รับแอปรับแอป

กินยังไงให้ซ้อมโหดไหว? คู่มือโภชนาการสายฟิตที่อยากอัปเลเวลร่างกาย

ภูริเดช คำทอง01-29

โภชนาการคือเกียร์ลับของคนรักการออกกำลังกาย

ไม่ว่าคุณจะเป็นสายโหดที่อยากทำลายสถิติในยิม สายฟิตที่กำลังเตรียมตัวลงว่ายน้ำกลางแจ้งครั้งแรก หรือสายแข่งที่ซ้อมปั่นจักรยานระยะไกลแบบจริงจัง มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ต้องดูแลโภชนาการไปพร้อมกับโปรแกรมฝึกซ้อม

ทุกวันนี้กระแสรักสุขภาพในเอเชียมาแรงต่อเนื่อง ตั้งแต่งานมาราธอน ไตรกีฬา การแข่งเรือ การวิ่งเทรล ไปจนถึงงานวิ่งต่าง ๆ ที่จัดกันถี่แทบทุกเดือน คนจำนวนมากเริ่มหันมาท้าทายขีดจำกัดร่างกายตัวเองมากขึ้น

และตรงนี้เองที่หลายคนเพิ่งมารู้ตัวทีหลังว่า โภชนาการไม่ใช่แค่เรื่อง “กินอิ่ม” แต่คือเครื่องมือปลดล็อกศักยภาพร่างกายให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ฝึกหนักแค่ไหน ถ้ากินไม่เป็นก็ไปไม่สุด

ลองมองร่างกายตัวเองเหมือนเครื่องยนต์รถแข่งสมรรถนะสูง ถ้าเติมเชื้อเพลิงผิดประเภท ต่อให้เครื่องแรงแค่ไหนก็ไปได้ไม่ไกล และไปไม่เร็วเท่าที่ควร

การมีตารางซ้อมโหด ๆ อย่างเดียวไม่พอ ถ้าไม่มีแผนโภชนาการที่วางคู่กัน ผลลัพธ์ก็จะไม่เต็มที่ ทั้งสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย ไปจนถึงนักวิ่งมาราธอนหรือนักกีฬา endurance ระดับจริงจัง

โภชนาการกีฬาไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่เป็นอีกหนึ่ง “หลัก” ที่ต้องคิดควบคู่กับทุกช่วงของการฝึก

เริ่มจากพื้นฐาน: แคลอรีและสารอาหารหลัก

โภชนาการที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่มันเริ่มจากการเข้าใจ “พื้นฐาน” ให้ชัดก่อน นั่นคือแคลอรีและสารอาหารหลัก (macronutrients) ที่ต้องปรับให้เข้ากับเป้าหมายความฟิตของตัวเอง

สารอาหารหลักที่สายออกกำลังกายต้องโฟกัส มีอยู่ 3 พระเอกสำคัญ:

  • คาร์โบไฮเดรต: แหล่งพลังงานหลักของการออกกำลังกาย โดยเฉพาะสายฝึกความอดทน (endurance)

    • ควรกินคาร์บที่ย่อยง่ายก่อนออกกำลังประมาณ 30–45 นาที เพื่อให้ได้พลังงานต่อเนื่องโดยไม่รบกวนระบบย่อย

    • ปริมาณแนะนำโดยทั่วไปคือ ประมาณ 5.5–7 กรัม/กก. น้ำหนักตัวต่อวัน

    • ถ้าเป็นสาย endurance หนัก ๆ อาจขยับขึ้นไปที่ 7–10 กรัม/กก. หรือมากกว่านั้นสำหรับสาย ultra-endurance

  • โปรตีน: เบื้องหลังการฟื้นฟูและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ

    • สายวิ่ง สายปั่น หรือสาย endurance ทั่วไป ควรได้รับโปรตีนราว 1–1.3 กรัม/กก. น้ำหนักตัวต่อวัน

    • ถ้าเป็นสายยกเหล็ก ฝึก strength training หรือซ้อมหนักมาก ๆ ปริมาณอาจขึ้นไปได้ถึง 2 กรัม/กก. น้ำหนักตัวต่อวัน

  • ไขมันดี: มักถูกมองข้าม แต่จริง ๆ แล้วเป็นแหล่งพลังงานระยะยาว และจำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ในร่างกาย

    • โดยรวมควรให้ไขมันอยู่ที่ประมาณ 25–30% ของแคลอรีต่อวัน

    • เลือกแหล่งไขมันดี เช่น อะโวคาโด ถั่ว เมล็ดพืช ปลาไขมันดี น้ำมันงา หรือน้ำมันมะกอก

    • ควรแบ่งการกินไขมันดี กระจายตลอดทั้งวัน หรือหลังออกกำลังกาย เพื่อเลี่ยงอาการแน่นท้องจากการย่อยช้าในระหว่างฝึก

เวลา “กิน” สำคัญไม่แพ้ “กินอะไร”

นอกจากชนิดของอาหารแล้ว จังหวะเวลาที่กิน ก็มีผลต่อพลังและการฟื้นตัวไม่แพ้กัน โดยเฉพาะช่วงก่อนและหลังออกกำลังกาย

  • ก่อนออกกำลังกาย

    • เติมพลังด้วยคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย เช่น กล้วย ขนมปังขาว ข้าวสวย ประมาณ 30–45 นาทีก่อนเริ่มซ้อม

    • ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเสริมอิเล็กโทรไลต์ โดยเฉพาะถ้าซ้อมในอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา เพื่อช่วยลดความล้าและอาการมึนจากการเสียเหงื่อเยอะ

  • หลังออกกำลังกาย

    • ภายใน 30–60 นาทีหลังซ้อม เป็นช่วงทองของการฟื้นตัว

    • ควรกินโปรตีน ประมาณ 20–40 กรัม เช่น โปรตีนเชค เต้าหู้ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือไข่

    • จับคู่กับคาร์โบไฮเดรตจากผลไม้ ข้าว มันฝรั่ง หรือเส้นก๋วยเตี๋ยว เพื่อช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อและเติมพลังงานสำรองกลับเข้าสู่ร่างกาย

ดื่มแต่น้ำเปล่าอาจยังไม่พอ

การดื่มน้ำคือพื้นฐานของประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย เพราะทุกครั้งที่เราออกแรงหนัก ร่างกายจะสูญเสียน้ำและอิเล็กโทรไลต์ผ่านเหงื่อ โดยเฉพาะในภูมิอากาศร้อนชื้นแบบเอเชีย

  • ถ้าออกกำลังกาย เกิน 30 นาที แค่ดื่มน้ำเปล่าอาจไม่เพียงพอ ควรเสริมด้วยเครื่องดื่มเกลือแร่ที่มีโซเดียมและโพแทสเซียม เพื่อช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย

  • ถ้าซ้อมหรือแข่ง ยาวเกิน 60 นาที การเลือกสูตรที่มี น้ำตาลกลูโคสเล็กน้อย จะช่วยรักษาระดับพลังงานให้คงที่ ลดโอกาสวูบหรือหมดแรงกลางทาง

สรุปง่าย ๆ: น้ำดี + เกลือแร่พอเหมาะ = ฟอร์มดีได้ยาวกว่าเดิม

พักฟื้นให้เป็น ร่างกายจะขอบคุณ

หลายคนโฟกัสกับการซ้อมจนลืมนึกว่า การพักฟื้นก็เป็นส่วนหนึ่งของการฝึก ไม่ใช่วันขี้เกียจ แต่คือช่วงที่ร่างกายซ่อมแซม สร้างกล้ามเนื้อ และรีสตาร์ตระบบต่าง ๆ ให้แข็งแรงขึ้น

  • พยายามนอนให้ได้คุณภาพ ประมาณ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน

  • ให้ร่างกายได้มี วันพักเต็ม ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน

การนอนหลับที่ดีช่วยควบคุมฮอร์โมน ซ่อมแซมกล้ามเนื้อ และเติมพลังงานสำรอง ทำให้วันถัดไปซ้อมได้ดีขึ้น ไม่ใช่ฝืนไปแบบร่างพัง ๆ

ไม่มีสูตรตายตัว แต่ต้องใส่ใจอย่างสม่ำเสมอ

โภชนาการที่ดีไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะเป้าหมายร่างกาย ไลฟ์สไตล์ และระดับการฝึกของแต่ละคนแตกต่างกัน

แต่สิ่งที่ใช้ได้กับทุกระดับคือ:

  • ใส่ใจในสิ่งที่กินมากขึ้น

  • วางแผนให้โภชนาการสอดคล้องกับเป้าหมายการออกกำลังกาย

  • ทำให้ทั้งหมดนี้กลายเป็น “นิสัยประจำวัน” ไม่ใช่ทำเฉพาะก่อนแข่ง

เมื่อเราเติมเชื้อเพลิงให้ถูกต้อง ร่างกายก็พร้อมพาเราไปไกลกว่าที่คิด ไม่ว่าจะตั้งเป้าหมายไว้แค่ไหน ก็มีโอกาสก้าวข้ามมันไปได้เสมอ

สุดท้ายแล้ว โภชนาการที่ดีไม่ใช่เรื่องหรูหรา แต่คือพื้นฐานของการใช้ชีวิตแบบที่เราอยากใช้ และซ้อมแบบที่เราอยากซ้อม โดยไม่ต้องกลัวว่าร่างกายจะรับไม่ไหวอีกต่อไป