ภาพรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คืออะไร และมีสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” เป็นมาตรการสำคัญที่รัฐบาลใช้ช่วยเหลือประชาชนรายได้น้อย โดยปี 2569 รัฐจะเดินหน้าปรับระบบใหม่ภายใต้กรอบโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” พร้อมรีเซ็ตการลงทะเบียนทั้งเก่าและใหม่ในรอบใหญ่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569
จุดประสงค์หลัก คือบรรเทาภาระค่าครองชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ และให้ความช่วยเหลือเข้าถึง “คนจนตัวจริง” แม่นยำกว่าเดิม ผ่านการเชื่อมฐานข้อมูลหลายหน่วยงานและใช้ระบบ AI ช่วยคัดกรอง
ผู้ที่ผ่านเกณฑ์และยืนยันตัวตนสำเร็จ จะได้รับสิทธิผ่าน บัตรประชาชน Smart Card (หลายกรณีไม่ต้องมีบัตรแยกใบ) โดยสวัสดิการพื้นฐานที่อ้างอิงจากเกณฑ์ล่าสุด มีสาระสำคัญดังนี้
เงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาท/เดือน
ใช้รูดซื้อของจำเป็นที่ร้านธงฟ้าและร้านค้าที่เข้าร่วม
ถอนเป็นเงินสดไม่ได้ และใช้ข้ามเดือนไม่ได้
ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาท/3 เดือน
ค่าเดินทางสาธารณะ 750 บาท/เดือน
ครอบคลุมรถเมล์ ขสมก., รถไฟฟ้า, รถไฟ, บขส. และรถโดยสารเอกชนที่ร่วมโครงการ
ช่วยค่าสาธารณูปโภค
ค่าไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน (มีเงื่อนไขตามหน่วยและยอดบิล)
ค่าน้ำประปาไม่เกิน 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน (ส่วนเกินต้องจ่ายเองตามเกณฑ์)
ผู้พิการ ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ ได้รับเงินเพิ่ม เบี้ยความพิการ 200 บาท/เดือน (โอนเข้าพร้อมเพย์)
เมื่อรวมทุกสิทธิ สวัสดิการต่อเดือนของผู้มีสิทธิ์สามารถแตะระดับประมาณ 1,000–1,700 บาท ขึ้นกับการใช้สิทธิ์ด้านค่าน้ำ–ไฟ และเงินช่วยเฉพาะกลุ่ม
นอกจากนี้ ปี 2569 ยังมีเงินช่วยพิเศษผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมทั้งประเทศ 4 เดือน รวม 4,000 บาท โดยแบ่งเป็น 2 เฟส (มิ.ย.–ก.ย. 2569) ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนรอบใหม่
คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 (ใช้เกณฑ์เดิมเป็นหลัก)
การลงทะเบียนรอบใหม่ปี 2569 จะใช้หลักเกณฑ์คุณสมบัติ “ชุดเดิม” เป็นฐาน เพื่อคัดกรองผู้ที่มีรายได้น้อยจริง ๆ โดยคุณสมบัติสำคัญที่ปรากฏตรงกันในหลายแหล่งข้อมูล สรุปได้ดังนี้
1. สัญชาติและอายุ
ต้องมี สัญชาติไทย
อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
2. เกณฑ์รายได้
รายได้ส่วนบุคคล ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี
รายได้เฉลี่ยต่อคนในครอบครัว ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี
รายได้ครอบคลุมทั้งเงินเดือน ค่าจ้าง รายได้อาชีพอิสระ และรายได้อื่น ๆ ทุกประเภท
3. ทรัพย์สินทางการเงินและหนี้สิน
เงินฝาก + สลาก + พันธบัตร รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท/คน
หนี้กู้ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท
หนี้กู้ยานพาหนะ ไม่เกิน 1 ล้านบาท
4. ทรัพย์สินอื่นและสถานะทางเศรษฐกิจ
ไม่มีกรรมสิทธิ์ใน อสังหาริมทรัพย์เกินเกณฑ์ ที่กำหนดสำหรับผู้มีรายได้น้อย
ไม่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทจดทะเบียน (ใช้ข้อมูลภาษีและการหัก ณ ที่จ่ายช่วยตรวจสอบ)
5. ข้อห้ามสำคัญ
ห้ามมีบัตรเครดิต แม้เพียงใบเดียว หากตรวจพบจะถูกตัดสิทธิ์ทันที
- ไม่เป็น
ข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐ
ผู้รับบำนาญจากรัฐ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
พระภิกษุ สามเณร หรือนักบวชทุกศาสนา
ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน หรือผู้พักอาศัยในสถานสงเคราะห์
ผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น แม้จะเคยมีบัตรเดิมมาก่อน มีโอกาสสูงที่จะ “ไม่ผ่าน” การทบทวนสิทธิรอบใหม่ และจะถูกปรับให้ใช้สิทธิในโครงการอื่น เช่น คนละครึ่ง/ไทยช่วยไทยพลัส ตามสถานะจริงของรายได้
เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนลงทะเบียน
แม้ข้อมูลทรัพย์สินจำนวนมากจะถูกดึงตรวจสอบจากฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐโดยอัตโนมัติ แต่ผู้สมัครควรเตรียมเอกสารและข้อมูลสำคัญให้ครบเพื่อกรอกได้ถูกต้อง ดังนี้
บัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ตการ์ดตัวจริง (ไม่หมดอายุ)
ข้อมูลรายได้ส่วนบุคคล (โดยประมาณต่อปี)
ข้อมูลสมาชิกครอบครัว ตามทะเบียนบ้าน (ชื่อ–สกุล เลขบัตรประชาชน ความสัมพันธ์) เพื่อใช้คำนวณรายได้เฉลี่ยครอบครัว
- ข้อมูลคร่าว ๆ เรื่อง
บัญชีเงินฝาก
สลากออมทรัพย์ / พันธบัตร
ภาระหนี้กู้บ้านและกู้รถ
ในช่องทาง หน้างาน (On-site) เจ้าหน้าที่จะมีแบบฟอร์มให้กรอก ส่วนช่องทาง ออนไลน์ ต้องเตรียมข้อมูลเหล่านี้ไว้ข้างตัว เพื่อกรอกได้ครบในครั้งเดียว ลดความเสี่ยงผิดพลาดจากการใส่ข้อมูลไม่ครบหรือไม่ตรงความเป็นจริง
ไทม์ไลน์ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569
ข้อมูลจากหลายหน่วยงานระบุทิศทางของไทม์ไลน์ปี 2569 ค่อนข้างสอดคล้องกัน ดังนี้
เปิดลงทะเบียนรอบใหม่
วันเริ่มต้นที่ถูกระบุชัดคือ 25 พฤษภาคม 2569
เปิดให้ลงทะเบียน ทั้งผู้ถือบัตรเดิม 13.2 ล้านคน และผู้สมัครรายใหม่ พร้อมกัน
ช่วงเปิดลงทะเบียน
คาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนต่อเนื่อง ราว 1 เดือน (ข้อมูลระบุ “ประมาณ 1 เดือน”)
ตรวจสอบคุณสมบัติและทบทวนสิทธิ
หลังปิดรับลงทะเบียน จะเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก (คาดใช้เวลาประมาณ 1–2 เดือน ตามรอบเดิม ๆ ที่เคยทำ)
มีการใช้ AI และการเชื่อมข้อมูลจากกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อคัดกรองทั้งรายได้ ทรัพย์สิน และสถานะทางเศรษฐกิจ
ประกาศผลและยืนยันตัวตน
คาดว่าการลงทะเบียนและทบทวนสิทธิ์จะเสร็จสิ้นภายใน กรกฎาคม 2569
จากนั้นผู้ที่ผ่านเกณฑ์ต้องไป ยืนยันตัวตน เพื่อเริ่มใช้สิทธิผ่านบัตรประชาชน
เริ่มใช้สิทธิและรับเงินช่วยเหลือ
สิทธิจากโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส กำหนดช่วงใช้ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569
เงินที่เข้ามาแต่ละเดือนต้องใช้ให้หมดภายในเดือนนั้น ๆ ไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้
วิธีลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 (ทุกช่องทาง)
รัฐบาลเปิดหลายช่องทางเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้สะดวก ทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ โดยโครงสร้างขั้นตอนหลักเหมือนกัน คือ “ลงทะเบียน → ตรวจสอบคุณสมบัติ → ประกาศผล → ยืนยันตัวตน → เริ่มใช้สิทธิ”
1. ลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์
เว็บไซต์หลัก: `welfare.mof.go.th`
ขั้นตอนหลัก (ตามแบบรอบก่อนหน้าและข้อมูลปี 2569):
เข้าเว็บไซต์ทางการของโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ
เลือกเมนู ลงทะเบียน
กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และข้อมูลส่วนตัวตามจริง
กรอกข้อมูลเกี่ยวกับรายได้และครอบครัวตามแบบฟอร์ม
ตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งแล้วกดยืนยันส่งแบบฟอร์ม
ระบบจะแจ้งสถานะเบื้องต้น และสามารถกลับมาเช็กผลภายหลังได้
ข้อสำคัญคือ ต้องกรอกข้อมูลตามความเป็นจริง เพราะภาครัฐจะนำไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลหน่วยงานต่าง ๆ หากพบคลาดเคลื่อนอาจถูกปัดตกสิทธิทันที
2. ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน
มีการระบุการใช้งาน 2 แอปหลัก สำหรับปี 2569 คือ
แอป “เป๋าตัง”
แอป “ทางรัฐ”
2.1 ลงทะเบียนและยืนยันตัวตนผ่านแอป “เป๋าตัง”
ใช้ผ่านบริการ G-Wallet ในแอปเป๋าตัง โดยสรุปขั้นตอนยืนยันตัวตนที่เกี่ยวข้องกับการรับสิทธิได้ดังนี้
ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปเป๋าตัง (รองรับ Android 9.0+ และ iOS 15.0 ขึ้นไป)
สมัครหรือเข้าใช้งาน G-Wallet
กดยอมรับข้อตกลงการใช้บริการเวอร์ชันล่าสุด
ทำการ สแกนใบหน้า (Face Verification) เพื่อยืนยันตัวตน
กดยืนยันข้อมูล รอระบบตรวจสอบสักครู่
เมื่อสมัคร G-Wallet สำเร็จ จะขึ้นแถบแจ้งเตือน และสามารถเห็นแบนเนอร์โครงการ เช่น “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือโครงการที่เกี่ยวข้อง
จากนั้นในวันเปิดโครงการ ผู้ที่เคยได้สิทธิ์บางโครงการ เช่น คนละครึ่ง เดิม จะสามารถกดรับสิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสได้ผ่านแบนเนอร์ ไม่ต้องกรอกข้อมูลใหม่ทั้งหมดในบางกรณี
2.2 ยืนยันตัวตนผ่านแอป “ทางรัฐ”
แอป “ทางรัฐ” รองรับการยืนยันตัวตนหลายรูปแบบ เช่น
ผ่าน ตู้บริการอเนกประสงค์ภาครัฐ
นำบัตรประชาชนและมือถือไปที่ตู้
เลือกเมนู “ทางรัฐ” ทำตามขั้นตอน และสแกน QR Code เพื่อเสร็จสิ้นการยืนยัน
ผ่านแอป D.DOPA
ดาวน์โหลดแอป D.DOPA แล้วลงทะเบียนใช้งาน
เปิดแอปทางรัฐ เลือก “เข้าสู่ระบบด้วย D.DOPA” แล้วทำตามขั้นตอนยืนยันตัวตน
ผ่าน ตู้บุญเติม ที่มีบริการทางรัฐ
เลือกเมนู “ทางรัฐ”
เสียบบัตรประชาชน ทำตามขั้นตอน และรับ SMS เพื่อต่อยอดการยืนยันในแอป
ผ่าน ไปรษณีย์ไทย หรือ เคาน์เตอร์เซอร์วิส 7-Eleven
แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าต้องการยืนยันตัวตนแอปทางรัฐ
ใช้บัตรประชาชน ให้พนักงานสแกน/ตรวจสอบ และรอรับ SMS เพื่อกดยืนยันในแอปต่อ
การยืนยันตัวตนผ่านแอปทางรัฐ เป็นส่วนสำคัญสำหรับการลงทะเบียนออนไลน์และการผูกสิทธิกับตัวบุคคลให้ชัดเจนโดยไม่ต้องพึ่งบัตรแยกใบ
3. ลงทะเบียน ณ หน่วยงานรัฐ (On-site)
สำหรับผู้ที่ไม่มีสมาร์ตโฟน หรือไม่สะดวกใช้ออนไลน์ สามารถไปลงทะเบียนที่หน่วยงานใกล้บ้าน ได้แก่
- ธนาคารของรัฐ
ธนาคารกรุงไทย
ธนาคารออมสิน
ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร)
สำนักงานคลังจังหวัดทั่วประเทศ
ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง
สำนักงานเขต (กรุงเทพมหานคร)
ขั้นตอนหลักคือ
เตรียมบัตรประชาชนตัวจริงไปติดต่อที่จุดรับลงทะเบียน
ขอแบบฟอร์มลงทะเบียนและกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
ส่งแบบฟอร์ม พร้อมให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น
ทำการ ยืนยันตัวตนกับเจ้าหน้าที่ (รูดบัตร/ยืนยันข้อมูลในระบบ)
รอผลประกาศตามรอบที่กำหนด
วิธีเช็กผลลงทะเบียนและการใช้สิทธิ์
หลังลงทะเบียนแล้ว สามารถตรวจสอบสถานะและผลการพิจารณาได้หลายช่องทาง เพื่อดูว่าผ่านเกณฑ์หรือไม่
1. เช็กผลผ่านเว็บไซต์
เข้าเว็บไซต์ `welfare.mof.go.th`
เลือกเมนู ตรวจสอบสถานะ
กรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก และข้อมูลที่ระบบขอเพิ่มเติม
- กดยืนยัน ระบบจะแสดงผลทันทีว่า
ผ่านเกณฑ์
ไม่ผ่านเกณฑ์
หรืออยู่ระหว่างตรวจสอบ
2. เช็กผ่านธนาคารของรัฐ
นำบัตรประชาชนตัวจริงไปติดต่อที่
ธนาคารกรุงไทย
ธนาคารออมสิน
ธ.ก.ส.
ให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบสิทธิ์ในระบบ และอธิบายขั้นตอนต่อไป เช่น การยืนยันตัวตน การเริ่มใช้สิทธิ์ หรือปัญหาการรับเงินไม่เข้า
3. เช็กผ่านหน่วยงานราชการในพื้นที่
สามารถตรวจสอบสถานะที่
สำนักงานคลังจังหวัด
ที่ว่าการอำเภอ
หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วม
โดยใช้บัตรประชาชนเป็นหลักฐานในการค้นหาข้อมูล
4. เช็กยอดเงินและประวัติการใช้สิทธิ์
ยอดคงเหลือ
รูดบัตรที่เครื่อง EDC ร้านค้าที่ร่วมโครงการ เลือกเมนู “ตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ”
ติดต่อธนาคารกรุงไทย หรือโทร 02-111-1111
ประวัติการใช้เงิน
ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์โครงการในเมนูประวัติการใช้สิทธิ์
ขอรายการเดินบัตรย้อนหลังที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา
ปัญหายอดฮิตที่มักทำให้สมัครไม่ผ่าน และข้อควรระวัง
จากข้อมูลในรอบก่อน ๆ และเงื่อนไขปี 2569 ปัญหาที่ทำให้หลายคน “ตกสิทธิ์” มักวนอยู่ในประเด็นหลักเหล่านี้
1. รายได้และทรัพย์สินเกินเกณฑ์
รายได้ต่อปีเกิน 100,000 บาท (ทั้งส่วนตัวและเฉลี่ยครอบครัว)
เงินฝาก สลาก พันธบัตรรวมกันเกิน 100,000 บาทต่อคน
วงเงินกู้บ้าน/รถเกินจากที่กำหนด
ถือครองอสังหาริมทรัพย์เกินขนาดที่ระบุ
ข้อควรทำ: ทบทวนสถานะการเงินจริงของตัวเอง และของสมาชิกในครอบครัวก่อนลงทะเบียน หากเกินเกณฑ์จริง ๆ โอกาสจะผ่านเกณฑ์มีน้อย แม้กรอกต่ำกว่าความจริง ระบบจะเช็กเจอจากฐานข้อมูลหน่วยงานอื่นอยู่ดี
2. มีบัตรเครดิตหรือสถานะต้องห้าม
มีบัตรเครดิตแม้ 1 ใบ จะถูกตัดสิทธิ์ทันที
เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐ ผู้รับบำนาญ หรือนักบวช
ข้อควรทำ: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีบัตรเครดิตค้างอยู่ (รวมถึงบัตรที่ไม่ค่อยได้ใช้) และไม่มีสถานะในกลุ่มต้องห้ามตามเงื่อนไข
3. กรอกข้อมูลไม่ตรงความจริง หรือกรอกไม่ครบ
ข้อมูลรายได้คลาดเคลื่อนมากจากฐานข้อมูลภาษีหรือประกันสังคม
ชื่อ–สกุล เลขบัตร หรือสถานะครอบครัวกรอกผิด
ข้อควรทำ: ค่อย ๆ กรอก ตรวจสอบก่อนกดส่ง และเก็บหลักฐานรายได้ไว้เผื่อใช้ประกอบการ “อุทธรณ์” หากระบบประเมินผิด
4. ปัญหาทางเทคนิคและการยืนยันตัวตนไม่สมบูรณ์
ยืนยันตัวตนผ่านแอปไม่สำเร็จ เช่น สแกนหน้าไม่ผ่านหลายครั้ง
ใช้เบอร์โทรที่ไม่ใช้งานแล้ว ทำให้รับ OTP หรือ SMS ไม่ได้
ข้อควรทำ:
อัปเดตแอปเป๋าตัง/ทางรัฐให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อนวันลงทะเบียน
ตรวจสอบว่าเบอร์โทรที่ผูกกับระบบยังใช้งานได้ปกติ
กรณีสแกนหน้าไม่ผ่าน ให้ลองยืนยันตัวตนผ่านช่องทางอื่น เช่น ตู้บริการภาครัฐ ตู้บุญเติม ไปรษณีย์ไทย หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิส 7-Eleven
เช็กลิสต์สำคัญสำหรับมือใหม่ ก่อนวันลงทะเบียน 25 พ.ค. และขั้นตอนหลังรู้ผล
ก่อนวันลงทะเบียน (เตรียมตัวให้พร้อม)
ตรวจสอบ คุณสมบัติตัวเองและครอบครัว ว่าเข้าเกณฑ์รายได้–ทรัพย์สินหรือไม่
เตรียม บัตรประชาชนสมาร์ตการ์ด ให้พร้อม (หากหมดอายุให้ไปทำใหม่ก่อน)
สรุปข้อมูลสำคัญของตัวเอง เช่น รายได้ต่อปี หนี้สิน และสมาชิกครอบครัว
- ถ้าจะลงทะเบียนออนไลน์
ดาวน์โหลดและอัปเดตแอป เป๋าตัง หรือ ทางรัฐ
ตรวจสอบเบอร์มือถือที่ผูกกับแอปว่าใช้งานได้จริง
วางแผนว่าตนเองจะใช้ ช่องทางไหน เป็นหลัก (เว็บ, แอป, ธนาคาร, อำเภอ) เพื่อไม่สับสนในวันจริง
หลังรู้ผล “ผ่านเกณฑ์”
ไปยืนยันตัวตน ตามช่องทางที่กำหนด
ผ่านแอปเป๋าตัง / ทางรัฐ หรือที่ธนาคารรัฐ
รอระบบเปิดสิทธิ์ แล้วเริ่มใช้สิทธิผ่าน บัตรประชาชน ที่ร้านธงฟ้า ร้านค้าร่วมโครงการ และระบบขนส่งสาธารณะ
- ติดตามเงินเข้าตามรอบ
วงเงินซื้อของ + ค่าเดินทาง: โดยทั่วไปเข้าทุกวันที่ 1 ของเดือน
เงินเบี้ยความพิการ: เข้ารอบวันที่ 20 ของเดือน (ตามข้อมูลเดิม)
ใช้เงินแต่ละเดือนไม่ให้เกินกำหนดเวลา เพราะ วงเงินไม่สะสมข้ามเดือน
หลังรู้ผล “ไม่ผ่านเกณฑ์”
ทบทวนข้อมูลที่กรอก ว่ามีข้อผิดพลาดหรือไม่
ตรวจสอบคุณสมบัติจริงของตัวเองว่าเกินเกณฑ์ข้อใด
หากมั่นใจว่าคุณสมบัติครบถ้วน รอข้อมูลจากรัฐเรื่องช่องทาง อุทธรณ์ (หากเปิดให้ในรอบนี้)
หากไม่เข้าเกณฑ์จริง ๆ ให้เตรียมตัวใช้สิทธิ์ช่วยเหลือรูปแบบอื่นที่รัฐจัดให้ เช่น โครงการคนละครึ่ง/ไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง
หมายเหตุความปลอดภัย: ในทุกขั้นตอนของการลงทะเบียนและตรวจสอบสิทธิ์ ควรใช้งานผ่าน เว็บไซต์และแอปทางการเท่านั้น เช่น welfare.mof.go.th, แอปเป๋าตัง, แอปทางรัฐ หลีกเลี่ยงการกดลิงก์สมัครจาก SMS หรือโซเชียลที่ไม่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพขโมยข้อมูลส่วนตัวและเลขบัตรประชาชนของคุณ


ความคิดเห็น