โปรตีนจากพืช : จากเทรนด์สู่โอกาสใหญ่ของไทย
ตลาดอาหารแพลนต์เบสของไทยและยุโรปกำลังขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในเซ็กเมนต์ที่ร้อนแรงที่สุดในโลก คาดว่าตลาดจะขยายตัวมากถึง 43% ภายในปี 2572 เปิดประตูโอกาสให้ผู้ผลิตไทยเข้าไปชิงส่วนแบ่งตลาด พร้อมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพไปพร้อมกัน
องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง Madre Brava นำข้อมูลล่าสุดมาเผยให้เห็นภาพชัดว่า ทั้งเนื้อสัตว์และอาหารทะเลจากพืชกำลังได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุโรปที่ถือเป็นตลาดนำเทรนด์ของโลกในด้านนี้
ตัวเลขการเติบโตที่ไม่อาจมองข้าม
จากรายงานของ Euromonitor International บริษัทวิจัยการตลาดระดับโลก พบว่า
ยอดขายผลิตภัณฑ์แพลนต์เบส พุ่งขึ้นเกือบ 30% นับตั้งแต่ปี 2564
แนวโน้มในช่วงปี 2568-2572 ยังถูกคาดการณ์ว่าจะ เติบโตต่อเนื่องอีก 43%
ต้นทุนการผลิตโปรตีนจากพืชมีแนวโน้มลดลง ทำให้สินค้าราคาเอื้อมถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น
เมื่อราคาจับต้องง่ายขึ้น เทรนด์รักสุขภาพและใส่ใจสิ่งแวดล้อมก็ยิ่งผลักดันให้โปรตีนจากพืชกลายเป็นตัวเลือกหลักของผู้บริโภครุ่นใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศ

โอกาสของผู้ผลิตไทยในยุคโปรตีนยั่งยืน
วิชญะภัทร์ ภิรมย์ศานต์ ผู้อำนวยการประเทศไทยของ Madre Brava ชี้ว่า ตอนนี้คือช่วงเวลาสำคัญที่ผู้ผลิตโปรตีนเนื้อสัตว์ของไทยควรเร่งปรับตัว เปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาเนื้อสัตว์ไปสู่การผลิตอาหารจากพืชที่ยั่งยืนมากขึ้น
การก้าวเข้าสู่ตลาดแพลนต์เบส ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการตามเทรนด์ แต่ยังสอดรับกับ
ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของไทยภายใต้ข้อตกลงปารีส
ผู้ผลิตที่เริ่มก่อน ย่อมได้เปรียบทั้งด้านแบรนด์ ภาพลักษณ์ และโอกาสเข้าตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปที่ชัดเจนมากเรื่องการสนับสนุนโปรตีนจากพืช
แพลนต์เบส ช่วยโลกได้มากแค่ไหน?
หนึ่งในจุดแข็งของโปรตีนจากพืชคือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ต่ำกว่าเนื้อสัตว์อย่างชัดเจน ข้อมูลจาก Madre Brava ระบุว่า
ผลิตภัณฑ์แพลนต์เบส ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเนื้อหมูถึง 88%
และน้อยกว่าเนื้อไก่ถึง 67%
สามารถ ลดการใช้น้ำได้มากกว่า 94%
นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว การลดการพึ่งพาปศุสัตว์ขนาดใหญ่ยังช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอหลักของมลพิษทางอากาศในไทยด้วย
เมื่อปศุสัตว์กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของสภาพภูมิอากาศ
อุตสาหกรรมปศุสัตว์ในประเทศไทยเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันดับสองรองจากการปลูกข้าว และหากรวมการผลิตอาหารสัตว์เข้าไปด้วย ปริมาณการปล่อยก๊าซจะสูงถึง 39 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งมากกว่าการปล่อยจากการปลูกข้าวเสียอีก
ดังนั้น หากไทยหันมาผลักดันโปรตีนจากพืชในระดับประเทศ ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซจากภาคเกษตรได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยัง
เพิ่มทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพให้ผู้บริโภค
เปิดประตูสู่ตลาดใหม่ที่มีมูลค่าสูง

สัญญาณแรงจากซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ในยุโรป
ฝั่งยุโรป ผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่เริ่มเดินเกมชัดเจนว่าต้องการเห็นผลิตภัณฑ์จากพืชมากขึ้นบนชั้นวางสินค้า โดยเฉพาะซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Lidl และ Ahold Delhaize ที่ประกาศเป้าหมายด้านโปรตีนจากพืชไว้อย่างชัดเจน
Lidl ตั้งเป้าเพิ่มยอดขายสินค้าจากพืชอีก 20% ภายในปี 2573 ครอบคลุมทั้งหมด 31 ประเทศที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่
Ahold Delhaize วางวิสัยทัศน์ให้สัดส่วนการขายโปรตีนจากพืชและโปรตีนจากสัตว์อยู่ที่ 50 : 50 ภายในปี 2573
สัญญาณเหล่านี้สะท้อนชัดว่า ตลาดยุโรปไม่ได้มองแพลนต์เบสเป็นของเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังผลักดันให้กลายเป็น “ตัวหลัก” บนโต๊ะอาหารของผู้บริโภค
ไทยในฐานะครัวของโลก: พร้อมหรือยังกับโปรตีนทางเลือก?
ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นหนึ่งใน “ครัวของโลก” อยู่แล้ว ทั้งในแง่ศักยภาพการผลิตอาหาร เทคโนโลยี และเครือข่ายผู้ส่งออก รายใหญ่ด้านโปรตีนของไทยจึงมีแต้มต่ออย่างมากในการก้าวเข้าสู่สนามโปรตีนทางเลือกในยุโรป
จุดแข็งของไทยคือ
โครงสร้างพื้นฐานด้านการแปรรูปอาหารที่แข็งแรง
ผู้ผลิตรายใหญ่ที่พร้อมขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่
ประสบการณ์ด้านการส่งออกอาหารไปยุโรปมาอย่างยาวนาน


จากตลาดเฉพาะกลุ่ม สู่สมรภูมิหลักของอาหารอนาคต
วิชญะภัทร์มองว่า เจตนารมณ์ของผู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในยุโรปกำลังเปลี่ยนภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นตลาดส่งออกที่น่าจับตามองที่สุดสำหรับผู้ผลิตไทยที่ต้องการ
ขยายฐานลูกค้าไปยังผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง
ยกระดับธุรกิจให้สอดรับกับแนวคิดความยั่งยืน
ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดูดีต่อโลกและดีต่อสุขภาพ
โปรตีนจากพืชจึงไม่ใช่แค่ทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค แต่กำลังจะเป็นเกมใหม่ของผู้ผลิตอาหารไทย ใครเริ่มก่อน ปรับตัวไว และมองเห็นคุณค่าทั้งด้านธุรกิจและสิ่งแวดล้อม ก็มีโอกาสขึ้นเป็นผู้นำในตลาดโปรตีนแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง

