รับแอปรับแอป

เปิดเมนูลับบนเรือข้ามทวีปยุค ร.5 หรูแค่ไหนให้คิดว่าเป็นเฟิสต์คลาส

กิตติพงษ์ ชัยมงคล01-31

เปิดฉาก : ถ้าเฟิสต์คลาสสมัยนี้ว่าหรู ต้องลองไปดูเมื่อ 150 ปีก่อน

ทุกวันนี้เวลาเดินทางไกล ทั้งขึ้นเรือ ขึ้นเครื่อง ใคร ๆ ก็รู้ว่า “อาหารบนยานพาหนะ” คือส่วนสำคัญของประสบการณ์เดินทาง โดยเฉพาะชั้นเฟิสต์คลาสที่จัดเต็มทั้งเมนูและบริการ แต่ถ้าเราย้อนเวลากลับไปราว 150 ปีก่อน ตอนที่การเดินทางข้ามทวีปยังต้องพึ่ง “เรือเมล์” เป็นหลัก อาหารของชนชั้นสูงบนเรือหน้าตาเป็นยังไงกันแน่?

คำตอบซ่อนอยู่ในบันทึกการเดินทางของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่เสด็จโดยสารเรือเมล์มุ่งหน้าจากเอเชียไปยุโรป ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

บันทึกนี้ไม่ได้เล่าแค่เรื่องการเดินทาง แต่ยังพาเราไปนั่งบนโต๊ะอาหารเรือเมล์ระดับหรู แทบจะได้กลิ่นเนยและกาแฟลอยมาเลยทีเดียว

เรือเมล์ข้ามทวีป : ไม่ได้มีดีแค่ความเร็ว

เส้นทางในครั้งนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จโดยสารเรือเมล์จากสิงคโปร์ มุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในฐานะราชทูตพิเศษ เชิญพระราชสาส์นและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไปยังราชสำนักยุโรปหลายประเทศ

เรือที่ใช้เป็นเรือของบริษัท Peninsular and Oriental Steam Navigation Company เอกชนรายใหญ่ที่ทำสัญญากับรัฐบาลอังกฤษในการขนส่งไปรษณีย์ข้ามทวีป

เรือเมล์ประเภทนี้มีภารกิจสำคัญคือ ส่งไปรษณีย์ให้ตรงเวลา จึงต้องกำหนดวันและเวลาชัดเจน เร่งรีบ ตรงต่อกำหนด ทำให้ใครที่อยากเดินทางเร็วและแน่นอน มักเลือกโดยสารเรือเมล์

แน่นอนว่า ค่าโดยสารย่อมแพงกว่าเรือทั่วไป แต่เพราะต้องดึงดูดผู้โดยสารให้คุ้มทุน เจ้าของเรือจึงจำเป็นต้องยกระดับบริการทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่อง ความสะดวกสบายและความหรูหราบนเรือ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ถึงทำให้เราเห็นภาพว่า การใช้ชีวิตบนเรือเมล์ยุคนั้นหรูหรากว่าที่คิดมาก

ตารางอาหารประจำวัน : เสียงแตรคือสัญญาณความอร่อย

บนเรือเมล์ การกินไม่ได้เป็นแค่ “เวลาอาหาร” แต่เป็น พิธีกรรมประจำวัน ที่ทุกคนบนเรือรู้จังหวะดี

ในแต่ละวัน พนักงานจะ เป่าแตร 2 ครั้ง สำหรับแต่ละมื้ออาหาร

  • ครั้งแรก เป็นสัญญาณให้เตรียมตัว

  • ครั้งที่สอง คือสัญญาณเริ่มรับประทาน

ช่วงเช้า ก่อนเวลา 8.30 น. ผู้โดยสารต้องตื่นมาเตรียมตัว พอใกล้เวลา พนักงานจะเป่าแตรเรียกให้ไปห้องอาหาร พอถึง 9.00 น. แตรดังอีกครั้ง ทุกคนจึงเริ่มรับประทานมื้อเช้า โดยมีพนักงานคอยบริการพร้อมสรรพ

จังหวะแตรบนเรือเมล์ จึงเปรียบเหมือน “เสียงแจ้งเตือน” ในยุคก่อนสมาร์ตโฟน ที่ทุกคนต้องฟังและทำตาม

มื้อเช้า : ขนมปัง ปอริดช และเครื่องเคียงแน่นโต๊ะ

สำหรับมื้อเช้า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบรรยายเมนูไว้ละเอียดจนคนอ่านหิวตามได้

บนโต๊ะอาหารเช้ามี

  • ขนมปังสดหอมใหม่

  • ขนมปังปิ้งกรอบกำลังดี

  • “ยาคู” หรือ Porridge (ปอริดช) แบบฝรั่ง กินกับน้ำตาลและนมโค

  • ข้าว (เข้) พร้อมปลาและเนื้อหลายชนิด

  • ของหวานทั้งขนมและผลไม้

  • เครื่องแกล้มอย่างเนยแข็ง เนยอ่อน

  • เครื่องดื่มเลือกได้ทั้งชา หรือกาแฟ

เมนูมื้อเช้าบนเรือเมล์เมื่อ 150 ปีก่อน จึงไม่ใช่อาหารกันตาย แต่เป็นมื้อใหญ่ที่จัดเต็มและเลือกได้ตามใจ

Porridge หรือ “ปอริดช” ที่ทรงกล่าวถึง คือข้าวโอ๊ตต้ม นิยมกินกับนมอุ่น หน้าตาและสัมผัสคล้ายข้าวต้ม เป็นอาหารเช้าที่ทั้งอุ่นท้องและอุ่นใจ เหมาะกับการเริ่มวันใหม่กลางทะเล

หลังจากมื้อเช้าเสร็จ ผู้โดยสารก็พักผ่อนตามอัธยาศัย จนถึง 11.00 น. กัปตันเรือจะเดินตรวจดูสารทุกข์สุกดิบของทุกคน ใครมีปัญหาอะไรสามารถแจ้งได้โดยตรง

มื้อกลางวัน : จานหลักจัดเต็ม ไอศกรีมมีเสิร์ฟทุกวัน

พอเวลา 12.30 น. แตรจะดังครั้งแรก เป็นสัญญาณให้เตรียมตัวสำหรับมื้อกลางวัน จากนั้นเวลา 13.00 น. จึงเป่าแตรอีกครั้งเพื่อเริ่มรับประทานอาหาร

ในบันทึกระบุว่า มื้อกลางวันอาหารมากกว่ามื้อเช้า มีทั้ง

  • เนื้อต่าง ๆ หลากชนิด

  • ขนมและผลไม้

  • ไอศกรีม หรือผลไม้แช่น้ำแข็ง เสิร์ฟทุกวัน

ลองคิดภาพดูว่า บนเรือกลางทะเลเมื่อกว่าร้อยปีก่อน แต่ผู้โดยสารระดับสูงยังสามารถกินไอศกรีมเย็น ๆ ได้ทุกวัน นั่นสะท้อนถึง ความพร้อมของครัวและระบบเก็บความเย็นที่ล้ำยุคไม่น้อย

ไฮไลต์มื้อเย็น : พิธีการแน่นราวงานเลี้ยงใหญ่

มื้อเย็นคือช่วงที่บรรยากาศบนเรือเปลี่ยนไปจากมื้ออื่นอย่างชัดเจน เรียกว่าเป็นมื้อ “ดินเนอร์พิธีการ” ก็ว่าได้

เวลา 18.00 น. จะมีการเป่าแตรเตือนให้ทุกคนเตรียมตัว มื้อนี้ไม่ใช่มาแบบสบาย ๆ เพราะผู้โดยสารทั้งหญิงชาย ต้องแต่งกายให้เรียบร้อย สมกับบรรยากาศของการรับประทานอาหารเย็นร่วมกันบนเรือหรู

พอถึง 18.30 น. มีการเป่าแตรครั้งที่สอง ทุกคนจึงมานั่งประจำที่บนโต๊ะอาหาร

จากนั้น พนักงานจะ ตีระฆังเป็นจังหวะ เพื่อกำกับการเสิร์ฟอาหาร โดยมีพนักงานคนอื่นยืนเรียงอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของผู้โดยสารทุกคน

วิธีการเสิร์ฟก็มีจังหวะชัดเจน

  • ระฆังเคาะครั้งแรก หมายถึง “อาหารพร้อมแล้ว”

  • พนักงานเดินเป็นแถวไปรับจาน นำมาเสิร์ฟทีละคนอย่างพร้อมเพรียง

  • เมื่อผู้โดยสารรับประทานจานนั้นเสร็จ พนักงานเก็บจานกลับไปและรออยู่ด้านหลังเช่นเดิม

  • เมื่อเห็นว่าทุกคนกินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ระฆังจะถูกเคาะอีกครั้ง เพื่อให้พนักงานไปรับอาหารจานถัดไป

ขั้นตอนแบบนี้ดำเนินต่อไป จานแล้วจานเล่า ตามลำดับเมนูตั้งแต่ต้นจนจบ ใช้เวลาร่วมชั่วโมงหรือเกือบชั่วโมงครึ่งในแต่ละมื้อเย็น

นี่ไม่ใช่แค่การกินข้าว แต่คือ “โชว์ศิลปะการบริการ” ของเรือเมล์ยุคนั้น

ระดับเฟิสต์คลาสในยุคนั้น หน้าตาเป็นแบบนี้

แม้ในบันทึกจะไม่ได้ระบุชัดเจนว่ามื้อเย็นเสวยเมนูอะไรบ้าง แต่เมื่อมองจาก

  • พิธีการที่ต้องแต่งกายเรียบร้อย

  • รูปแบบการเสิร์ฟแบบเสิร์ฟเป็นลำดับ

  • สถานะของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพในฐานะพระบรมวงศานุวงศ์ระดับสูง

จึงพอสันนิษฐานได้ว่า อาหารมื้อเย็นบนเรือเมล์สำหรับพระองค์ คือระดับเดียวกับ “เฟิสต์คลาส” ในยุคนั้น

รูปแบบมื้อเย็นน่าจะเริ่มจาก

  • อาหารเรียกน้ำย่อย

  • จานหลักหลายลำดับ

  • ปิดท้ายด้วยของหวานและผลไม้

ทั้งหมดทำให้มื้อเย็นกลายเป็นช่วงเวลาที่ทั้งหรู ทั้งพิถีพิถัน และเป็นจุดโชว์มาตรฐานของเรือเมล์ที่ต้องการให้ผู้โดยสารประทับใจจนอยากกลับมาใช้บริการอีกครั้ง

เมื่ออาหารกลายเป็นกลยุทธ์ธุรกิจของเรือเมล์

จากบันทึกนี้จะเห็นชัดว่า อาหารบนเรือเมล์เมื่อ 150 ปีก่อน ไม่ได้มีไว้แค่ให้ผู้โดยสาร “อิ่ม” แต่เป็นส่วนหนึ่งของ กลยุทธ์สร้างความประทับใจ

  • มีการกำหนดเวลาเป่าแตรชัดเจน เป็นระเบียบแบบแผน

  • มีการดูแลผู้โดยสารโดยกัปตันเองในช่วงสาย

  • อาหารหลากหลาย ทั้งเนื้อ ขนม ผลไม้ ไอศกรีม และเมนูแบบตะวันตกเต็มรูปแบบ

  • มีพนักงานบริการหลายคนต่อโต๊ะ เสิร์ฟและเก็บจานอย่างพร้อมเพรียง

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า แม้ค่าโดยสารเรือเมล์จะสูงกว่าเรือชนิดอื่น แต่แลกมาด้วย

  • ความรวดเร็วในการเดินทาง

  • บริการที่ใส่ใจรายละเอียด

  • ความสะดวกสบายและความหรูหรา ที่ผู้โดยสารระดับสูงคาดหวัง

ปิดท้าย : รูทเดินเรือสู่ยุโรปที่รสชาติอาหารไม่ธรรมดา

บันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทำให้เราเห็นภาพชัดว่า การเดินทางด้วยเรือเมล์ไปยุโรปเมื่อราว 150 ปีก่อน ไม่ได้ลำบากอย่างที่จินตนาการ แต่กลับเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย หรูหรา และพิถีพิถันเรื่องอาหารการกินอย่างมาก

อาหารบนเรือไม่ได้เป็นเพียงแค่เมนูมื้อต่าง ๆ แต่คือประสบการณ์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดี ตั้งแต่เสียงแตรเรียกกินข้าว ไปจนถึงระฆังดินเนอร์ที่คุมจังหวะทั้งห้องอาหาร

ใครที่หลงใหลทั้งเรื่อง เที่ยวยุโรปและประวัติศาสตร์การเดินทาง บันทึกการโดยสารเรือเมล์ครั้งนี้ ไม่ได้พาเราไปแค่ปลายทางที่ลอนดอน แต่ยังพาเรา “ไปนั่งบนโต๊ะอาหาร” กลางทะเลเมื่อ 150 ปีก่อนด้วยอย่างเต็มอรรถรส