รับแอปรับแอป

เมื่อเชฟสาวสายแพชชัน ปะทะทายาทบริษัทยักษ์สายทุนนิยม ในครัวรอมคอมสุดหิวจาก Tastefully Yours

พีรวิชญ์ สุวรรณดี01-29

เปิดครัว เปิดใจ: ทำไมต้องเริ่มดู Tastefully Yours ก่อนเรื่องอื่น

ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีซีรีส์เกาหลีเข้าใหม่ลงพร้อมกันทีเดียว 2 เรื่องในคืนเดียวกัน คนดูสายซีรีส์เกาหลีอย่างเราเลยต้องมานั่งชั่งใจว่าจะเริ่มเรื่องไหนก่อนดี

สองเรื่องที่ว่าพล็อตโดนทั้งคู่ เรื่องหนึ่งว่าด้วยพระเอกแฝงตัวเข้าไปในร้านอาหารของนางเอกเพื่อขโมยสูตรอาหาร อีกเรื่องเล่าเรื่องสาวขี้เมาที่อยากเลิกเหล้าแบบจริงจัง

แต่พอถึงเวลาต้องเลือกดูเรื่องแรก ก็หนีไม่พ้นให้ “ผู้ชายในจอ” เป็นตัวตัดสิน เพราะตามผลงาน คังฮานึล มานานมากแล้ว ชอบมุกฮา ๆ แปลก ๆ ของเขาเป็นพิเศษ แถม กงมยอง เพิ่งมีผลงานจบไปหมาด ๆ สุดท้ายเลยเทใจมาเริ่มที่ Tastefully Yours ก่อนแบบไม่ต้องคิดเยอะ

พล็อตย่อยง่าย แต่รสชาติกลมกล่อมกว่าที่คิด

Tastefully Yours เป็นซีรีส์สายโรแมนติก–คอเมดี ผสมกลิ่นอายซีรีส์อาหารแบบเต็มจาน ดูไปสองตอนแรกต้องบอกเลยว่าเป็นเรื่องที่ดูสบาย ย่อยง่าย ไม่ต้องเค้นสมอง แต่กลับมีรสชาตินัวกว่าที่คาด

แกนหลักคือเรื่องราวของคนสองคนที่มี “โลกของร้านอาหาร” เหมือนกัน แต่ยืนอยู่คนละฝั่งแบบสุดขั้ว

  • ฝั่งหนึ่งคือทายาทหนุ่มของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหาร ระดับชาติ

  • อีกฝั่งคือเชฟสาวเจ้าของร้านเล็ก ๆ ในต่างจังหวัด ที่เทหมดใจให้กับรสชาติอาหาร

ภารกิจหลักของพระเอกคือการตามล่าสูตรอาหารยอดฮิตจากทั่วประเทศ แล้วใช้ทุนเข้าซื้อกิจการเพื่อดึงมาอยู่ใต้ปีกบริษัท แถมตัวเขายังมีร้านอาหารในเครือของตัวเองอยู่ด้วย เป้าหมายคือดันร้านตัวเองให้ได้ 3 ดาว และเป็นการแข่งกับพี่ชาย ตาม “คำสั่ง” ที่แม่ตั้งโจทย์ชีวิตเอาไว้ให้

เมื่อคนทำธุรกิจ “ไม่อินรสชาติ” เจอเชฟที่ยกหัวใจให้จานอาหาร

ถึงจะทำงานกับอาหารมาทั้งชีวิต พระเอกกลับเป็นคนที่ ไม่ให้ค่ากับรสชาติ เลยแม้แต่นิด เขามองรายละเอียดปลีกย่อยทุกอย่างในครัวเป็นแค่ความวุ่นวายที่น่าปวดหัว สิ่งเดียวที่เขาคิดเป็นตัวเลขได้คือกำไรและความคุ้มค่า

ตรงกันข้ามกับนางเอก เชฟสาวฝีมือจัดจ้านที่เปิดร้านลับในเมืองเล็ก ๆ นอกเมือง ร้านของเธอเงียบเรียบง่ายจนคนต่างถิ่นเดินผ่านยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือร้านอาหาร เพราะไม่มีแม้แต่ป้ายชื่อให้เห็น

เธอเป็นคนที่ ยกจิตวิญญาณทั้งหมดให้การทำอาหาร ใส่ใจรสชาติต้นตำรับ เลือกวัตถุดิบดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ หลายอย่างปลูกเอง บางอย่างถึงขั้นเดินเข้าป่าไปหาเอง เธอคือภาพแทนของคำว่า “อาหารคือชีวิต” แบบครบสูตร

แล้ววันหนึ่งปัญหาก็โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว พระเอกที่กำลังจะเปิดเมนูใหม่เพื่อคว้า 3 ดาว อยู่ดี ๆ ก็พบว่า ร้านลับของนางเอกมีเมนูเดียวกันแถมจะเสิร์ฟก่อนเขาอีกต่างหาก

เขาจึงออกเดินทางไปตามหาร้านลึกลับในต่างจังหวัดและยื่นข้อเสนอ ขอซื้อร้านทั้งร้าน ทันที แต่นางเอกไม่ยอมขาย

ในเวลาเดียวกัน พี่ชายก็เตรียมลากพระเอกให้หลุดจากเก้าอี้ผู้บริหาร เขาจึงยิ่งต้องพยายามฮุบร้านนางเอกให้ได้ เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางกลับไปทวงทุกอย่างที่โดนยึดคืนมา

ฝั่งนางเอกเองก็เริ่มลังเล เพราะร้านของเธอกำลังอยู่ในสภาพ จะไปต่อก็ไม่มีทุน จะถอยหลังก็ไม่ลง เงินหมุนร้านแทบไม่เหลือให้หายใจ

จากแผนขโมยสูตร สู่การเป็นหุ้นส่วนจำเป็น

สุดท้าย ทั้งคู่จบลงที่การเซ็นสัญญาเป็นหุ้นส่วน โดยมีเงื่อนไขบางอย่างเป็นตัวล็อกให้ต้องร่วมทางกันต่อไป

การทำงานร่วมกันของคนที่ยืนคนละฝั่งแบบสุดโต่ง ทำให้ทะเลาะ ขัดแย้ง และมองไม่ตรงกันแทบทุกเรื่อง แต่เพราะสัญญาบังคับไว้ ทั้งคู่เลยต้องหาทางประนีประนอม จนเริ่มเจอจุดลงตัวในการเดินไปด้วยกัน

จากเดิมที่พระเอกตั้งใจจะซื้อร้านแล้วขโมยสูตรอาหาร กลายเป็นว่าเขาต้องมาช่วยโปรโมตร้าน ทำภาพลักษณ์ วางแผนเพิ่มยอดขาย พยายามดึงร้านให้รอดจากการล้มละลาย และกลายเป็น เพื่อนดื่มหลังเลิกงาน ไปโดยปริยาย

พล็อตแค่นี้ก็ชวนหิวแล้ว แถมยังได้พระเอกสายคอมเมดีมาปั่นโทนให้เบาสนุกอีก ไม่แปลกที่หลายคนเลือกกดเล่นเรื่องนี้ก่อน

เมื่อทุนนิยมจ๋า ปะทะเชฟสายแพชชันเต็มร้อย

“คนหิวเงินอย่างพวกคุณ คิดว่าตัวเองทำอาหารแล้วขายได้เหรอ คุณไม่รู้หรอกว่ามันมีค่าขนาดไหน ทั้งการทำงาน ความเอาใจใส่ และความจริงใจที่อยู่เบื้องหลัง”

พระเอกคือคนที่โตมากับโลกของตัวเลข กำไร ยอดขาย และมูลค่า ทุกอย่างถูกตีราคาได้หมด สิ่งที่นางเอกเรียกว่า “ความจริงใจ” หรือ “ความใส่ใจ” สำหรับเขามันคือค่าใช้จ่ายอีกหนึ่งบรรทัดในงบประมาณ

ในฝั่งตรงกันข้าม นางเอกคือคนที่เชื่อว่า ความรักในอาหารและวัตถุดิบ คือหัวใจของการทำร้าน เธอเลือกใช้ของดีที่สุดในจานทุกจาน แม้ต้องลงแรงเองแทบทุกขั้นตอน

พอคนสองแบบนี้ต้องมาเจอกัน ความวุ่นวายเลยเริ่มตั้งแต่ฉากแรก ๆ ที่ออกมาประจันหน้า ยังไม่ทันคุยรู้เรื่อง นางเอกก็ฟาดเคียวใส่พระเอกไปแล้ว เพราะเขาเดินลุยเข้ามาเหยียบสวนผักและทำใบกะหล่ำปลีที่เธอหวงเหมือนลูกพังยับ

ท่าทีการบุกเข้า “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” อย่างร้านอาหารของเธอแบบไม่ขออนุญาต ทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เปิดมาแบบเดือด ๆ ตั้งแต่แรกเจอ

เพราะตัวเรื่องวางโทนเป็นรอมคอม ฉากที่พระเอก–นางเอกปะทะคารมกันเลยออกมาน่าขำมากกว่าน่าอึดอัด (ยกเว้นฉากพระเอกอยู่กับแม่ ที่กดดันกว่าพอสมควร)

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งคู่ รู้ดีว่าคำพูดของอีกฝ่ายไม่ได้ผิด เพียงแต่ต่างคนต่างโฟกัสคนละจุดเท่านั้นเอง

  • พระเอกต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะทายาทธุรกิจอาหารยักษ์ใหญ่ ที่ต้องชนะพี่ชายให้ได้

  • เขาเติบโตมากับแม่ที่เลี้ยงลูกแบบให้แข่งกันเอง โดยไม่สนขอบเขตว่าอะไรถูกอะไรผิด

ผลลัพธ์คือชายหนุ่มที่มองทุกอย่างเป็น “ดีล” และ “ตัวเลข” มาก่อนคุณค่าทางใจ เขาคือนักธุรกิจที่สนใจเพียงผลกำไร และเมื่อมีทั้งบริษัท แม่ และพี่ชายเป็นแรงกดดัน เขายิ่งเร่งเครื่องทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะ แม้จะต้องพยายามซื้อร้านของนางเอกทั้งที่เธอไม่อยากขาย

แต่ในขณะเดียวกัน เขายังเป็น นักเจรจาที่ดี รู้จักหาจังหวะต่อรอง จนสุดท้ายก็ทำให้นางเอกยอมให้เขาเข้ามาเป็นหุ้นส่วนได้สำเร็จ แม้ในใจยังซ่อนแผนจะขโมยสูตรอาหารอยู่ก็ตาม

ถึงจะดูนิสัยเห็นแก่ตัว ทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายของตัวเอง แต่ซีรีส์ก็ไม่ได้ปั้นพระเอกให้เลวแบบด้านเดียว เขายังมี สำนึกถูกผิดบางอย่างหลงเหลืออยู่ เพียงแต่ถูกหล่อหลอมมาผิดวิธีจนแสดงออกในรูปแบบ “กลัวเสียประโยชน์” มากกว่ากลัวทำร้ายใคร

ฝั่งพี่ชายนั้นข้ามเส้นไปไกลกว่ามาก พร้อมทำเรื่องสกปรกทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเป็นผู้สืบทอดธุรกิจที่กุมอำนาจสูงสุด แม่เองก็เลี้ยงลูกแบบผลักให้แก่งแย่งกันโดยไม่สนขอบเขตใด ๆ

ตอนนี้เองที่เราจะได้เห็นพระเอกค่อย ๆ เรียนรู้ว่า บางอย่างมีคุณค่าสูงกว่าแค่ตัวเลขมูลค่า

เมื่อความจริงใจต้องชนกับความจริงเรื่องตัวเลข

“ไอ้ความจริงใจที่คุณพูดถึงนี่ ท้ายสุดแล้ว ถ้าไม่มีเงินหรือไม่ได้กำไร คุณจะเปิดร้านที่คุณรักสุดหัวใจนี่ต่อได้ไง”

ใต้เสียงทะเลาะกันไปมาของทั้งคู่นั้น จริง ๆ แล้วพวกเขารู้ดีว่าคำของอีกฝั่งมีน้ำหนัก

  • นางเอกรู้ว่าถ้าไม่มีเงิน ร้านที่เธอรักก็ไปต่อไม่ได้

  • พระเอกก็เริ่มหัดมองให้ลึกกว่าตัวเลข โดยพยายามทำความเข้าใจว่า นางเอกเป็นเชฟแบบไหน และกว่าจะมีอาหารหนึ่งจานวางบนโต๊ะ มันต้องใส่หัวใจลงไปแค่ไหน

เธอเป็นคนที่มีแพชชันในการทำอาหารแบบไม่เคยแผ่วลงเลย แต่เพราะทั้งคู่โฟกัสกันคนละเรื่องตั้งแต่ต้น การจะขยับมาอยู่ตรงกลางจึงต้องใช้เวลา

ตอนนี้พวกเขาเพิ่งเริ่มรู้จักกันเท่านั้น ซีรีส์เลยพาเราไปดูการค่อย ๆ ละลายพฤติกรรม แกะเกราะป้องกัน และเริ่มปรับสมดุลระหว่าง

  • เงินและการบริหารร้าน

  • จิตวิญญาณและรสชาติที่ใส่ลงในทุกจาน

ก่อนหน้านี้ พระเอกโฟกัสแต่เรื่องการซื้อร้านและขโมยสูตรอาหารให้สำเร็จ เพื่อเอาไปวางเป็นหมากบนกระดานธุรกิจ และใช้เป็น “ของขวัญ” ให้แม่เห็นว่าตัวเองมีความสามารถพอจะได้รับตำแหน่งใหญ่โต

ส่วนฝั่งนางเอก คำถามคือ เธอเป็นใครกันแน่?

ฝีมือเธอไม่ใช่ระดับร้านบ้าน ๆ ทั่วไป เธอมีประสาทสัมผัสดีเยี่ยม แยกวัตถุดิบได้อย่างแม่นยำ รู้จักทั้งชื่อร้านอาหารและสถาบันสอนทำอาหารต่างชาติ แถมกิมจิกะหล่ำปลีที่เธอทำให้พระเอกชิม ยังเป็นรสชาติที่เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

เชฟลึกลับ กับร้านลับที่แทบไม่มีใครหาเจอ

เบื้องหลังของนางเอกยังถูกเล่ามาแค่บางส่วน สิ่งที่รู้คือ เธอไม่ใช่คนพื้นที่ แต่ย้ายมาเปิดร้านอาหารที่นี่โดยเช่าร้านตัดผมเก่ามารีโนเวตใหม่ มีหมาสีขาวตัวหนึ่งนอนเฝ้าหน้าร้านเหมือนเป็นเจ้าถิ่นตัวจริง

เธอเปิดร้านสไตล์ Fine dining แบบมินิมอลสุดขีด ทำทุกอย่างคนเดียว เงียบ ๆ ไม่หวือหวา หน้าร้านไม่มีป้ายชื่อ ไม่มีการโปรโมตใด ๆ ทั้งหมดมีแค่เคาน์เตอร์โต๊ะเดียว เพราะเธอเลือกทำในปริมาณที่ตัวเองดูแลได้ดีที่สุด

แต่สิ่งที่เธอไม่ต่อรองเลยคือ คุณภาพวัตถุดิบ เธอเชื่อว่าแต่ละวันต้องเสิร์ฟสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ และเธอยอมเหนื่อยเองทั้งหมดเพื่อให้จานนั้นออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

ความย้อนแย้งคือ แม้รสชาติจะดี วัตถุดิบจะพรีเมียมแค่ไหน แต่ร้านของเธอ แทบไม่มีกำไร ถึงขั้นไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าร้านเดือนล่าสุด และยังไม่มีเงินซื้อพริกป่นคุณภาพดีที่ใช้เป็นประจำ

พระเอกมองตัวเลขแล้วถึงกับบอกว่า อัตราต้นทุนต่อยอดขายของร้านนี้คือหายนะดี ๆ นี่เอง แทบจะปาฏิหาริย์ที่ยังไม่ล้มละลายในตอนนี้ ทั้งที่มีแววจะต้องแกะฝาร้านเอามาปรุงอาหารอยู่แล้ว

ถึงอย่างนั้น นางเอกก็ยังยืนยันเสียงแข็งว่า จะไม่มีวันลดคุณภาพวัตถุดิบลงเด็ดขาด เธอภูมิใจกับร้านที่สร้างขึ้นตามหัวใจตัวเอง แม้มันจะทำให้เธออยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างอยู่รอดกับล้มเหลวก็ตาม

เมื่อพระเอกก้าวเข้ามาเป็นหุ้นส่วน หลายอย่างจึงเริ่มถูกเขย่า และกำลังจะเปลี่ยนไปทีละนิด

ศึกในครัวที่เดิมพันด้วยทั้งหัวใจและหน้าที่การงาน

การจับมือกันแบบจำยอมระหว่าง

  • เศรษฐีหนุ่มทายาทบริษัทยักษ์ ที่กำลังถูกดันให้หล่นจากเก้าอี้ผู้บริหาร

  • เชฟสาวหัวแข็ง ที่ยอมยกหัวใจทั้งหมดให้การทำอาหาร แต่แทบจะไม่มีเงินเหลือประคองร้าน

ทำให้ห้องครัวของพวกเขากลายเป็นสมรภูมิย่อม ๆ ที่เดิมพันทั้งอนาคตธุรกิจ และสิ่งที่แต่ละคนเชื่อ

เขาที่ถูกบริษัทของแม่ยึดทุกอย่างไป ต้องใช้แค่ความสามารถและสมองของตัวเองช่วยดึงร้านของเธอให้รอดเพื่อกลับไปทวงทุกอย่างคืน

เธอที่รู้เต็มอกว่าเขาเป็นนักธุรกิจที่ไว้ใจไม่ได้ ก็ยังจำใจต้องยอมเปิดประตูครัวให้เขาเข้ามา “จัดการ” เพื่อแลกกับโอกาสรอดของร้านที่ตัวเองรักสุดหัวใจ

Tastefully Yours เลยไม่ใช่แค่ซีรีส์รอมคอมสายอาหารที่ดูแล้วหิว แต่มันยังตั้งคำถามแสบ ๆ ว่า

  • ถ้าคุณใส่หัวใจลงไปในงานมาก ๆ แต่ตัวเลขในบัญชีไม่ขยับเลย คุณจะยังไปต่อไหวไหม?

  • ระหว่าง “คุณค่า” ที่มองไม่เห็น กับ “มูลค่า” ที่ชั่งได้ในตลาด คุณจะเลือกอะไรนำทางชีวิต

และคำตอบของสองคนที่ยืนอยู่คนละฝั่งอาจทำให้เราต้องย้อนถามตัวเองในชีวิตจริงเหมือนกันว่า แท้จริงแล้ว เราอยาก “อิ่มท้อง” อย่างเดียว หรืออยาก “อิ่มใจ” ไปพร้อมกันด้วยกันแน่