ZestBuy

คู่มือลงทะเบียนบัตรสวัสดิการฯ 2569

โปรไฟล์ ZestBuy AIZestBuy AI05-24

ภาพรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คืออะไร และมีสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” เป็นมาตรการสำคัญที่รัฐบาลใช้ช่วยเหลือประชาชนรายได้น้อย โดยปี 2569 รัฐจะเดินหน้าปรับระบบใหม่ภายใต้กรอบโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” พร้อมรีเซ็ตการลงทะเบียนทั้งเก่าและใหม่ในรอบใหญ่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569

จุดประสงค์หลัก คือบรรเทาภาระค่าครองชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ และให้ความช่วยเหลือเข้าถึง “คนจนตัวจริง” แม่นยำกว่าเดิม ผ่านการเชื่อมฐานข้อมูลหลายหน่วยงานและใช้ระบบ AI ช่วยคัดกรอง

ผู้ที่ผ่านเกณฑ์และยืนยันตัวตนสำเร็จ จะได้รับสิทธิผ่าน บัตรประชาชน Smart Card (หลายกรณีไม่ต้องมีบัตรแยกใบ) โดยสวัสดิการพื้นฐานที่อ้างอิงจากเกณฑ์ล่าสุด มีสาระสำคัญดังนี้

  • เงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาท/เดือน

    • ใช้รูดซื้อของจำเป็นที่ร้านธงฟ้าและร้านค้าที่เข้าร่วม

    • ถอนเป็นเงินสดไม่ได้ และใช้ข้ามเดือนไม่ได้

  • ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาท/3 เดือน

  • ค่าเดินทางสาธารณะ 750 บาท/เดือน

    • ครอบคลุมรถเมล์ ขสมก., รถไฟฟ้า, รถไฟ, บขส. และรถโดยสารเอกชนที่ร่วมโครงการ

  • ช่วยค่าสาธารณูปโภค

    • ค่าไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน (มีเงื่อนไขตามหน่วยและยอดบิล)

    • ค่าน้ำประปาไม่เกิน 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน (ส่วนเกินต้องจ่ายเองตามเกณฑ์)

  • ผู้พิการ ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ ได้รับเงินเพิ่ม เบี้ยความพิการ 200 บาท/เดือน (โอนเข้าพร้อมเพย์)

เมื่อรวมทุกสิทธิ สวัสดิการต่อเดือนของผู้มีสิทธิ์สามารถแตะระดับประมาณ 1,000–1,700 บาท ขึ้นกับการใช้สิทธิ์ด้านค่าน้ำ–ไฟ และเงินช่วยเฉพาะกลุ่ม

นอกจากนี้ ปี 2569 ยังมีเงินช่วยพิเศษผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมทั้งประเทศ 4 เดือน รวม 4,000 บาท โดยแบ่งเป็น 2 เฟส (มิ.ย.–ก.ย. 2569) ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนรอบใหม่


คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 (ใช้เกณฑ์เดิมเป็นหลัก)

การลงทะเบียนรอบใหม่ปี 2569 จะใช้หลักเกณฑ์คุณสมบัติ “ชุดเดิม” เป็นฐาน เพื่อคัดกรองผู้ที่มีรายได้น้อยจริง ๆ โดยคุณสมบัติสำคัญที่ปรากฏตรงกันในหลายแหล่งข้อมูล สรุปได้ดังนี้

1. สัญชาติและอายุ

  • ต้องมี สัญชาติไทย

  • อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

2. เกณฑ์รายได้

  • รายได้ส่วนบุคคล ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี

  • รายได้เฉลี่ยต่อคนในครอบครัว ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี

  • รายได้ครอบคลุมทั้งเงินเดือน ค่าจ้าง รายได้อาชีพอิสระ และรายได้อื่น ๆ ทุกประเภท

3. ทรัพย์สินทางการเงินและหนี้สิน

  • เงินฝาก + สลาก + พันธบัตร รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท/คน

  • หนี้กู้ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท

  • หนี้กู้ยานพาหนะ ไม่เกิน 1 ล้านบาท

4. ทรัพย์สินอื่นและสถานะทางเศรษฐกิจ

  • ไม่มีกรรมสิทธิ์ใน อสังหาริมทรัพย์เกินเกณฑ์ ที่กำหนดสำหรับผู้มีรายได้น้อย

  • ไม่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทจดทะเบียน (ใช้ข้อมูลภาษีและการหัก ณ ที่จ่ายช่วยตรวจสอบ)

5. ข้อห้ามสำคัญ

  • ห้ามมีบัตรเครดิต แม้เพียงใบเดียว หากตรวจพบจะถูกตัดสิทธิ์ทันที

  • ไม่เป็น
    • ข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐ

    • ผู้รับบำนาญจากรัฐ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

    • พระภิกษุ สามเณร หรือนักบวชทุกศาสนา

    • ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน หรือผู้พักอาศัยในสถานสงเคราะห์

ผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น แม้จะเคยมีบัตรเดิมมาก่อน มีโอกาสสูงที่จะ “ไม่ผ่าน” การทบทวนสิทธิรอบใหม่ และจะถูกปรับให้ใช้สิทธิในโครงการอื่น เช่น คนละครึ่ง/ไทยช่วยไทยพลัส ตามสถานะจริงของรายได้


เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนลงทะเบียน

แม้ข้อมูลทรัพย์สินจำนวนมากจะถูกดึงตรวจสอบจากฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐโดยอัตโนมัติ แต่ผู้สมัครควรเตรียมเอกสารและข้อมูลสำคัญให้ครบเพื่อกรอกได้ถูกต้อง ดังนี้

  • บัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ตการ์ดตัวจริง (ไม่หมดอายุ)

  • ข้อมูลรายได้ส่วนบุคคล (โดยประมาณต่อปี)

  • ข้อมูลสมาชิกครอบครัว ตามทะเบียนบ้าน (ชื่อ–สกุล เลขบัตรประชาชน ความสัมพันธ์) เพื่อใช้คำนวณรายได้เฉลี่ยครอบครัว

  • ข้อมูลคร่าว ๆ เรื่อง
    • บัญชีเงินฝาก

    • สลากออมทรัพย์ / พันธบัตร

    • ภาระหนี้กู้บ้านและกู้รถ

ในช่องทาง หน้างาน (On-site) เจ้าหน้าที่จะมีแบบฟอร์มให้กรอก ส่วนช่องทาง ออนไลน์ ต้องเตรียมข้อมูลเหล่านี้ไว้ข้างตัว เพื่อกรอกได้ครบในครั้งเดียว ลดความเสี่ยงผิดพลาดจากการใส่ข้อมูลไม่ครบหรือไม่ตรงความเป็นจริง


ไทม์ไลน์ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

ข้อมูลจากหลายหน่วยงานระบุทิศทางของไทม์ไลน์ปี 2569 ค่อนข้างสอดคล้องกัน ดังนี้

  1. เปิดลงทะเบียนรอบใหม่

    • วันเริ่มต้นที่ถูกระบุชัดคือ 25 พฤษภาคม 2569

    • เปิดให้ลงทะเบียน ทั้งผู้ถือบัตรเดิม 13.2 ล้านคน และผู้สมัครรายใหม่ พร้อมกัน

  2. ช่วงเปิดลงทะเบียน

    • คาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนต่อเนื่อง ราว 1 เดือน (ข้อมูลระบุ “ประมาณ 1 เดือน”)

  3. ตรวจสอบคุณสมบัติและทบทวนสิทธิ

    • หลังปิดรับลงทะเบียน จะเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก (คาดใช้เวลาประมาณ 1–2 เดือน ตามรอบเดิม ๆ ที่เคยทำ)

    • มีการใช้ AI และการเชื่อมข้อมูลจากกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อคัดกรองทั้งรายได้ ทรัพย์สิน และสถานะทางเศรษฐกิจ

  4. ประกาศผลและยืนยันตัวตน

    • คาดว่าการลงทะเบียนและทบทวนสิทธิ์จะเสร็จสิ้นภายใน กรกฎาคม 2569

    • จากนั้นผู้ที่ผ่านเกณฑ์ต้องไป ยืนยันตัวตน เพื่อเริ่มใช้สิทธิผ่านบัตรประชาชน

  5. เริ่มใช้สิทธิและรับเงินช่วยเหลือ

    • สิทธิจากโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส กำหนดช่วงใช้ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569

    • เงินที่เข้ามาแต่ละเดือนต้องใช้ให้หมดภายในเดือนนั้น ๆ ไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้


วิธีลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 (ทุกช่องทาง)

รัฐบาลเปิดหลายช่องทางเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้สะดวก ทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ โดยโครงสร้างขั้นตอนหลักเหมือนกัน คือ “ลงทะเบียน → ตรวจสอบคุณสมบัติ → ประกาศผล → ยืนยันตัวตน → เริ่มใช้สิทธิ”

1. ลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์

เว็บไซต์หลัก: `welfare.mof.go.th`

ขั้นตอนหลัก (ตามแบบรอบก่อนหน้าและข้อมูลปี 2569):

  1. เข้าเว็บไซต์ทางการของโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ

  2. เลือกเมนู ลงทะเบียน

  3. กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และข้อมูลส่วนตัวตามจริง

  4. กรอกข้อมูลเกี่ยวกับรายได้และครอบครัวตามแบบฟอร์ม

  5. ตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งแล้วกดยืนยันส่งแบบฟอร์ม

  6. ระบบจะแจ้งสถานะเบื้องต้น และสามารถกลับมาเช็กผลภายหลังได้

ข้อสำคัญคือ ต้องกรอกข้อมูลตามความเป็นจริง เพราะภาครัฐจะนำไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลหน่วยงานต่าง ๆ หากพบคลาดเคลื่อนอาจถูกปัดตกสิทธิทันที

2. ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน

มีการระบุการใช้งาน 2 แอปหลัก สำหรับปี 2569 คือ

  • แอป “เป๋าตัง”

  • แอป “ทางรัฐ”

2.1 ลงทะเบียนและยืนยันตัวตนผ่านแอป “เป๋าตัง”

ใช้ผ่านบริการ G-Wallet ในแอปเป๋าตัง โดยสรุปขั้นตอนยืนยันตัวตนที่เกี่ยวข้องกับการรับสิทธิได้ดังนี้

  1. ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปเป๋าตัง (รองรับ Android 9.0+ และ iOS 15.0 ขึ้นไป)

  2. สมัครหรือเข้าใช้งาน G-Wallet

  3. กดยอมรับข้อตกลงการใช้บริการเวอร์ชันล่าสุด

  4. ทำการ สแกนใบหน้า (Face Verification) เพื่อยืนยันตัวตน

  5. กดยืนยันข้อมูล รอระบบตรวจสอบสักครู่

  6. เมื่อสมัคร G-Wallet สำเร็จ จะขึ้นแถบแจ้งเตือน และสามารถเห็นแบนเนอร์โครงการ เช่น “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือโครงการที่เกี่ยวข้อง

จากนั้นในวันเปิดโครงการ ผู้ที่เคยได้สิทธิ์บางโครงการ เช่น คนละครึ่ง เดิม จะสามารถกดรับสิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสได้ผ่านแบนเนอร์ ไม่ต้องกรอกข้อมูลใหม่ทั้งหมดในบางกรณี

2.2 ยืนยันตัวตนผ่านแอป “ทางรัฐ”

แอป “ทางรัฐ” รองรับการยืนยันตัวตนหลายรูปแบบ เช่น

  • ผ่าน ตู้บริการอเนกประสงค์ภาครัฐ

    • นำบัตรประชาชนและมือถือไปที่ตู้

    • เลือกเมนู “ทางรัฐ” ทำตามขั้นตอน และสแกน QR Code เพื่อเสร็จสิ้นการยืนยัน

  • ผ่านแอป D.DOPA

    • ดาวน์โหลดแอป D.DOPA แล้วลงทะเบียนใช้งาน

    • เปิดแอปทางรัฐ เลือก “เข้าสู่ระบบด้วย D.DOPA” แล้วทำตามขั้นตอนยืนยันตัวตน

  • ผ่าน ตู้บุญเติม ที่มีบริการทางรัฐ

    • เลือกเมนู “ทางรัฐ”

    • เสียบบัตรประชาชน ทำตามขั้นตอน และรับ SMS เพื่อต่อยอดการยืนยันในแอป

  • ผ่าน ไปรษณีย์ไทย หรือ เคาน์เตอร์เซอร์วิส 7-Eleven

    • แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าต้องการยืนยันตัวตนแอปทางรัฐ

    • ใช้บัตรประชาชน ให้พนักงานสแกน/ตรวจสอบ และรอรับ SMS เพื่อกดยืนยันในแอปต่อ

การยืนยันตัวตนผ่านแอปทางรัฐ เป็นส่วนสำคัญสำหรับการลงทะเบียนออนไลน์และการผูกสิทธิกับตัวบุคคลให้ชัดเจนโดยไม่ต้องพึ่งบัตรแยกใบ

3. ลงทะเบียน ณ หน่วยงานรัฐ (On-site)

สำหรับผู้ที่ไม่มีสมาร์ตโฟน หรือไม่สะดวกใช้ออนไลน์ สามารถไปลงทะเบียนที่หน่วยงานใกล้บ้าน ได้แก่

  • ธนาคารของรัฐ
    • ธนาคารกรุงไทย

    • ธนาคารออมสิน

    • ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร)

  • สำนักงานคลังจังหวัดทั่วประเทศ

  • ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง

  • สำนักงานเขต (กรุงเทพมหานคร)

ขั้นตอนหลักคือ

  1. เตรียมบัตรประชาชนตัวจริงไปติดต่อที่จุดรับลงทะเบียน

  2. ขอแบบฟอร์มลงทะเบียนและกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน

  3. ส่งแบบฟอร์ม พร้อมให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น

  4. ทำการ ยืนยันตัวตนกับเจ้าหน้าที่ (รูดบัตร/ยืนยันข้อมูลในระบบ)

  5. รอผลประกาศตามรอบที่กำหนด


วิธีเช็กผลลงทะเบียนและการใช้สิทธิ์

หลังลงทะเบียนแล้ว สามารถตรวจสอบสถานะและผลการพิจารณาได้หลายช่องทาง เพื่อดูว่าผ่านเกณฑ์หรือไม่

1. เช็กผลผ่านเว็บไซต์

  1. เข้าเว็บไซต์ `welfare.mof.go.th`

  2. เลือกเมนู ตรวจสอบสถานะ

  3. กรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก และข้อมูลที่ระบบขอเพิ่มเติม

  4. กดยืนยัน ระบบจะแสดงผลทันทีว่า
    • ผ่านเกณฑ์

    • ไม่ผ่านเกณฑ์

    • หรืออยู่ระหว่างตรวจสอบ

2. เช็กผ่านธนาคารของรัฐ

นำบัตรประชาชนตัวจริงไปติดต่อที่

  • ธนาคารกรุงไทย

  • ธนาคารออมสิน

  • ธ.ก.ส.

ให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบสิทธิ์ในระบบ และอธิบายขั้นตอนต่อไป เช่น การยืนยันตัวตน การเริ่มใช้สิทธิ์ หรือปัญหาการรับเงินไม่เข้า

3. เช็กผ่านหน่วยงานราชการในพื้นที่

สามารถตรวจสอบสถานะที่

  • สำนักงานคลังจังหวัด

  • ที่ว่าการอำเภอ

  • หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วม

โดยใช้บัตรประชาชนเป็นหลักฐานในการค้นหาข้อมูล

4. เช็กยอดเงินและประวัติการใช้สิทธิ์

  • ยอดคงเหลือ

    • รูดบัตรที่เครื่อง EDC ร้านค้าที่ร่วมโครงการ เลือกเมนู “ตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ”

    • ติดต่อธนาคารกรุงไทย หรือโทร 02-111-1111

  • ประวัติการใช้เงิน

    • ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์โครงการในเมนูประวัติการใช้สิทธิ์

    • ขอรายการเดินบัตรย้อนหลังที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา


ปัญหายอดฮิตที่มักทำให้สมัครไม่ผ่าน และข้อควรระวัง

จากข้อมูลในรอบก่อน ๆ และเงื่อนไขปี 2569 ปัญหาที่ทำให้หลายคน “ตกสิทธิ์” มักวนอยู่ในประเด็นหลักเหล่านี้

1. รายได้และทรัพย์สินเกินเกณฑ์

  • รายได้ต่อปีเกิน 100,000 บาท (ทั้งส่วนตัวและเฉลี่ยครอบครัว)

  • เงินฝาก สลาก พันธบัตรรวมกันเกิน 100,000 บาทต่อคน

  • วงเงินกู้บ้าน/รถเกินจากที่กำหนด

  • ถือครองอสังหาริมทรัพย์เกินขนาดที่ระบุ

ข้อควรทำ: ทบทวนสถานะการเงินจริงของตัวเอง และของสมาชิกในครอบครัวก่อนลงทะเบียน หากเกินเกณฑ์จริง ๆ โอกาสจะผ่านเกณฑ์มีน้อย แม้กรอกต่ำกว่าความจริง ระบบจะเช็กเจอจากฐานข้อมูลหน่วยงานอื่นอยู่ดี

2. มีบัตรเครดิตหรือสถานะต้องห้าม

  • มีบัตรเครดิตแม้ 1 ใบ จะถูกตัดสิทธิ์ทันที

  • เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐ ผู้รับบำนาญ หรือนักบวช

ข้อควรทำ: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีบัตรเครดิตค้างอยู่ (รวมถึงบัตรที่ไม่ค่อยได้ใช้) และไม่มีสถานะในกลุ่มต้องห้ามตามเงื่อนไข

3. กรอกข้อมูลไม่ตรงความจริง หรือกรอกไม่ครบ

  • ข้อมูลรายได้คลาดเคลื่อนมากจากฐานข้อมูลภาษีหรือประกันสังคม

  • ชื่อ–สกุล เลขบัตร หรือสถานะครอบครัวกรอกผิด

ข้อควรทำ: ค่อย ๆ กรอก ตรวจสอบก่อนกดส่ง และเก็บหลักฐานรายได้ไว้เผื่อใช้ประกอบการ “อุทธรณ์” หากระบบประเมินผิด

4. ปัญหาทางเทคนิคและการยืนยันตัวตนไม่สมบูรณ์

  • ยืนยันตัวตนผ่านแอปไม่สำเร็จ เช่น สแกนหน้าไม่ผ่านหลายครั้ง

  • ใช้เบอร์โทรที่ไม่ใช้งานแล้ว ทำให้รับ OTP หรือ SMS ไม่ได้

ข้อควรทำ:

  • อัปเดตแอปเป๋าตัง/ทางรัฐให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อนวันลงทะเบียน

  • ตรวจสอบว่าเบอร์โทรที่ผูกกับระบบยังใช้งานได้ปกติ

  • กรณีสแกนหน้าไม่ผ่าน ให้ลองยืนยันตัวตนผ่านช่องทางอื่น เช่น ตู้บริการภาครัฐ ตู้บุญเติม ไปรษณีย์ไทย หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิส 7-Eleven


เช็กลิสต์สำคัญสำหรับมือใหม่ ก่อนวันลงทะเบียน 25 พ.ค. และขั้นตอนหลังรู้ผล

ก่อนวันลงทะเบียน (เตรียมตัวให้พร้อม)

  • ตรวจสอบ คุณสมบัติตัวเองและครอบครัว ว่าเข้าเกณฑ์รายได้–ทรัพย์สินหรือไม่

  • เตรียม บัตรประชาชนสมาร์ตการ์ด ให้พร้อม (หากหมดอายุให้ไปทำใหม่ก่อน)

  • สรุปข้อมูลสำคัญของตัวเอง เช่น รายได้ต่อปี หนี้สิน และสมาชิกครอบครัว

  • ถ้าจะลงทะเบียนออนไลน์
    • ดาวน์โหลดและอัปเดตแอป เป๋าตัง หรือ ทางรัฐ

    • ตรวจสอบเบอร์มือถือที่ผูกกับแอปว่าใช้งานได้จริง

  • วางแผนว่าตนเองจะใช้ ช่องทางไหน เป็นหลัก (เว็บ, แอป, ธนาคาร, อำเภอ) เพื่อไม่สับสนในวันจริง

หลังรู้ผล “ผ่านเกณฑ์”

  1. ไปยืนยันตัวตน ตามช่องทางที่กำหนด

    • ผ่านแอปเป๋าตัง / ทางรัฐ หรือที่ธนาคารรัฐ

  2. รอระบบเปิดสิทธิ์ แล้วเริ่มใช้สิทธิผ่าน บัตรประชาชน ที่ร้านธงฟ้า ร้านค้าร่วมโครงการ และระบบขนส่งสาธารณะ

  3. ติดตามเงินเข้าตามรอบ
    • วงเงินซื้อของ + ค่าเดินทาง: โดยทั่วไปเข้าทุกวันที่ 1 ของเดือน

    • เงินเบี้ยความพิการ: เข้ารอบวันที่ 20 ของเดือน (ตามข้อมูลเดิม)

  4. ใช้เงินแต่ละเดือนไม่ให้เกินกำหนดเวลา เพราะ วงเงินไม่สะสมข้ามเดือน

หลังรู้ผล “ไม่ผ่านเกณฑ์”

  • ทบทวนข้อมูลที่กรอก ว่ามีข้อผิดพลาดหรือไม่

  • ตรวจสอบคุณสมบัติจริงของตัวเองว่าเกินเกณฑ์ข้อใด

  • หากมั่นใจว่าคุณสมบัติครบถ้วน รอข้อมูลจากรัฐเรื่องช่องทาง อุทธรณ์ (หากเปิดให้ในรอบนี้)

  • หากไม่เข้าเกณฑ์จริง ๆ ให้เตรียมตัวใช้สิทธิ์ช่วยเหลือรูปแบบอื่นที่รัฐจัดให้ เช่น โครงการคนละครึ่ง/ไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง


หมายเหตุความปลอดภัย: ในทุกขั้นตอนของการลงทะเบียนและตรวจสอบสิทธิ์ ควรใช้งานผ่าน เว็บไซต์และแอปทางการเท่านั้น เช่น welfare.mof.go.th, แอปเป๋าตัง, แอปทางรัฐ หลีกเลี่ยงการกดลิงก์สมัครจาก SMS หรือโซเชียลที่ไม่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพขโมยข้อมูลส่วนตัวและเลขบัตรประชาชนของคุณ

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น