เช็กตัวเองก่อนพุงจะพัง
บอกลาพุงและโรคอ้วนแบบจริงจังที่ศูนย์รักษ์พุง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ศูนย์ดูแลโรคอ้วนแบบ One Stop Service ที่รวมทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ตั้งแต่การใช้ยา การผ่าตัด โภชนบำบัด ไปจนถึงพฤติกรรมบำบัด ช่วยดูแลทั้งรักษาและป้องกันไม่ให้โรครุมเร้าในอนาคต
ก่อนจะคิดลดน้ำหนัก ลองมาดูว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะอ้วนหรือไม่ จากสูตรดัชนีมวลกายง่าย ๆ
ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร)²
หากค่า BMI อยู่ระหว่าง 14.9 – 24.9 จัดอยู่ในเกณฑ์ปกติ
หากค่า BMI อยู่ระหว่าง 25 – 29.9 เริ่มเข้ากลุ่มน้ำหนักเกินหรือท้วม
หากค่า BMI เกิน 30 ขึ้นไป ถือว่าเข้าสู่ภาวะโรคอ้วน
เมื่อค่า BMI เกิน 25 นั่นคือสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาเริ่มดูแลสุขภาพอย่างจริงจังแล้ว
โรคอ้วนไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง แต่เป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพอีกยาวเป็นหางว่าว ทั้งเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคระบบประสาท เส้นเลือดสมอง โรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคปอด กรดไหลย้อน ภาวะมีบุตรยาก ซีสต์ ไตผิดปกติ ปัญหาการกลั้นปัสสาวะและอุจจาระ เส้นเลือดขอด ไขมันเกาะตับ ตับแข็ง นิ่ว รวมถึงมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่
ยิ่งปล่อยให้อ้วนหนักเท่าไร โรครุมเร้าก็ตามมาเร็วเท่านั้น
ศูนย์รักษ์พุง: เอาพุงออกจากชีวิต ไม่ใช่แค่จากรูปถ่าย
การรักษาโรคอ้วนและการลดน้ำหนักให้ยั่งยืน เป็นเรื่องที่ทำได้จริง หากผู้ป่วยได้รับการดูแลต่อเนื่องอยู่ในมือทีมแพทย์และทีมสหสาขาวิชาอย่างใกล้ชิด
ศูนย์รักษ์พุงถือเป็นต้นแบบการดูแลโรคอ้วนแบบครบวงจร เพราะรวบรวมทั้งองค์ความรู้ ทีมผู้เชี่ยวชาญ และวิธีการรักษาหลากหลายรูปแบบที่ทำงานประสานกัน เพื่อจัดการทั้งโรคอ้วนและโรคเมตาบอลิกที่พ่วงมาด้วย
ศูนย์แห่งนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2550 ในแต่ละปีมีผู้ป่วยโรคอ้วนเข้ารับการรักษาแบบไม่ผ่าตัดราว 2,000 – 3,000 ราย และผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดประมาณ 120 – 150 รายต่อปี
คนไข้จำนวนไม่น้อยที่ผ่านการผ่าตัดลดความอ้วนอย่างสำเร็จ กลับมาช่วยเป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์ของตัวเอง ให้กำลังใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ป่วยกลุ่มใหม่ ๆ ที่กำลังเริ่มเส้นทางการรักษา
เป้าหมายไม่ใช่แค่ “ลดพุง” แต่คือ “เอาพุงออกไปจากชีวิต” แบบระยะยาว
One Stop Service ดูแลครบทุกมิติของโรคอ้วน
ศูนย์รักษ์พุงทำงานในรูปแบบทีมสหสาขา เพราะโรคอ้วนไม่ใช่เรื่องของน้ำหนักอย่างเดียว แต่โยงถึงทั้งฮอร์โมน การกิน การนอน จิตใจ และโรคร่วมอื่น ๆ
ในศูนย์แห่งเดียวคุณจะได้เจอผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เช่น
แพทย์ต่อมไร้ท่อ: ดูแลกรณีที่โรคอ้วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของฮอร์โมนและต่อมไร้ท่อ
แพทย์ระบบทางเดินหายใจและหมอหูคอจมูก: ดูแลปัญหาเรื่องการหายใจและการนอนหลับผิดปกติ
แพทย์ระบบประสาท: ช่วยประเมินและดูแลปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท
แพทย์โภชนาการ: วางแผนเรื่องอาหาร เพราะ อาหารคือปัจจัยสำคัญที่ผลักให้เราอ้วนหรือผอม
ศัลยแพทย์ทางเดินอาหาร: ดูแลด้านการผ่าตัดปรับเปลี่ยนทางเดินอาหารในรายที่จำเป็น
จิตแพทย์: ให้คำปรึกษาเรื่องสภาพจิตใจและพฤติกรรมการกิน
กุมารแพทย์: ดูแลเด็กที่มีภาวะอ้วนตั้งแต่วัยเยาว์
ศัลยแพทย์ตกแต่ง: ช่วยปรับรูปร่างบางส่วนหลังลดน้ำหนัก
สูตินรีแพทย์: ดูแลผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีบุตรยาก มีซีสต์ หรือมะเร็งรังไข่
แพทย์รังสีวิทยา: ตรวจหาและดูแลปัญหานิ่วในถุงน้ำดี
แพทย์โรคหัวใจ: ดูแลผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีภาวะหัวใจร่วมด้วย
ยังมีทีมสนับสนุนอื่น ๆ ที่ช่วยให้การรักษาโรคอ้วนไปได้ไกลและมั่นคงยิ่งขึ้น ได้แก่
นักกายภาพบำบัด: ช่วยฟื้นฟูร่างกายและการเคลื่อนไหว
ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา: วางแผนการออกกำลังกายให้เหมาะกับแต่ละคน
นักกำหนดอาหาร: ช่วยจัดการเรื่องมื้ออาหารอย่างละเอียดและยั่งยืน
Patient Support Group: กลุ่มผู้ป่วยโรคอ้วนที่มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสริมกำลังใจซึ่งกันและกัน
กระบวนการเริ่มต้นที่ศูนย์รักษ์พุงจะให้ผู้ป่วยเข้าฟังความรู้เป็นกลุ่มก่อน เพื่อทำความเข้าใจภาพรวมของโรคอ้วนและวิธีการรักษา จากนั้นจึงเข้าสู่การตรวจประเมินรายบุคคลในรูปแบบ one stop service ที่ผสมผสานทั้งความเป็นส่วนตัวและการมีพื้นที่แชร์ประสบการณ์ร่วมกัน
ผู้ป่วยจะถูกชวนให้พาครอบครัวมาด้วย เพราะเมื่อกลับไปใช้ชีวิตจริงที่บ้าน คนในครอบครัวคือทีมสนับสนุนสำคัญที่สุด ทั้งในมุมของกำลังใจและการช่วยดูแลพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
เราจะผ่านโรคอ้วนไปด้วยกัน: แนวทางรักษาตามค่า BMI
สำหรับผู้ที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป แนวทางการดูแลและรักษาจะแตกต่างกันไปตามระดับความเสี่ยง
กลุ่ม BMI 25 – 29.9: น้ำหนักเกิน เริ่มท้วม ต้องเริ่มลงมือ
คนกลุ่มนี้จัดว่าเริ่มมีโรคร่วมเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว จึงจำเป็นต้องเริ่มปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง โดยมีหลักสำคัญคือ
ควบคุมอาหาร อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่งดมื้อใดมื้อหนึ่งแบบสุดโต่ง
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตามศักยภาพของร่างกาย
ทางศูนย์มีนักกำหนดอาหารคอยดูแลอย่างใกล้ชิด และมีกิจกรรมแบบกลุ่ม (group treatment) เพื่อชวนกันดูแลสุขภาพและให้กำลังใจกัน
หากค่า BMI ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 27.5 – 29.9 แพทย์อาจพิจารณา ใช้ยาช่วยควบคุมน้ำหนัก ร่วมกับการปรับพฤติกรรม เช่น
ยาบล็อกการดูดซึมไขมัน
ยาฮอร์โมนหรือยากลุ่มที่ทำให้รู้สึกอิ่มหรือช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน
ยาฉีดที่มีทั้งแบบวันละครั้ง สัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง เพื่อช่วยปรับสมดุลสารคัดหลั่งในร่างกายให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และเผาผลาญได้มากขึ้น
ทุกชนิดยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์เท่านั้น
กลุ่ม BMI 30 – 32.5: ภาวะอ้วน เสี่ยงสูง ต้องรักษาจริงจัง
คนที่อยู่ในกลุ่มนี้ถือว่าเข้าขั้นโรคอ้วนเต็มตัว ความเสี่ยงต่อโรคเมตาบอลิกและโรคร่วมต่าง ๆ สูงขึ้นมาก จึงควรได้รับการรักษาอย่างจริงจัง ทั้งในรูปแบบ
การใช้ยา
หรือวิธีอื่น เช่น การส่องกล้องผ่าตัดเพื่อปรับเปลี่ยนทางเดินอาหาร
กลุ่ม BMI เกิน 32.5: โรครุมเร้า ผ่าตัดคือทางเลือกสำคัญ
เมื่อค่า BMI เกิน 32.5 และเริ่มมีโรครุมเร้าชัดเจน การรักษาหลักมักจะเป็นการ ผ่าตัดปรับและเปลี่ยนทางเดินอาหาร เพื่อให้ฮอร์โมนและเมตาบอลิซึมในร่างกายกลับเข้าสู่สมดุลใหม่
เป้าหมายของการผ่าตัดคือ
ลดความหิวให้รู้สึกหิวน้อยลง
เพิ่มโอกาสที่ผู้ป่วยจะสามารถดูแลตัวเองต่อได้
นำร่างกายออกจากภาวะอ้วน และให้โรคร่วมต่าง ๆ ค่อย ๆ ดีขึ้นหรือหายไป
ใช้ยาลดความอ้วนอย่างปลอดภัย ต้องทำอย่างไร
ยาลดความอ้วนมีหลายชนิด แต่ละแบบมีข้อบ่งชี้ ข้อจำกัด และผลข้างเคียงต่างกันออกไป จึงไม่ควรซื้อมาลองเองแบบสุ่มสี่สุ่มห้า
หลักสำคัญของการใช้ยาลดความอ้วน คือ
ต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งก่อนใช้ยา
ต้องได้รับการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน
เพราะยาลดความอ้วนบางตัวอาจมีผลต่อ
ตับ
ไต
สภาพจิตใจ
อารมณ์และพฤติกรรม
ยาที่ควรเลือกใช้ ต้องเป็นยาที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา เช่น
ยากลุ่มป้องกันการดูดซึมไขมัน
ยาที่ออกฤทธิ์คล้ายสารคัดหลั่งในร่างกาย ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและหิวน้อยลง
ยากลุ่มนี้มีข้อมูลการศึกษาเรื่องความปลอดภัยรองรับ ส่วนยาอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในกลุ่มนี้และไม่ได้รับการรับรอง ถือเป็นยาต้องห้าม ไม่ควรเสี่ยงเด็ดขาด
ถึงแม้ยาอาจช่วยให้ลดน้ำหนักได้ในช่วงที่ใช้ แต่หลักฐานทางการแพทย์ชี้ว่า หากหยุดยาเองโดยไม่ปรับพฤติกรรม โอกาสกลับมาอ้วนซ้ำมีสูงมาก
นวัตกรรมสู้โรคอ้วน: วันนี้ก้าวไปถึงไหนแล้ว
โรคอ้วนกำลังกลายเป็นปัญหาระดับโลก ตัวเลขจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า
ทั่วโลกมีจำนวนผู้ที่น้ำหนักเกินหรืออ้วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า (ปี 2578) คาดว่าจะมีประชากรกว่า 1.9 พันล้านคน ที่อยู่ในภาวะอ้วน คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรโลก
สำหรับประเทศไทย พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะอ้วนมากถึง ร้อยละ 42.2
ตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ นี้เอง เป็นแรงขับสำคัญให้ศูนย์รักษ์พุงเร่งพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้การรักษาได้ผลดีขึ้นและลดผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด
หนึ่งในตัวอย่างนวัตกรรมการรักษา คือ การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 10–15% ของน้ำหนักตัวเดิม ซึ่งมากพอจะช่วยให้โรคร่วมหลายอย่างดีขึ้นหรือหายไป
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจะมีอาการแน่นหรือจุกในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก หลังใส่บอลลูน จึงจำเป็นต้องได้รับการอธิบาย ทำความเข้าใจ และมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง
ในด้านยา ก็มีการพัฒนาสูตรและกลไกใหม่ ๆ อยู่ตลอด จนปัจจุบันเริ่มมียาบางกลุ่มที่ให้ผลใกล้เคียงกับการผ่าตัด เมื่อหลายเทคโนโลยีมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นยา การปรับพฤติกรรม นวัตกรรมการส่องกล้อง หรือการผ่าตัดแบบต่าง ๆ ก็ช่วยให้แพทย์สามารถออกแบบการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคนได้มากยิ่งขึ้น
การผ่าตัดจึงมักถูกเก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย สำหรับคนที่ลองวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล หรือมีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าจำเป็นต้องทำ
แนวทางการศึกษาในระยะยาวยังมุ่งเน้นไปที่การ
ลดความเสี่ยงในการผ่าตัด
ใช้การส่องกล้องเพื่อปรับเปลี่ยนทางเดินอาหารให้มากขึ้น
ซึ่งแนวทางเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงการศึกษา แต่ถือเป็นความหวังใหม่ของผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ผ่าตัดแต่มีความเสี่ยงสูงเกินไปในปัจจุบัน
ภาวะอ้วน ป้องกันได้ ง่ายกว่ารักษา
แม้ศูนย์รักษ์พุงจะมีแนวทางรักษาที่ครบวงจรและมีประสิทธิภาพ แต่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับโรคอ้วนก็ยังคงเป็นคำเดิมที่ฟังดูง่ายที่สุดแต่ทำยากที่สุด คือ อย่าให้ตัวเองเข้าสู่ภาวะอ้วนตั้งแต่แรก
คำแนะนำสำคัญในการดูแลตัวเอง คือ
ใส่ใจสุขภาพ ตรวจเช็กเป็นระยะ
ชั่งน้ำหนักเป็นประจำ
คำนวณค่า BMI ของตัวเองอยู่เสมอ
หากค่า BMI อยู่ในช่วง 18.5 – 24.9 ถือว่าอยู่ในโซนดี ให้ดูแลต่อเนื่องในแนวทางเดิมได้เลย
ถ้าค่า BMI อยู่ระหว่าง 25 – 29.9 ต้องเริ่มจริงจังกับการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย แต่ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายโหด ๆ หรือลงฟิตเนสทุกวัน
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า
เริ่มจากการเดินให้มากขึ้น
ขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์
เพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันให้บ่อยขึ้น
หากใครพร้อมจะออกกำลังกายแบบจริงจังมากขึ้นก็ยิ่งดี แต่ไม่ใช่กฎตายตัวสำหรับทุกคน
สำหรับกลุ่มที่ค่า BMI ขึ้นมาถึง 30 – 32.5 หรือมากกว่านั้นจนเข้าข่ายว่าต้องพบแพทย์หรือพิจารณาการผ่าตัด การเข้ามาปรึกษาที่ศูนย์รักษ์พุงคือทางเลือกที่ปลอดภัยและเหมาะสม เพราะจะได้รับการประเมินและวางแผนรักษาอย่างรอบด้าน
กำลังใจจากคนรอบข้าง คือยารักษาโรคอ้วนที่ดีที่สุด
ท้ายที่สุด ต่อให้เทคโนโลยีการรักษาทันสมัยแค่ไหน ยาก็ดีแค่ไหน การผ่าตัดจะช่วยได้สักเพียงใด สิ่งที่ทรงพลังที่สุดสำหรับคนที่กำลังต่อสู้กับโรคอ้วน คือ ความเข้าใจและกำลังใจจากคนรอบตัว
สมาชิกในครอบครัว
คนรัก
เพื่อนร่วมงาน
รวมถึงทัศนคติของสังคม
คนจำนวนมากไม่ได้ “ปล่อยตัวให้อ้วน” เพราะไม่สนใจสุขภาพ แต่ด้วยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต พันธุกรรม และความเครียด ทำให้บางคนดูแลตัวเองได้ยากกว่าคนอื่น
สังคมที่เข้าใจและไม่ตัดสินรูปลักษณ์จากน้ำหนักตัว คือพลังสำคัญที่จะช่วยพาผู้ที่อยู่ในภาวะโรคอ้วนกลับมาใช้ชีวิตอย่างมั่นใจและมีสุขภาพดีอีกครั้ง
เราทุกคนอาจไม่ผอมเหมือนกัน แต่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะ แข็งแรง สุขภาพดี และใช้ชีวิตได้เต็มศักยภาพ โดยไม่ถูกพุงและโรครุมเร้าควบคุมชีวิต

