รับแอปรับแอป

ซีรีส์จีนบุกโลก: จากกำลังภายในถึงสาวเวิร์กกิ้งวูเมน จีนกำลังเล่าอะไรให้เราฟัง

ธัญญารัตน์ วิชัย01-29

เปิดฉาก: จากจิ่วฉงจื่อสู่หน้าจอคนทั้งโลก

ภาพจากซีรีส์จีนอย่าง จิ่วฉงจื่อ ที่ฉายบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งในไทย ไม่ได้เป็นแค่เรื่องรักในวังหรือโลกแฟนตาซี แต่คือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การส่งออกวัฒนธรรมจีนที่ถูกออกแบบอย่างเป็นระบบ

ในปี 2024 เพียงปีเดียว มีซีรีส์จีนที่เข้าไทยอย่างเป็นทางการพร้อมซับไทย 96 เรื่อง ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่บนแพลตฟอร์มจีนอย่าง iQIYI และ WeTV ซึ่งกลายเป็นแนวหน้าของ “ซอฟต์พาวเวอร์” สไตล์จีน

หากมองให้ลึก ซีรีส์เหล่านี้ไม่ได้แค่ขายฟีลโรแมนติกหรือนักแสดงหน้าตาดี แต่ยังบรรจุภาพประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อุดมการณ์การเมือง ไปจนถึงภาพฝันเรื่อง “จีนยุคใหม่” ที่อยากให้โลกมองเห็นอย่างชัดเจน

จีนปั้นซีรีส์เป็นซอฟต์พาวเวอร์ยังไง

ความสำเร็จของซีรีส์จีนไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือผลลัพธ์ของนโยบายระยะยาว

  • ตั้งแต่ปี 1999 จีนเดินหน้าโครงการ Going Global สนับสนุนธุรกิจและสื่อออกไปต่างประเทศ

  • ต่อมาภายใต้นโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) ซีรีส์และรายการโทรทัศน์ถูกยกระดับให้เป็นเครื่องมือสื่อสารเรื่องราวของจีนสู่โลก

  • ในปี 2021 มีข้อมูลว่าจีนส่งออกละครทีวีกว่า 714 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 118% สร้างรายได้กว่า 56.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การผลักดันนี้สอดคล้องกับทิศทางการเมืองระดับสูงอย่างชัดเจน

  • ในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 20 (ปี 2022) สี จิ้นผิง พูดถึงคำว่า “วัฒนธรรม” มากถึง 69 ครั้ง

  • หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือ ทำให้จีนกลายเป็น “อำนาจทางวัฒนธรรม” ระดับโลก

  • มีการออกแนวทางการทำงานทางวัฒนธรรมทั้งด้านการสร้างอุดมการณ์สังคมนิยม การผลักดันอุตสาหกรรมวัฒนธรรม และการเพิ่มอิทธิพลของ “อารยธรรมจีน” ให้เป็นที่ยอมรับในสายตานานาชาติ

กล่าวง่ายๆ คือ ละครจีนไม่ใช่แค่ธุรกิจบันเทิง แต่คือยุทธศาสตร์รัฐ ที่ถูกหนุนทั้งเงิน ทรัพยากร และนโยบาย

จากจอจีนสู่จอไทย: เส้นทางซีรีส์จีนเข้าตลาดบ้านเรา

ในไทย ความนิยมซีรีส์จีนทะยานขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังปี 2020

  • การค้นหาคำว่า “ซีรีย์จีน / ซีรีส์จีน” บน Google ในไทยเพิ่มสูงตั้งแต่กลางปี 2020 ถึงสิงหาคม 2025

  • มีการประเมินว่า ผู้ชมซีรีส์จีนคิดเป็น 45% ของตลาดแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งในไทย

  • สองแพลตฟอร์มหลักคือ iQIYI และ WeTV กลายเป็นกำลังสำคัญของตลาดซีรีส์จีน

ตั้งแต่ปี 2019–2024 มีซีรีส์จีนที่ฉายในไทยผ่าน iQIYI และ WeTV รวมแล้ว 661 เรื่อง

  • ปี 2019: 43 เรื่อง (ผ่าน WeTV)

  • ปี 2020: iQIYI 91 เรื่อง / WeTV 58 เรื่อง

  • ปี 2021: iQIYI 74 เรื่อง / WeTV 43 เรื่อง

  • ปี 2022: iQIYI 77 เรื่อง / WeTV 43 เรื่อง

  • ปี 2023: iQIYI 85 เรื่อง / WeTV 47 เรื่อง

  • ปี 2024: iQIYI 55 เรื่อง / WeTV 45 เรื่อง

ความเปลี่ยนสำคัญคือยุค สตรีมมิ่ง ที่ทำให้ซีรีส์จีนไม่ต้องรอซื้อเวลาโทรทัศน์แบบเดิม แต่สามารถฉายพร้อมจีน หรือห่างไม่กี่วัน พร้อมซับไทย และเข้าถึงได้ทุกอุปกรณ์

หนึ่งในจุดเปลี่ยนคือ “ปรมาจารย์ลัทธิมาร” (The Untamed) ที่ออกอากาศบน WeTV ปี 2019 พร้อมจีน

  • แฮชแท็ก #ปรมาจารย์ลัทธิมาร ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ไทยอันดับ 1 ต่อเนื่อง 3 วัน

  • WeTV ประเทศไทยเผยว่าผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 250 เท่า จากซีรีส์เรื่องนี้

  • ตามมาด้วยการขยายตัวทั้งฐานแฟนคลับ กิจกรรมแฟนมีตติ้ง ทัวร์ตามรอยซีรีส์ และกระแสเรียนภาษาจีน

ปัจจุบัน แพลตฟอร์มจีนอย่าง iQIYI และ WeTV ไม่ได้อยู่เฉพาะในออนไลน์ แต่ยังเชื่อมมือกับทีวีไทย นำซีรีส์จีนขึ้นฟรีทีวี และส่งออกละครไทยกลับไปฉายบนแพลตฟอร์มจีน เป็นความร่วมมือแบบ Win-Win ระหว่างอุตสาหกรรมสองประเทศ

ซีรีส์จีน 2024: ประเภทไหนครองจอ

เมื่อเจาะเฉพาะซีรีส์ที่ฉายในไทยปี 2024 จำนวน 96 เรื่อง (ผ่าน iQIYI และ WeTV พร้อมซับไทย) จะเห็นโครงสร้างที่น่าสนใจมาก

แบ่งตามประเภทเนื้อหาได้ 13 ประเภทหลัก

  • จีนโบราณ (Costume Drama) – 29 เรื่อง (30.21%)

  • รักในเมือง (Metropolitan) – 20 เรื่อง (20.83%)

  • วัยรุ่น (Idol / Youth) – 10 เรื่อง (10.42%)

  • ยุคสาธารณรัฐ (Republican) – 8 เรื่อง (8.33%)

  • เทพเซียน (Xianxia) – 7 เรื่อง (7.29%)

  • แฟนตาซีตะวันออก (Xuanhuan) – 6 เรื่อง (6.25%)

  • สืบสวน (Mystery) – 6 เรื่อง (6.25%)

  • แฟนตาซีสมัยใหม่ (Fantasy) – 3 เรื่อง (3.13%)

  • จอมยุทธ์ / กำลังภายใน (Wuxia) – 2 เรื่อง (2.08%)

  • ผจญภัย (Adventure) – 2 เรื่อง (2.08%)

  • ครอบครัว (Family) – 1 เรื่อง (1.04%)

  • ชนบท (Rural) – 1 เรื่อง (1.04%)

  • ย้อนยุคประวัติศาสตร์ (Historical) – 1 เรื่อง (1.04%)

สรุปง่ายๆ

  • แนวที่ครองจอคือ จีนโบราณ + รักในเมือง + วัยรุ่น

  • แนวที่ “ขายเอกลักษณ์จีน” แบบจัดเต็มคือ Wuxia / Xianxia / Xuanhuan รวม 15 เรื่อง หรือ 15.63% ของทั้งหมด

นอกจากนั้นยังแยกได้ว่าซีรีส์เหล่านี้มาจากแพลตฟอร์มไหนในจีน

  • แพลตฟอร์มเอกชน (iQIYI, Tencent Video, Sohu TV ฯลฯ) รวมกัน 74 เรื่อง

  • ช่องของรัฐบาลจีน (CCTV-8, Beijing TV, Hunan TV ฯลฯ) รวมกัน 22 เรื่อง

จุดนี้สำคัญมาก เพราะ ช่องรัฐกับแพลตฟอร์มเอกชน “เล่าเรื่องจีน” ไม่เหมือนกัน

ทำไมซีรีส์จีนชอบ “ราชวงศ์สมมติ” มากกว่าประวัติศาสตร์จริง

หากมองซีรีส์จีนปี 2024 ทั้ง 96 เรื่อง จะพบว่า

  • ซีรีส์ที่อ้างอิง ประวัติศาสตร์จริง มีเพียง 5 เรื่อง (5.21%)

  • ซีรีส์ที่ แต่งขึ้นทั้งหมด / ใช้ราชวงศ์สมมติ มีถึง 91 เรื่อง (94.79%)

ซีรีส์ที่อิงเหตุการณ์จริง เช่น

  • ตำรวจหน้าใสหัวใจปู๊นปู๊น – ยุครถไฟไอน้ำปี 1970

  • เล่ห์จารชน – สงครามต่อต้านญี่ปุ่น (1939–1945)

  • คนกล้าล่าสมบัติ – ช่วงปลายราชวงศ์ชิง–ต้นสาธารณรัฐ เชื่อมโยงสู่การปฏิวัติซินไห่ปี 1911

  • ฮาร์บิน 1944 – เหตุการณ์ในเมืองฮาร์บินช่วงปี 1944

  • สมรภูมิแห่งศรัทธา – เซี่ยงไฮ้ในทศวรรษ 1930

แต่ซีรีส์ส่วนใหญ่จะเลือกใช้ โลกสมมติ + ราชวงศ์สมมติ แม้จะหยิบเอาองค์ประกอบจากยุคจริงมาใช้ เช่น เสื้อผ้าราชวงศ์หมิง การค้าทางทะเล ชา เครื่องเคลือบ หรือปัญหาโจรสลัดญี่ปุ่น แต่จะระบุชัดว่าเรื่องเกิดใน “ราชวงศ์สมมติ” เพื่อลดความเสี่ยงในการชนกับการตีความประวัติศาสตร์ของรัฐ

สาเหตุสำคัญมาจากกลไก เซนเซอร์ของ NRTA (National Radio and Television Administration)

  • ห้ามบิดเบือนประวัติศาสตร์ในทางที่อาจทำให้ “เสื่อมเสีย”

  • ห้ามนำเสนอค่านิยมที่ขัดกับแนวทางพรรคคอมมิวนิสต์

ดังนั้นการเล่าแบบ “โลกสมมติ กลิ่นอายจริง แต่ไม่ใช่ประวัติศาสตร์จริง” จึงเป็นทางออกที่ปลอดภัย และยังเปิดพื้นที่ให้ทีมสร้างสรรค์ออกแบบโลกและอารมณ์ดราม่าได้อย่างอิสระขึ้นด้วย

ช่องรัฐกับอุดมการณ์การเมืองในซีรีส์จีน

ซีรีส์จีนที่ฉายในไทยปี 2024 หากย้อนดูว่า เดิมทีออกอากาศที่ไหนในจีน จะเห็นแพตเทิร์นชัดเจน

  • ออกอากาศครั้งแรกบน iQIYI – 38 เรื่อง

  • Tencent Video – 35 เรื่อง

  • CCTV-8 – 12 เรื่อง

  • Hunan TV / Dragon TV – อย่างละ 3 เรื่อง

  • Beijing TV – 2 เรื่อง

  • CCTV-1, Jiangsu TV, Sohu TV – อย่างละ 1 เรื่อง

เมื่อแบ่งตามเจ้าของช่อง

  • ช่องที่รัฐถือครอง (CCTV, ช่องมณฑลสำคัญ ฯลฯ) รวม 22 เรื่อง

  • แพลตฟอร์มเอกชนรวม 74 เรื่อง

ความต่างอยู่ที่เนื้อหา

  • ช่องรัฐมักสอดแทรก อุดมการณ์ทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา

  • แพลตฟอร์มเอกชนมีอิสระมากกว่า แต่ยังต้องอยู่ในกรอบใหญ่ของรัฐ

ตัวอย่าง: ยุคสาธารณรัฐ = เวทีปลูกฝัง “รักชาติ–รักพรรค”

ซีรีส์ยุคสาธารณรัฐ (1912–1949) มักถูกใช้เล่าเรื่อง

  • การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์

  • ความเลวร้ายของพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ในฐานะผู้บ่อนทำลายชาติ

  • ญี่ปุ่นในฐานะ “ผู้รุกราน”

เช่น

  • เส้นทางวีรบุรุษ / เล่ห์จารชน / คืนค่ำและยามอรุณ – เล่าเรื่องสายลับคอมมิวนิสต์ต่อสู้ศัตรูทั้งในและนอกชาติ

  • สมรภูมิแห่งศรัทธา – พระเอกมองเห็นการทุจริตใต้รัฐบาลก๊กมินตั๋ง ขณะที่นางเอกเป็นสายลับคอมมิวนิสต์

  • คนกล้าล่าสมบัติ – แม้ออกใน iQIYI แต่ก็แทรกชาตินิยม ต่อต้านศักดินา และความรู้สึกว่าชาติต่างชาติคอยเอาเปรียบจีน

ในขณะเดียวกัน ช่องรัฐยังใช้ซีรีส์แนวอื่นเพื่อสื่อสารภาพจีนที่อยากให้โลกเห็น เช่น

  • ตำรวจหน้าใสหัวใจปู๊นปู๊น – ยุคปฏิรูปของเติ้งเสี่ยวผิง แต่เน้นความดีงามของตำรวจรถไฟ และความขยันของประชาชน

  • ซีรีส์ที่ใช้ ซินเจียง หรือ ทิเบต เป็นโลเกชัน เน้นความงดงามของธรรมชาติ วิถีชีวิต และความร่วมมือข้ามพรมแดน แต่เลี่ยงการพูดถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนหรือความขัดแย้ง

กรณีเด่นคือเรื่อง สู่แดนฝัน อาเล่อไท่ ที่ถ่ายทำในซินเจียง

  • นำเสนอวิวทิวทัศน์อาเล่อไท่แบบสวยงามอลังการ

  • เล่าเรื่องคนท้องถิ่น ชีวิตประจำวัน ความฝัน

  • ไม่แตะประเด็นชาวอุยกูร์หรือข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

  • ซีรีส์เรื่องนี้ได้รางวัล แมกโนเลีย ครั้งที่ 30 รวมทั้งรางวัลการสื่อสารระหว่างประเทศ

  • ยอดจองที่พักในอาเล่อไท่เพิ่มขึ้นถึง 370% หลังซีรีส์ออกฉาย

ฝั่งรัฐมองชัดเจนว่า ซีรีส์คือเครื่องมือขายภาพ “จีนสวย–จีนสงบ–จีนพัฒนา” มากกว่าจะเป็นพื้นที่ถกเถียงปัญหาการเมือง

แฟนตาซีจีน: Wuxia, Xianxia, Xuanhuan และการรีแพ็กเกจอารยธรรม

ในบรรดาซีรีส์ 96 เรื่องของปี 2024 มี 15 เรื่อง ที่อยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมแฟนตาซีแบบจีนแท้ๆ ได้แก่

  • กำลังภายใน / จอมยุทธ์ (Wuxia)

  • เทพเซียน (Xianxia)

  • แฟนตาซีตะวันออก (Xuanhuan)

สามกลุ่มนี้คือ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ซีรีส์จีนใช้ขายให้ทั้งโลก

Wuxia – โลกจอมยุทธ์และคุณธรรมผู้กล้า

  • มาจากนิยายกำลังภายในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

  • คำว่า 武俠 = “การต่อสู้” + “วีรบุรุษผู้กล้า”

  • เนื้อเรื่องเน้นศิลปะการต่อสู้ การผดุงความยุติธรรม และค่านิยมช่วยเหลือผู้อื่น

Xianxia – เทพเซียนและการแสวงหาความเป็นอมตะ

  • แฟนตาซีที่ผสานแนวคิดเต๋า ปกรณัมจีน และโลกเหนือธรรมชาติ

  • ตัวละครมีพลังวิเศษ ฝึกบำเพ็ญตนเพื่อเป็นอมตะ ต่อสู้กับปีศาจหรือคู่แข่งระดับเทพ

Xuanhuan – แฟนตาซีตะวันออกแบบ “จีนสร้างโลก”

  • เน้นการสร้างโลกสมมติที่ผสมแฟนตาซี การต่อสู้ วีรบุรุษ โรแมนซ์ และแรงบันดาลใจ

  • แทรกปรัชญาจีนดั้งเดิม เช่น แนวคิดเต๋า แต่ไม่ผูกกับยุคประวัติศาสตร์จริง

สิ่งที่ทั้งสามแบบมีเหมือนกัน

  • ฉากหลังเป็นภูเขา แม่น้ำ วัดโบราณ เมืองหลวงยุคเก่า

  • เสื้อผ้าแบบฮั่นฟู ผมยาว ภาษาที่ฟังดูโบราณ

  • แทรกตำนาน เทพเจ้า สัตว์ในคัมภีร์โบราณ

  • แสดงอาหาร ดนตรี งานมงคลพิธีกรรมจีนโบราณ

ตัวอย่างเช่น

  • ปฐพีไร้พ่าย – นางเอกเคยเป็นเทพมาก่อน กลับชาติมาเกิดเป็นนกหงส์ อิงคติ “ฟีนิกซ์อมตะ”

  • ห้วงฝันหวนคืน – หยิบตำนานจากคัมภีร์ซานไห่จิงและคัมภีร์โบราณหลายเล่มมาใช้ในการออกแบบโลกและตัวละคร

  • ห้วงคำนึงดวงใจนิรันดร์ ภาค 2 – ใช้ทั้งซานไห่จิง คัมภีร์กวีนิพนธ์ และบันทึกประวัติศาสตร์มาสร้างโลกเทพเซียน

นอกจากตำนาน ยังมี คำสอนขงจื๊อและจารีตดั้งเดิม ถูกสอดแทรกอย่างหนัก เช่น

  • “สตรีที่ไร้ความสามารถ คือสตรีที่มีจรรยา” (女子无才便是德)

  • หลัก “สามคล้อยตามสี่คุณธรรม” (三从四德)

  • บทบาทผู้หญิงในบ้าน ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ การแต่งงานตามคำสั่งผู้ใหญ่

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ซีรีส์ยุคใหม่ไม่ได้เอาคำสอนเหล่านี้มา “กลืน” ผู้หญิงอย่างเดียว หากแต่นำมาให้ตัวละครโต้แย้ง ท้าทาย และตีความใหม่ด้วย

ตัวอย่างเช่น

  • ใน คะนึงรักหัวใจเพรียกหา นางเอกมีความรู้จนได้เป็นราชบัณฑิตหญิง แต่ถูกนินทาว่า “อีกหน่อยก็แต่งงานแล้ว ผู้หญิงเหมือนกันหมด” เธอทั้งตั้งคำถาม และฝ่ากรอบการแต่งงานตามคำสั่งผู้ใหญ่

  • ใน จิ่วฉงจื่อ ตัวละครผู้ใหญ่โต้แย้งคติ “ผู้หญิงต้องเชื่อฟังอย่างเดียว” ว่าไม่ใช่การเชื่อฟังอย่างไร้เงื่อนไข แต่ผู้เป็นพ่อเองก็ต้องมีคุณธรรมก่อนจึงจะมีสิทธิ์ให้ลูกเชื่อฟัง

แฟนตาซีจีนจึงทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน

  • โชว์ความลึกของอารยธรรมจีน ผ่านตำนาน ภูมิประเทศ สถาปัตยกรรม พิธีกรรม

  • สะท้อนการต่อรองค่านิยมใหม่–เก่า โดยเฉพาะเรื่องเพศ บทบาทครอบครัว และสิทธิของผู้หญิง

แฟชั่น วัฒนธรรม และอาหาร: ดีเทลเล็กในซีรีส์ที่กลายเป็นเทรนด์ใหญ่

หนึ่งในพลังของซีรีส์จีนคือการทำให้รายละเอียดทางวัฒนธรรม “น่าหยิบไปเล่นต่อ” ทั้งในออนไลน์และโลกจริง

ตัวอย่างเช่น

  • ชุดฮั่นฟูแบบราชวงศ์ถัง เสื้อคลุมคอกลม กระโปรงสูงเหนือหน้าอก ฮวาเตี้ยน (สติ๊กเกอร์ประดับหน้าผาก)

  • อาหารจีนในชีวิตประจำวัน เช่น ซาลาเปา โจ๊กถั่วแดง เนื้อ夹馍 สไตล์แซนด์วิชจีน บะหมี่เส้นแบน เหล้าดอกไม้เฉพาะเทศกาล

  • ศิลปะ – ดนตรีจีนโบราณ การเต้นรำ พิธีชงชา

  • งานฝีมือ – การตัดกระดาษ การใช้ร่มกระดาษ การตกแต่งบ้านในเทศกาลต่างๆ

เมื่อซีรีส์ได้รับความนิยม ดีเทลเหล่านี้ก็ถูก รีแพ็กใหม่เป็นสินค้าท่องเที่ยว แพ็กเกจถ่ายรูป แพ็กเกจทัวร์ตามรอยซีรีส์ กระทั่งแพลตฟอร์มรีวิวของ Influencer และ YouTuber ก็หยิบไปใช้ต่อ

จีนยุคใหม่ในซีรีส์: เมืองใหญ่ เทคโนโลยี และคนรุ่นใหม่

ในบรรดาซีรีส์ 96 เรื่อง มี 44 เรื่อง ที่ฉากหลังเป็นยุคปัจจุบัน

แบ่งแนวสำคัญได้ดังนี้

  • รักในเมือง (Metropolitan) – 20 เรื่อง

  • วัยรุ่น (Idol / Youth) – 10 เรื่อง

  • สืบสวน – 6 เรื่อง

  • แฟนตาซีสมัยใหม่ – 3 เรื่อง

  • ผจญภัย – 2 เรื่อง

  • ชนบท / แฟนตาซีตะวันออก / ครอบครัว – อย่างละ 1 เรื่อง

เมืองจีนในซีรีส์: ภาพที่อยากให้โลกเห็น

ซีรีส์รักในเมืองมักวาดภาพจีนแบบนี้

  • เมืองใหญ่เต็มไปด้วยตึกระฟ้า รถไฟความเร็วสูง และเทคโนโลยีล้ำสมัย

  • สังคมแข่งขันสูง คนทำงานหนัก แต่ก็ทันสมัย ทัดเทียมมหานครโลก

  • เซี่ยงไฮ้โผล่ในหลายเรื่อง เป็นภาพแทนของ “จีนระดับโลก”

ตัวละครชายมักเป็น

  • ประธานบริษัท ผู้บริหารสตาร์ทอัป นักลงทุน หรือคนในสายอาชีพครีเอทีฟที่ดู “โก้หรูสากล”

เช่น

  • ซีรีส์แนวทำงาน–โรแมนติกที่พระเอกเป็น CEO บริษัทออกแบบหรือลูกเจ้าของธุรกิจใหญ่

  • ตัวละครที่ทำงานในแกลเลอรีศิลปะ บัลเลต์ หรือพิพิธภัณฑ์ สื่อว่า “คนจีนยุคใหม่มีรสนิยมศิลปะตะวันตกอย่างเข้าใจ”

ด้านเทคโนโลยีก็ถูกดันเต็มที่

  • อุบัติรักข้ามเมตาเวิร์ส – เกมและเทคโนโลยีเมตาเวิร์ส

  • ดารารักนิรันดร์ – นางเอกหลุดเข้าไปในโลกเกมระดับไฮเทค

  • เธอพิเศษใส่ไข่ – เล่าเรื่องการสร้างหุ่นยนต์และ AI

ภาพรวมคือ จีนที่ไม่ได้เป็นแค่โรงงานโลก แต่เป็นผู้เล่นเทคโนโลยีดิจิทัลและครีเอทีฟระดับแนวหน้า

วัยรุ่นจีนในซีรีส์: ความฝัน การสอบ และชัยชนะเพื่อชาติ

แนวซีรีส์วัยรุ่นไม่ได้เล่าแค่รักใสๆ แต่มักพ่วงประเด็นสำคัญของสังคมจีนเข้ามาด้วย

  • แรงกดดันจากการสอบ เกาเข่า (สอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ)

  • การเติบโตในยุคที่จีนเข้าสู่ความรุ่งเรือง เช่น สัญญาณ 3G ครอบคลุมประเทศ การจัดโอลิมปิกปักกิ่ง 2008

  • เส้นเรื่องของนักกีฬาเยาวชน – สเก็ตน้ำแข็ง สนุกเกอร์ วอลเลย์บอล วิ่ง – ที่เรียนรู้การทุ่มเทเพื่อคว้าชัยให้ประเทศ

ตัวอย่างเช่น กระซิบรักผ่านสายลม

  • เป็นทั้งซีรีส์รักวัยรุ่น และเรื่องการต่อสู้เพื่อเป็นนักกีฬาทีมชาติ

  • สื่อสารแนวคิดว่า “วัยรุ่นมีครั้งเดียว ต้องกล้าลอง กล้าเสี่ยง เพื่ออนาคตและชาติ”

ซีรีส์สืบสวน: อาชญากรรมมี แต่รัฐเข้มแข็ง

แนวสืบสวนสอบสวนในซีรีส์จีนมักใช้โครงเรื่องว่า

  • สังคมจีนมีปัญหาอาชญากรรมจริง

  • แต่เจ้าหน้าที่รัฐ – โดยเฉพาะตำรวจ อัยการ และศาล – มีศักยภาพ แก้ปัญหาได้จริง และยืนอยู่ข้างประชาชน

เช่น

  • อัยการทีม 9 พิทักษ์เยาวชน – ให้ภาพระบบยุติธรรมจีนในคดีเยาวชน

  • Frozen Surface – แสดงความเด็ดขาดของตำรวจน้ำดีในพื้นที่ท้องถิ่น

สารที่สื่อโดยนัยคือ “จีนไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่รัฐกำลังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ”

ครอบครัวและความกตัญญู: เส้นเลือดใหญ่ในทุกแนว

ไม่ว่าแนวไหน สิ่งที่แทบจะหนีไม่พ้นในซีรีส์จีนคือ

  • ครอบครัว = หน่วยสำคัญที่สุดของชาติ

  • ลูกต้องดูแลพ่อแม่ กตัญญูคือคุณธรรมหลัก

ตัวอย่างเช่น สาวสตรองสองชีวิต

  • ปมหนึ่งของเรื่องคือการตัดสินใจของตัวละครระหว่าง อนาคตตัวเอง กับ การอยู่ดูแลพ่อที่ล้มป่วย

  • การเลือกไปเดินทางตามฝันอาจถูกมองว่า “เห็นแก่ตัว” ขณะที่การเสียสละตนเพื่อครอบครัวถูกตัดสินว่า “สูงส่งกว่า”

แนวคิดนี้สอดคล้องกับสุนทรพจน์ของผู้นำจีนหลายครั้งที่ย้ำว่า

  • ครอบครัวที่เข้มแข็ง = รากฐานของชาติที่มั่นคง

  • ผู้หญิงควร “สร้างสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว” และเป็นทั้งแรงงานและผู้ดูแลบ้านในเวลาเดียวกัน

ซีรีส์จึงกลายเป็นพื้นที่ ทำให้คุณค่าดั้งเดิมดูร่วมสมัยและโรแมนติกขึ้น

อาชีพพระเอก–นางเอก: ภาพฝันความสำเร็จแบบจีน

เมื่อสำรวจอาชีพของตัวละครหลักในซีรีส์ปี 2024

พระเอก: อำนาจ–ความมั่งคั่ง–ผู้นำ

  • ในซีรีส์ย้อนยุค พระเอกมักเป็น ขุนนาง อ๋อง แม่ทัพ เจ้าเมือง หรือเชื้อพระวงศ์

  • ในยุคปัจจุบัน อาชีพยอดฮิตคือ ประธานบริษัท / ผู้บริหาร – พบใน 16 เรื่อง (16.67%)

  • ในแนวสืบสวน พระเอกมักเป็นตำรวจ ทหาร หรือผู้รักษากฎหมาย

  • ในแนววัยรุ่น – เป็นนักเรียน–นักศึกษา ที่ถูกวางให้ “มีศักยภาพจะกลายเป็นเสาหลักชาติในอนาคต”

รูปลักษณ์พระเอกก็เป็นส่วนหนึ่งของ “ภาพลักษณ์จีนยุคใหม่”

  • ผิวขาว หน้าเรียบเนียน ไม่มีหนวดเครา

  • รูปร่างผอม สูง ดูอ่อนเยาว์ แม้จะเล่นบทเทพเซียนหรือจอมยุทธ์

  • ไว้ผมยาวตามคติขงจื๊อเรื่องความกตัญญูต่อร่างกายที่พ่อแม่ให้มา แต่ตัดแต่งให้เข้าพิมพ์นิยมไอดอลยุคปัจจุบัน

นางเอก: จากแม่ศรีเรือนสู่เวิร์กกิ้งวูเมน

อาชีพของนางเอกในปี 2024 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

  • นักธุรกิจ ผู้บริหาร การค้า – 16 เรื่อง (16.67%)

  • สถานะพิเศษ (จอมยุทธ์หญิง เซียน เทพ ปีศาจ ฯลฯ) – 16 เรื่อง (16.67%)

  • ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (นักกีฬา นักออกแบบ นักแสดง ฯลฯ) – 13 เรื่อง (13.54%)

  • ตำรวจ นักสืบ สายลับ – 13 เรื่อง (13.54%)

  • พนักงานบริษัท – 8 เรื่อง (8.33%)

  • ขุนนาง/ธิดาขุนนาง – 7 เรื่อง (7.29%)

  • นักเรียน–นักศึกษา – 7 เรื่อง (7.29%)

  • แพทย์ – 6 เรื่อง (6.25%)

แต่ในเชิงโครงเรื่อง นางเอกมักต้อง

  • ทำงานหนัก ฝ่าฟันเพื่อสร้างตัวเอง

  • มีทักษะเฉพาะทางที่ใช้แก้ปมหลักของเรื่อง

  • ต่อสู้กับความคาดหวังให้ “แต่งงาน ดูแลสามี ลูก และครอบครัว” ให้ได้พร้อมกัน

แม้ว่านางเอกจะเก่งขึ้นชัดเจน แต่ การแต่งงานกับพระเอก ยังคงถูกวางเป็น “รางวัลสูงสุด” ในตอนจบของหลายเรื่อง

ผู้หญิงในซีรีส์จีนยุคใหม่: เธอไม่ได้เป็นแค่ตัวประกอบของผู้ชายอีกต่อไป

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้เกิดคำเรียกอย่าง “ซีรีส์แนวผู้หญิง” (เธอ劇 / 女性题材剧) เพื่ออธิบายซีรีส์ที่ผู้หญิงเป็นศูนย์กลางของเรื่อง

แรงผลักดันมาจากหลายปัจจัย

  • แนวคิด Women’s empowerment – ผู้หญิงมีอิสระ ควบคุมชีวิตตัวเองมากขึ้น

  • การเติบโตของ เศรษฐกิจพลังหญิง (She-economy / 她经济) – ผู้หญิงคือกลุ่มผู้บริโภคหลักด้านแฟชั่น ความงาม แม่และเด็ก ของใช้ในบ้าน

ซีรีส์จึงเริ่มเล่าเรื่อง

  • ผู้หญิงที่พึ่งพาตัวเองได้ มีงานดี มีอำนาจตัดสินใจชีวิต

  • ความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงด้วยกัน – จากสู้เดี่ยวๆ มาเป็นการ “สู้เป็นทีม” สร้างความรู้สึกว่า “ผู้หญิงทุกคนกำลังเจอปัญหาคล้ายกัน”

ในซีรีส์ที่ฉายในไทยปี 2024 เราเห็นแนวโน้มแบบเดียวกัน

ตัวอย่างผู้หญิงที่ rewrite ชีวิตตัวเอง

  • เธอผู้เปล่งประกายกว่าแสงดาว – นางเอกลาออกจากงานมั่นคงเพื่อทำสตาร์ทอัป ทิ้งเส้นทางที่สังคมมองว่า “ปลอดภัย” และเลือกเส้นทางที่ตรงกับคุณค่าของตัวเอง แม้ต้องแลกด้วยความสัมพันธ์

  • หากชีวิตคือการวิ่ง – ครูสอนเต้นที่พิการเสียขา เลือกหย่าจากสามีที่นอกใจ และเริ่มต้นชีวิตใหม่บนขาเทียม โดยไม่ให้ความพิการและสถานะภรรยามากำหนดคุณค่าตัวเอง

ในแนวย้อนยุคอย่าง สตรีกล้าท้าสงครามรัก หรือ ห้วงคำนึง ดวงใจนิรันดร์ ภาค 2

  • นางเอกปลอมตัวเป็นชายเข้ากองทัพ เลื่อนขั้นจนเป็นแม่ทัพ

  • ปฏิเสธการแต่งงานคลุมถุงชน และเลือกเส้นทางชีวิตตัวเอง แม้ต้องสละตำแหน่งในราชวงศ์

ในแนวเทพเซียนอย่าง ปฐพีไร้พ่าย

  • นางเอกเป็น “เทพสงคราม” มีอำนาจและพลังเหนือใคร เป็นคนกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ ไม่ใช่รอให้พระเอกเลือก

จุดร่วมสำคัญ

  • ผู้หญิงไม่ได้ถูกเล่าแค่ในฐานะแม่หรือเมียอีกต่อไป แต่เป็น ตัวเอกที่เลือกเส้นทางชีวิตเอง

  • อย่างไรก็ตาม ตอนจบหลายเรื่องยังคงมอบ “รางวัลแบบดั้งเดิม” คือความรักและครอบครัว บวกความสำเร็จในอาชีพ เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างค่านิยมเก่ากับใหม่

ผู้หญิงเก่งในซีรีส์ vs เศรษฐกิจจีนที่ต้องการแรงงานใหม่

การผลักดันภาพ “ผู้หญิงทำงานเก่ง พึ่งพาตัวเองได้” ในซีรีส์ ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ

จีนกำลังเผชิญปัญหา

  • อัตราการเกิดลดลง

  • อัตราการว่างงานในวัยหนุ่มสาวสูงขึ้นต่อเนื่อง

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (มีนาคม 2025)

  • วัย 16–24 ปี (นอกสถานศึกษาในเขตเมือง) ว่างงาน 16.9%

  • วัย 25–29 ปี ว่างงาน 7.3%

  • วัย 30–59 ปี ว่างงาน 4.3%

ในบริบทนี้ การสร้างภาพผู้หญิงที่

  • มีทักษะเฉพาะทาง

  • ทำงานหนัก

  • พร้อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเต็มตัว

จึงสอดคล้องกับความต้องการของจีนที่จะดึง “ผู้หญิง” เข้ามาเป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจมากขึ้น ไม่ใช่เป็นแค่กำลังดูแลครอบครัวอยู่หลังฉากเท่านั้น

ซีรีส์จึงทำหน้าที่ทั้งขายฝัน และสื่อสาร “หน้าที่ใหม่” ให้ผู้หญิงในสังคมจีนยุคเศรษฐกิจชะลอตัว

ทำไมไทย “ปีนกำแพงเมืองจีนแล้วปีนออกยาก”

ไทยคือหนึ่งในตลาดหลักของซีรีส์จีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งจากจีนครองส่วนแบ่งตลาดในไทยราว 40% มากกว่าแพลตฟอร์มสหรัฐฯ ที่ราว 30%

  • ซีรีส์จีนฮิตจนถูกนำไปฉายซ้ำในฟรีทีวี และถูกใช้เป็นตัวเชื่อมความร่วมมือระหว่างทีวีไทย–แพลตฟอร์มจีน

ผลกระทบที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • แฟนมีตติ้งนักแสดงจีนในไทย

  • ทัวร์ “ตามรอยซีรีส์จีน” ไปยังเมืองและโลเกชันที่ใช้ถ่ายทำ

  • กระแสใส่ชุดจีนโบราณ แต่งหน้าแบบพีเรียด ถ่ายรูปในเมืองจีน

  • การเรียนภาษาจีนเพิ่มขึ้นเพื่อตามคอนเทนต์ได้มากขึ้น

นโยบายรัฐจีนก็ช่วยผลักกระแสนี้ให้แรงขึ้น

  • มาตรการ ฟรีวีซ่าให้คนไทยเที่ยวจีน ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2024

  • ไตรมาสแรกปี 2025 คนไทยเที่ยวเซี่ยงไฮ้กว่า 109,000 คน เพิ่มขึ้นถึง 242.8% จากปีก่อน

  • เขตซินเจียงใช้งบโปรโมตท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในปี 2024 กว่า 308 ล้านหยวน โดยอาศัยกระแสซีรีส์ที่ถ่ายทำในพื้นที่

การชมซีรีส์จึงเชื่อมต่อกับ

  • การท่องเที่ยว

  • การจับจ่ายสินค้า

  • การสร้างภาพจำเชิงบวกต่อจีนในระยะยาว

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า

  • ผู้ชมจำนวนหนึ่ง ชอบจีนมากขึ้น อยากไปเที่ยว ซื้อสินค้า และเรียนภาษาเพราะดูซีรีส์

  • ภาพ“จีนสวย–จีนโรแมนติก–จีนก้าวหน้า” ค่อยๆ แทนที่ภาพจำเก่าในหัวคนดูจำนวนมาก

เมื่ออุตสาหกรรมบันเทิงถูกใช้เป็นหมัดซอฟต์พาวเวอร์

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นภาพที่ค่อนข้างชัดเจนว่า

ซีรีส์จีนไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือ “แพ็กเกจภาพลักษณ์จีน” ที่รัฐออกแบบอย่างละเอียด

  • แนวจีนโบราณและแฟนตาซี = แสดงความยิ่งใหญ่ของอารยธรรม วัฒนธรรม และภูมิประเทศ

  • แนวรักในเมืองและวัยรุ่น = แสดงภาพจีนที่ทันสมัย แข็งแรงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีก้าวหน้า และมีคนรุ่นใหม่เต็มไปด้วยความฝัน

  • แนวสืบสวนและซีรีส์ช่องรัฐ = เสริมความเชื่อมั่นในระบบรัฐ เจ้าหน้าที่ และอุดมการณ์ทางการเมือง

  • แนวผู้หญิง = ปรับภาพบทบาทผู้หญิงให้ทันสมัย ตอบโจทย์ทั้งตลาดผู้ชมหญิงและความต้องการของเศรษฐกิจจีน

สำหรับผู้ชมไทย เราอาจเริ่มจากการกด “ดูตอนที่ 1” เพราะอยากอินกับคู่พระ–นางหรือเสื้อผ้าสวยๆ แต่ระหว่างที่เราหัวเราะ ร้องไห้ และจิ้นไปกับตัวละคร เรากำลังซึมซับภาพของจีนแบบที่รัฐบาลอยากให้เราจำด้วยเช่นกัน

คำถามที่น่าสนใจสำหรับทุกคนที่ปีนผ่าน “กำแพงเมืองจีนดิจิทัล” นี้เข้าไปแล้วก็คือ

  • สิ่งที่เราชอบในซีรีส์จีนคืออะไรแน่ – สตอรี่ ความสวยงาม วัฒนธรรม หรือภาพฝันของ “จีนที่สมบูรณ์แบบ”?

  • และเราพร้อมแค่ไหนที่จะดูซีรีส์ ไปพร้อมกับตั้งคำถาม กับสิ่งที่ถูกเล่าและสิ่งที่ “ถูกละไว้ไม่เล่า” ในเรื่องเหล่านั้น

เพราะวันหนึ่งเมื่อมองย้อนกลับมา เราอาจพบว่า ซีรีส์จีนไม่ได้มีแค่ตัวละครที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้น แต่ตัวเราเองก็ถูกเปลี่ยนมุมมองต่อจีนไปทีละนิด โดยแทบไม่รู้ตัวเหมือนกัน