Sharp เปิดตัว Karada Mate Watch สมาร์ตวอทช์รุ่นแรกของบริษัท พร้อมฟีเจอร์ที่แตกต่างจาก Apple Watch, Galaxy Watch และสมาร์ตวอทช์ทั่วไป คือ สามารถประเมินปริมาณแคลอรีที่รับประทานเข้าไปได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องจดบันทึกอาหาร ถ่ายรูป หรือสแกนบาร์โค้ดเหมือนแอปติดตามโภชนาการทั่วไป
นอกจากนี้ นาฬิกายังสามารถติดตาม ระดับน้ำในร่างกาย (Hydration) และแจ้งเตือนเมื่อผู้ใช้ควรดื่มน้ำ ช่วยให้การดูแลสุขภาพเป็นไปแบบอัตโนมัติมากขึ้น
วัดแคลอรีจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
จุดเด่นของ Karada Mate Watch คือการใช้เซ็นเซอร์ Bioelectrical Impedance (BIA) ร่วมกับเทคโนโลยี FLOW™ จากบริษัท HEALBE
ระบบจะวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของน้ำและระดับน้ำตาลภายในร่างกายหลังรับประทานอาหาร เพื่อนำมาประเมินปริมาณพลังงานที่ร่างกายได้รับ โดยผู้ใช้ไม่ต้องกรอกข้อมูลอาหารเอง
Sharp ระบุว่าฟีเจอร์นี้สามารถแสดง
แคลอรีที่รับประทาน
แคลอรีที่เผาผลาญ
สมดุลพลังงานในแต่ละวัน (Calorie Balance)
เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมน้ำหนักหรือวางแผนการรับประทานอาหารได้ง่ายขึ้น
เตือนเมื่อร่างกายเริ่มขาดน้ำ
นอกจากการวัดแคลอรีแล้ว ระบบยังสามารถติดตาม ระดับน้ำในร่างกาย ได้ตลอดวัน
หากตรวจพบว่าผู้ใช้เริ่มมีภาวะขาดน้ำ นาฬิกาจะส่งการแจ้งเตือนผ่านเสียงและการสั่น เพื่อเตือนให้ดื่มน้ำในเวลาที่เหมาะสม
ฟีเจอร์สุขภาพครบเหมือนสมาร์ตวอทช์ระดับเรือธง
แม้จะชูจุดขายเรื่องโภชนาการ แต่ Karada Mate Watch ก็ยังมาพร้อมฟีเจอร์มาตรฐาน ได้แก่
หน้าจอ OLED ขนาด 1.32 นิ้ว
GPS ในตัว
วัดอัตราการเต้นหัวใจ
วัดค่าออกซิเจนในเลือด (SpO₂)
วัดอุณหภูมิผิวหนัง
ติดตามการนอน
นับก้าวเดิน
กันน้ำระดับ 5ATM และมาตรฐาน IP6X / IPX8
อีกลูกเล่นคืออินเทอร์เฟซ Circuit View ที่จะเปลี่ยนข้อมูลบนหน้าจอให้เหมาะกับช่วงเวลาของวัน เช่น แสดงข้อมูลการนอนตอนเช้า หรือแสดงกิจกรรมและการเผาผลาญระหว่างวัน
ยังต้องรอการพิสูจน์ความแม่นยำ
แม้แนวคิดจะน่าสนใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายมองว่า ฟีเจอร์วัดแคลอรีอัตโนมัติยังควรได้รับการทดสอบจากหน่วยงานอิสระเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นการ ประเมินจากการตอบสนองของร่างกาย ไม่ใช่การตรวจจับชนิดหรือปริมาณอาหารโดยตรง
Sharp เองก็ระบุว่า เพื่อให้ระบบทำงานได้ดีที่สุด ผู้ใช้ควรสวมใส่นาฬิกาประมาณ 22–23 ชั่วโมงต่อวัน และค่าที่แสดงเป็นการประมาณ ซึ่งอาจแตกต่างจากปริมาณแคลอรีจริงของแต่ละบุคคล
เริ่มขายที่ญี่ปุ่นก่อน
Karada Mate Watch จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 ราคา 59,400 เยน (ประมาณ 13,000–14,000 บาท) โดยขณะนี้ Sharp ยังไม่ได้ประกาศแผนวางจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ
หากเทคโนโลยีนี้พิสูจน์แล้วว่ามีความแม่นยำเพียงพอ ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญที่ผลักดันให้สมาร์ตวอทช์ในอนาคต ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกาย แต่ยังช่วยดูแลโภชนาการและสุขภาพได้แบบอัตโนมัติอีกด้วย
ที่มา japantoday


ความคิดเห็น