มากขึ้น ก่อนจะลงสนามจริง คุณจึงควรเข้าใจกระบวนการ เงื่อนไข และข้อควรระวังให้ชัดเจน

ในบทความนี้ เราจะค่อย ๆ พาไปดูตั้งแต่ความหมายของสิทธิ์ใช้แบรนด์ รูปแบบสัญญายอดนิยม ประโยชน์ที่ทั้งผู้ให้สิทธิ์และผู้รับสิทธิ์จะได้รับ รวมถึงตัวอย่างจากแบรนด์ระดับโลกที่ใช้กลยุทธ์นี้ได้อย่างทรงพลัง

สิทธิ์ใช้แบรนด์คืออะไร?

สิทธิ์ใช้แบรนด์ คือการที่เจ้าของแบรนด์อนุญาตให้ผู้อื่นใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) ของตัวเองในเชิงพาณิชย์ เช่น

  • สิทธิบัตร

  • ซอฟต์แวร์

  • คาแรกเตอร์ หรือตัวละครในอนิเมะ เกม ภาพยนตร์

  • โลโก้ ชื่อแบรนด์ หรือองค์ประกอบด้านดีไซน์

แลกกับค่าธรรมเนียมหรือค่าลิขสิทธิ์ที่ระบุไว้ในสัญญา ทุกอย่างเกิดขึ้นภายใต้กรอบทางกฎหมายที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน

ลักษณะของการให้สิทธิ์ใช้แบรนด์

เมื่อเจ้าของแบรนด์ยินยอมให้ธุรกิจอื่นใช้ IP ของตนในช่วงเวลาหนึ่ง ผู้รับสิทธิ์ก็สามารถนำสินทรัพย์นั้นไปต่อยอดธุรกิจได้ เช่น

  • ผลิตสินค้าใหม่โดยติดโลโก้หรือคาแรกเตอร์แบรนด์

  • ซื้อสินค้ามาขายซ้ำในราคาที่สูงขึ้นภายใต้สัญลักษณ์ของแบรนด์

ในทางกลับกัน เจ้าของแบรนด์ก็จะได้รับผลตอบแทนเป็นค่าลิขสิทธิ์ อาจคำนวณจากเปอร์เซ็นต์ยอดขาย หรือเก็บเป็นค่าธรรมเนียมก้อนเดียวตามที่ตกลงกันไว้

หัวใจสำคัญคือ IP ยังคงเป็นของเจ้าของแบรนด์ แต่สิทธิ์ “การใช้” ถูกปล่อยให้ผู้อื่นนำไปทำเงินต่อได้ตามขอบเขตที่สัญญากำหนด

5 ประเภทข้อตกลงสิทธิ์ใช้แบรนด์ที่พบบ่อย

1. สิทธิ์ใช้แบรนด์และเครื่องหมายการค้า

แบรนด์สามารถให้ธุรกิจอื่นนำชื่อหรือตราสัญลักษณ์ของตนไปใช้บนสินค้าได้ เช่น การให้สิทธิ์ผู้ผลิตในประเทศต่าง ๆ ผลิตและจำหน่ายสินค้าในชื่อแบรนด์เดียวกัน ภายใต้ข้อตกลงเรื่องเครื่องหมายการค้า ยิ่งแบรนด์แข็งแรง ยอดค่าลิขสิทธิ์จากการขายปลีกก็ยิ่งสูงตาม

2. สิทธิ์ใช้สิทธิบัตร

สิทธิบัตรคุ้มครองนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร ดีไซน์พิเศษ หรือเทคโนโลยีเฉพาะ หากมีคนอยากผลิตสินค้าแนวเดียวกัน ก็ต้องขอสิทธิ์ใช้สิทธิบัตรจากเจ้าของก่อน จึงจะสามารถผลิตและขายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

3. สิทธิ์ใช้คาแรกเตอร์ บันเทิง และงานศิลปะ

โลโก้ทีมกีฬา คาแรกเตอร์อนิเมะ ตัวละครจากภาพยนตร์หรือซีรีส์ สามารถถูกนำไปใช้บนสินค้าแฟชั่น ของแต่งบ้าน แก้วน้ำ หรือของสะสมต่าง ๆ ได้ ก็ต่อเมื่อเจ้าของ IP ให้สิทธิ์กับผู้ผลิตเท่านั้น

แบรนด์ด้านบันเทิงจำนวนมากยังให้สิทธิ์ใช้คอนเทนต์ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น

  • ภาพยนตร์

  • รายการโทรทัศน์

  • เพลง

  • ฟุตเทจจากอีเวนต์หรือสถานที่ท่องเที่ยวในเครือ

ทั้งหมดนี้เป็นการขยายคุณค่าของ IP ให้ไปไกลกว่าตัวเนื้อหาดั้งเดิม

4. สิทธิ์ใช้ซอฟต์แวร์

เมื่อคุณจ่ายเงินเพื่อใช้ซอฟต์แวร์ โดยทั่วไปคือการซื้อ “สิทธิ์การใช้งาน” ไม่ใช่ซื้อโปรแกรมไปเป็นเจ้าของเต็มตัว สิทธิ์อาจจำกัดแค่ผู้ใช้เดี่ยว หรือใช้ได้หลายที่นั่งในองค์กร ถ้าเป็นใบอนุญาตแบบหลายผู้ใช้ (Multi-user License) อาจเปิดทางให้พาร์ตเนอร์ภายนอกนำซอฟต์แวร์ไปจำหน่ายต่อได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

5. สิทธิ์ใช้แบรนด์ด้านกีฬา

ทีมกีฬาชื่อดังมักทำสัญญาให้สิทธิ์ใช้โลโก้หรือชื่อทีมกับผู้ผลิตสินค้า เช่น เสื้อ หมวก หรือของสะสมที่มีลายเซ็นนักกีฬา ข้อตกลงลักษณะนี้ช่วยเพิ่มรายได้ให้ทีม และขยายการรับรู้แบรนด์ในระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

ทำไมร้านค้าปลีกถึงควรสนใจสิทธิ์ใช้แบรนด์

เพิ่มการรับรู้และการเข้าถึงแบรนด์

ทั้งผู้ให้สิทธิ์ (Licensor) และผู้รับสิทธิ์ (Licensee) ต่างได้ประโยชน์จากการแชร์ฐานลูกค้าร่วมกัน สินค้าที่ใช้สิทธิ์แบรนด์สามารถพาแบรนด์ไปเจอกลุ่มใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอายุ ตลาดต่างภูมิภาค หรือประเทศใหม่ ๆ

การจับมือกับพาร์ตเนอร์ที่มีฐานลูกค้าแข็งแรงในพื้นที่นั้นอยู่แล้ว จึงกลายเป็นทางลัดในการบุกตลาดใหม่แบบแทบไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

ขยายไลน์สินค้าโดยไม่ต้องเพิ่มกำลังผลิตเอง

การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ทันเทรนด์และความต้องการลูกค้าไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งเงินทุน เวลา และความเสี่ยงทางธุรกิจ การให้สิทธิ์ใช้แบรนด์ช่วยเชื่อมช่องว่างนี้ เพราะคุณสามารถให้บริษัทที่มีโรงงานพร้อม ทีมงานพร้อม และช่องทางจัดจำหน่ายครบ รับหน้าที่ผลิตแทน

เจ้าของแบรนด์ได้ขยายสินค้า ผู้รับสิทธิ์ได้ใช้ชื่อแบรนด์ขายของ กลายเป็นดีลที่ทั้งสองฝ่ายต่างชนะไปพร้อมกัน

สร้างรายได้เสริมและกระจายความเสี่ยง

ทุกชิ้นสินค้าที่ขายได้ภายใต้สิทธิ์ใช้แบรนด์ คือรายได้ค่าลิขสิทธิ์ที่ไหลกลับไปหาเจ้าของแบรนด์ แม้อาจไม่ใช่เงินก้อนมหาศาลในทันที แต่เป็นรายได้ต่อเนื่องที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจในระยะยาว

การมีรายได้จากหลายช่องทางยังช่วยลดความเสี่ยงของร้านค้าปลีก ไม่ต้องพึ่งพาแค่สินค้าหลักเพียงไม่กี่รายการ

ป้องกันสินค้าปลอมและการละเมิดลิขสิทธิ์

เมื่อแบรนด์เริ่มดัง สินค้าปลอมย่อมตามมา การให้สิทธิ์ใช้แบรนด์อย่างเป็นระบบเริ่มต้นจากการจดทะเบียนและคุ้มครอง IP อย่างถูกต้อง เมื่อมีสัญญาที่ชัดเจน ทั้งเรื่องราคา การลดราคา และมาตรฐานคุณภาพ ก็จะช่วยคุมภาพลักษณ์แบรนด์ได้ดีขึ้น

ในกรณีเจอสินค้าลอกเลียนแบบ หรือมีการใช้แบรนด์โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าของแบรนด์ก็จะมีเอกสารทางกฎหมายรองรับในการจัดการปัญหาได้อย่างชัดเจน

วิธีเริ่มต้นสร้างระบบสิทธิ์ใช้แบรนด์ให้แข็งแรง

กลยุทธ์สิทธิ์ใช้แบรนด์ที่ดี จะทำให้ทรัพย์สินของคุณได้รับการคุ้มครอง และสร้างรายได้กลับมาสู่แบรนด์อย่างยั่งยืน ต่อไปนี้คือขั้นตอนสำคัญที่ควรเริ่มลงมือทำ

1. ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของคุณก่อนทุกอย่าง

สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดที่สุดคือ เปิดให้คนอื่นใช้แบรนด์ แต่ตัวเองกลับไม่ได้รับผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล ดังนั้นขั้นตอนแรกคือ

  • ทำงานร่วมกับทนายด้านทรัพย์สินทางปัญญา

  • จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โลโก้ ชื่อแบรนด์ และดีไซน์สำคัญ

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่า IP ของคุณได้รับการคุ้มครองเต็มรูปแบบ

เมื่อฐานด้านกฎหมายแน่นแล้ว คุณจะสามารถต่อยอดสร้างรายได้จากสิทธิ์ใช้แบรนด์ได้อย่างมั่นใจขึ้นมาก

2. วางกลยุทธ์ก่อนให้สิทธิ์

ก่อนจะเลือกใครมาเป็นผู้รับสิทธิ์ คุณต้องตอบให้ได้ว่า คุณต้องการอะไรจากอีกฝ่าย และเขาต้องมีคุณสมบัติแบบไหนถึงจะเหมาะกับแบรนด์ของคุณ

สิ่งที่ควรพิจารณา เช่น

  • ลูกค้าปัจจุบันของคุณอยากได้สินค้านี้จริงไหม
    ถ้ามีลูกค้าถามหาสินค้าบางประเภทบ่อย ๆ แต่คุณยังไม่พร้อมผลิตเอง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าควรให้สิทธิ์คนอื่นผลิตแทนภายใต้ชื่อแบรนด์ของคุณ

  • ภาพลักษณ์และคุณค่าของแบรนด์ไปด้วยกันกับสินค้าหรือเปล่า
    การจับคู่ที่ลงตัว เช่น ทีมกีฬาที่ให้สิทธิ์ผลิตเสื้อผ้าแฟน ๆ ซื้ออย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าเป็นสินค้าไม่สัมพันธ์กับภาพลักษณ์ ก็อาจทำให้แบรนด์ดูแปลกแยก

  • ศักยภาพของผู้รับสิทธิ์
    ต่อให้ดีลดูน่าสนใจ แต่ถ้าผู้รับสิทธิ์ผลิตไม่ไหว หรือขายไม่ถึงเป้า ข้อตกลงก็อาจไม่คุ้มค่าทั้งสองฝ่าย

การทำการบ้านให้ดีตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ระบบสิทธิ์ใช้แบรนด์ของคุณโตได้แบบยั่งยืน ไม่ใช่แค่ดีลระยะสั้น

3. ร่างข้อตกลงสิทธิ์ใช้แบรนด์ให้ละเอียด

ข้อตกลงสิทธิ์ใช้แบรนด์ คือคู่มือร่วมงานอย่างเป็นทางการระหว่างเจ้าของแบรนด์กับผู้รับสิทธิ์ ภายในเอกสารนี้ควรระบุอย่างชัดเจนว่า

  • ใช้ IP อะไรได้บ้าง

  • ใช้ที่ไหน ใช้เมื่อไหร่

  • แบ่งรายได้กันอย่างไร

โดยทั่วไป ผู้รับสิทธิ์จะจ่ายค่าลิขสิทธิ์ตามยอดขาย หรือจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมก้อนเดียว สัญญาลักษณะนี้มักมีรายละเอียดทางกฎหมายเยอะ จึงควรอาศัยทนายที่เชี่ยวชาญด้าน IP โดยเฉพาะ เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือซอฟต์แวร์

สัญญาเขียนดีตั้งแต่แรก จะช่วยลดดราม่าในอนาคต และทำให้ระบบสิทธิ์ใช้แบรนด์เดินหน้าได้อย่างมั่นคง

องค์ประกอบสำคัญในสัญญาสิทธิ์ใช้แบรนด์

เมื่อคุณเริ่มร่างข้อตกลงกับที่ปรึกษาด้านกฎหมาย จะมีประเด็นหลักหลายข้อที่ต้องเคลียร์ให้ชัด เพราะทั้งหมดนี้คือกรอบการทำงานจริงของทั้งสองฝ่าย

การระบุ IP ที่ให้ใช้ และสิ่งที่ไม่รวมในสิทธิ์

สัญญาควรเขียนให้ละเอียดว่า IP ใดอยู่ภายใต้สิทธิ์ใช้แบรนด์ และอะไรที่ไม่ครอบคลุม เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในภายหลัง

แบรนด์ที่ทำสินค้าเกมหรืออนิเมะมักต้องเตรียมข้อมูลให้ผู้รับสิทธิ์แบบครบเซ็ต เช่น

  • ไฟล์เกมหรือเนื้อหาต้นฉบับ

  • ข้อมูลคาแรกเตอร์ พื้นหลังเรื่องราว

  • งานอิลลัสต์อย่างเป็นทางการ

  • ไฟล์ภาพคุณภาพสูงพร้อมใช้งาน

การส่งมอบข้อมูลชัดเจนตั้งแต่วันเซ็นสัญญา จะช่วยให้ผู้รับสิทธิ์ผลิตและโปรโมตสินค้าได้ตรงตามมาตรฐานแบรนด์

ความเฉพาะสิทธิ์

ส่วนใหญ่สัญญาสิทธิ์ใช้แบรนด์มักเป็นแบบไม่เฉพาะสิทธิ์ เจ้าของแบรนด์สามารถให้สิทธิ์รายอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ แต่ก็ยังต้องระบุไว้ในสัญญาอยู่ดีเพื่อความโปร่งใส

ในบางกรณี เจ้าของแบรนด์อาจให้สิทธิ์แบบเฉพาะราย เพื่อเปิดทางให้ผู้รับสิทธิ์มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง และแน่นอนว่า ค่าลิขสิทธิ์ในกรณีนี้ก็มักจะสูงขึ้นตามไปด้วย

โครงสร้างค่าลิขสิทธิ์

เพราะผู้รับสิทธิ์นำ IP ของคุณไปทำเงิน สัญญาจึงต้องเขียนให้ชัดว่าเงินจะไหลกลับมายังคุณแบบไหน เช่น

  • ค่าธรรมเนียมคงที่รายปี
    ผู้รับสิทธิ์จ่ายเป็นเงินก้อน เพื่อแลกสิทธิ์ใช้แบรนด์ตามระยะเวลาที่ตกลง

  • ค่าลิขสิทธิ์ต่อเนื่องตามยอดขาย
    อาจคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาต่อหน่วย หรือจำนวนเงินต่อชิ้น เช่น ถ้าคิดค่าลิขสิทธิ์ 10% จากยอดขาย 500,000 บาท เจ้าของแบรนด์จะได้รับ 50,000 บาท

บางแบรนด์ยังเพิ่มเงื่อนไขให้ผู้รับสิทธิ์รายงานยอดขายปลีก เพื่อให้เจ้าของแบรนด์ประเมินได้ว่าความร่วมมือยังคุ้มค่าทางการเงินหรือไม่ และต้องระบุให้ชัดด้วยว่าคิดค่าลิขสิทธิ์จากราคาเต็ม หรือหลังหักส่วนลด เพราะตัวเลขนี้กระทบรายได้จริงโดยตรง

การควบคุมคุณภาพ

ทุกครั้งที่คุณให้คนอื่นใช้ชื่อแบรนด์ โลโก้ หรือคาแรกเตอร์ของคุณบนสินค้า เท่ากับว่าคุณนำชื่อเสียงตัวเองไปผูกกับคุณภาพของสินค้านั้นโดยอัตโนมัติ

ดังนั้นสัญญาควรกำหนดเงื่อนไขด้านคุณภาพ เช่น

  • ห้ามดัดแปลงหรือบิดเบือนโลโก้

  • ห้ามเปลี่ยนฟอนต์หรือโทนสีประจำแบรนด์

  • ห้ามแก้หรือเพิ่มโค้ดใหม่ลงในซอฟต์แวร์ที่ได้รับสิทธิ์โดยพลการ

นอกจากนี้ ยังควรระบุอย่างชัดว่า IP ที่ให้ใช้คืออะไร และ จำกัดไม่ให้ IP ถูกใช้กับสินค้าหรือบริการประเภทที่ขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์ เช่น ห้ามใช้คาแรกเตอร์ไปทำสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

ระยะเวลาของสัญญา

สัญญาสิทธิ์ใช้แบรนด์ไม่มีสูตรตายตัว บางดีลอาจเริ่มที่ 1 ปีเพื่อทดลองตลาด ขณะที่บางแบรนด์เลือกทำสัญญายาวขึ้น เพื่อให้คุ้มกับการลงทุนด้านผลิตและการตลาด

สิ่งสำคัญคือ ต้องระบุระยะเวลาให้ชัด ทั้งวันเริ่มต้น วันสิ้นสุด และเงื่อนไขการต่ออายุ เพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้วางแผนการดำเนินงานได้อย่างไม่สะดุด

พื้นที่ทางภูมิศาสตร์

ถ้าคุณให้สิทธิ์กับพาร์ตเนอร์หลายราย ต้องกำหนดให้ชัดว่าแต่ละรายใช้สิทธิ์ได้ในภูมิภาคใดบ้าง เพื่อไม่ให้แย่งตลาดกันเอง หรือเกิดกรณีสิทธิ์ทับซ้อนในประเทศเดียวกัน

ในบางกรณี ถ้าคุณทำสัญญาให้สิทธิ์เฉพาะกับผู้ผลิตในประเทศหนึ่ง คุณอาจไม่สามารถนำสินค้าชนิดเดียวกันไปขายในประเทศนั้นได้อีก เพราะสิทธิ์ถูกผูกอยู่กับผู้รับสิทธิ์รายนั้นแล้ว

ความรับผิดชอบด้านการจัดส่งและสต็อก

อีกข้อที่ต้องเขียนในสัญญาให้ชัดคือ ใครดูแลเรื่องโลจิสติกส์ เช่น

  • เก็บสต็อกไว้ที่คลังของใคร

  • ใครเป็นคนแพ็กและจัดส่งสินค้าให้ลูกค้า

  • ใครรับผิดชอบเรื่องขั้นตอนนำเข้าและขนส่งระหว่างประเทศ

ตัวอย่างเช่น อาจระบุในสัญญาว่า “เราจะส่งสินค้าจำนวน X ชิ้นไปยังสถานที่ Y เพื่อให้ผู้รับสิทธิ์ดำเนินการจัดส่งต่อ” การเขียนละเอียดตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความสับสนในภายหลัง

เงื่อนไขการยกเลิกสัญญา

ทุกสัญญาควรมีทางออกที่เป็นระบบ เงื่อนไขการยกเลิกจึงเป็นส่วนสำคัญที่ห้ามละเลย ควรระบุให้ครบทั้ง

  • วันที่สัญญาสิ้นสุด

  • วิธีการยกเลิกก่อนครบกำหนดของแต่ละฝ่าย

  • ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าก่อนยกเลิก

นอกจากนี้ ยังควรกำหนดด้วยว่าเมื่อสัญญาต่ออายุ จะมีการปรับเปลี่ยนเรื่องค่าลิขสิทธิ์หรือไม่ เช่น หลังครบ 2 ปี ค่าลิขสิทธิ์อาจขยับจาก 10% เป็น 12% ของยอดขายทั้งหมด การระบุสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่แรกจะช่วยให้ทุกฝ่ายวางแผนระยะยาวได้ และลดโอกาสเกิดข้อขัดแย้งในอนาคต

เคสตัวอย่างแบรนด์ระดับโลกที่ใช้สิทธิ์แบรนด์อย่างคุ้มค่า

Walt Disney

ดีสนีย์ไม่จำเป็นต้องผลิตเสื้อยืด แก้วกาแฟ หรือของสะสมที่มีตัวละครทุกชิ้นด้วยตัวเอง แต่เลือกใช้กลยุทธ์สิทธิ์ใช้แบรนด์ ทำให้สามารถจับมือกับธุรกิจนับพันแห่งทั่วโลก เพื่อให้สิทธิ์ใช้ตัวละคร ซีรีส์ เพลง และเครื่องหมายการค้าต่าง ๆ

ผู้รับสิทธิ์เป็นฝ่ายผลิตและขายสินค้า ส่วนดีสนีย์รับค่าลิขสิทธิ์และส่วนแบ่งรายได้ ผลลัพธ์คือ แบรนด์ดีสนีย์ไปโผล่แทบทุกหมวดสินค้าที่คุณนึกออก และกลายเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกด้านการให้สิทธิ์ใช้แบรนด์ทั้งในเชิงรายได้และอิทธิพลต่อแฟน ๆ ทั่วโลก

Netflix

Netflix สร้างจักรวาลคอนเทนต์ของตัวเองผ่านซีรีส์และภาพยนตร์ต้นฉบับจำนวนมาก แต่ละเรื่องมีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น และสามารถแตกตัวกลายเป็นสินค้าได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฟิกเกอร์ เสื้อผ้า หรือของสะสมเพื่อแฟนซีรีส์

ร้านค้าปลีกที่ได้รับสิทธิ์ใช้แบรนด์จากซีรีส์เหล่านี้ จึงสามารถออกสินค้า official ในธีมคอนเทนต์ยอดฮิตออกมาขายได้อย่างถูกต้อง และได้แรงขับจากความดังของซีรีส์โดยอัตโนมัติ

Sweets & Geeks

แบรนด์ร้านค้าปลีกอย่าง Sweets & Geeks เลือกใช้กลยุทธ์สิทธิ์ใช้แบรนด์จากหลายแฟรนไชส์ดัง เพื่อเชื่อมสินค้าให้เข้ากับเทรนด์ป๊อปคัลเจอร์ ทั้งขนม เสื้อผ้า ของเล่น และของสะสมต่าง ๆ

พวกเขาถือสิทธิ์ใช้ชื่อแบรนด์และแฟรนไชส์หลากหลาย เช่น วงดนตรีชื่อดัง ทีมกีฬา และเกมบอร์ดยอดนิยม ทำให้สามารถออกสินค้าใหม่ ๆ ที่เข้ากับกระแสอยู่เสมอ และดึงดูดแฟนคลับของแต่ละแบรนด์เข้าร้านได้อย่างต่อเนื่อง

ใช้สิทธิ์แบรนด์ให้เป็น ร้านคุณก็โตได้แบบแฟรนไชส์ดัง

คุณไม่จำเป็นต้องมีคาแรกเตอร์ระดับโลกอย่างมิคกี้เมาส์ ถึงจะเข้าสู่โลกของสิทธิ์ใช้แบรนด์ได้ เพราะ IP มีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่คาแรกเตอร์เล็ก ๆ โลโก้ดีไซน์โดดเด่น ไปจนถึงลายเส้นเฉพาะตัวของศิลปิน

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ให้สิทธิ์ หรือผู้รับสิทธิ์ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือการกำหนดให้ชัดเจนว่า

  • ผลตอบแทนทางการเงินคิดอย่างไร

  • ใครใช้ IP ทำอะไรได้บ้าง

  • มาตรฐานคุณภาพต้องอยู่ระดับไหน

  • มีข้อห้ามในการใช้ IP เพื่อปกป้องภาพลักษณ์แบรนด์อย่างไร

เมื่อคุณให้สิทธิ์ใช้แบรนด์ ภาพลักษณ์ของคุณจะถูกเชื่อมกับอีกฝ่ายทันที จึงต้องวางระบบให้รัดกุมตั้งแต่แรก หากขั้นตอนดูซับซ้อน การปรึกษาทนายหรือที่ปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาจะช่วยให้สัญญาของคุณแน่นขึ้น ปลอดภัยขึ้น และปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจได้ดีขึ้น

สำหรับสายสินค้าอนิเมะหรือป๊อปคัลเจอร์ การเข้าใจสิทธิ์ใช้แบรนด์อย่างลึกซึ้ง คือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยน “ความชอบ” ให้กลายเป็น “ระบบธุรกิจ” ที่สร้างรายได้ได้จริง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิทธิ์ใช้แบรนด์

สิทธิ์ใช้แบรนด์ในธุรกิจค้าปลีกคืออะไร?

สิทธิ์ใช้แบรนด์ในธุรกิจค้าปลีก หมายถึงการที่ร้านค้าขออนุญาตใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของแบรนด์อื่นเพื่อจำหน่ายสินค้า โดยบางกรณีไม่จำเป็นต้องสร้างกระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมด เพราะเจ้าของแบรนด์สามารถใช้ระบบการผลิตเดิมของผู้รับสิทธิ์ แล้วเพียงแค่เพิ่มเครื่องหมายการค้า หรือสิทธิบัตรของตัวเองเข้าไปในสินค้า

ตัวอย่างของข้อตกลงสิทธิ์ใช้แบรนด์เป็นยังไง?

ตัวอย่างที่เห็นภาพง่าย คือการที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Barbie ทำข้อตกลงกับร้านค้าปลีกรายต่าง ๆ เพื่อผลิตคอลเลกชันพิเศษภายใต้ชื่อ Barbie โดยสินค้าเหล่านี้เป็นรุ่นลิมิเต็ดที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างเจ้าของ IP และผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสินค้าในหมวดนั้น ๆ

สิทธิ์ใช้แบรนด์มีประโยชน์ยังไง?

การใช้สิทธิ์แบรนด์ช่วยให้ร้านค้าปลีก

  • เข้าถึงฐานแฟนของแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว

  • ลดต้นทุนด้านการสร้างแบรนด์ใหม่จากศูนย์

  • เพิ่มโอกาสขายสินค้า เพราะลูกค้าจำแบรนด์ได้ตั้งแต่แรกเห็น

ความแตกต่างระหว่างแบรนด์ที่เป็นเจ้าของเองกับแบรนด์ที่ได้รับสิทธิ์คืออะไร?

  • แบรนด์ที่เป็นเจ้าของเอง: ใช้ IP ที่สร้างขึ้นเองทั้งหมด สินค้าและดีไซน์อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าของแบรนด์

  • แบรนด์ที่ได้รับสิทธิ์: ใช้ IP ของแบรนด์อื่น เช่น คาแรกเตอร์ โลโก้ หรือเครื่องหมายการค้า เพื่อผลิตและจำหน่ายสินค้า ภายใต้กรอบสัญญาสิทธิ์ใช้แบรนด์ที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า

เมื่อเข้าใจทั้งสองแบบ คุณจะสามารถเลือกได้ว่าอยากเติบโตด้วยการสร้าง IP เอง หรือผสมผสานกับการใช้สิทธิ์จากแบรนด์ดัง เพื่อเร่งสปีดการเติบโตของร้านให้ไวกว่าเดิมหลายเท่า