Oligio คืออะไร? ทำไมถึงฮิตเรื่องยกกระชับ+สลายแฟต
ใครที่เริ่มรู้สึกว่ากรอบหน้าเริ่มหาย เหนียงเริ่มมา แก้มเริ่มเยอะ แต่ยังไม่อยากศัลยกรรม หรือฉีดอะไรเพิ่มในหน้า โปรแกรม Oligio คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับสายยกกระชับแบบไม่ต้องพักฟื้น
Oligio เป็นนวัตกรรมที่ใช้ คลื่นความถี่วิทยุแบบ Monopolar RF ปล่อยพลังงานความร้อนลงลึกอย่างแม่นยำ ช่วยทั้งเรื่องยกกระชับผิว และสลายไขมันใต้ชั้นผิวในคราวเดียวกัน
Before – After: มิติกรอบหน้าที่กลับมา
ผลลัพธ์ของการทำ Oligio จะโฟกัสทั้งเรื่องกรอบหน้าและไขมันส่วนเกิน เช่น เหนียง หรือแก้มล่าง ช่วยให้หน้าดูเรียวและมีมิติมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
Before
After
ทำไม Oligio ถึงช่วยยกหน้าและสลายแฟตได้
หัวใจของโปรแกรมนี้คือ พลังงาน Monopolar RF ที่ส่งความร้อนลึก (Deep Heating) ลงไปได้หลายชั้นผิว ทั้ง
ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis)
ชั้นหนังแท้ (Dermis)
ชั้นไขมันใต้ผิว (Subcutaneous)
เมื่อผิวได้รับความร้อนในระดับที่เหมาะสม จะเกิดผลลัพธ์สำคัญหลายอย่าง
เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินที่หย่อนคล้อยจะหดตัว ทำให้ผิวรู้สึกตึงกระชับทันทีบางส่วน
ร่างกายถูกกระตุ้นให้สร้าง คอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง โครงสร้างผิวจึงฟื้นฟูแบบยาว ๆ
ผิวที่หย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง จะถูกยกให้ตึงขึ้น ทำให้กรอบหน้าชัดขึ้น
ความร้อนที่ลงถึงชั้นไขมันช่วยลดจำนวนเซลล์ไขมันเฉพาะจุด เช่น เหนียง และกระเปาะแก้ม
รูขุมขนดูฟิตขึ้น ริ้วรอยตื้นลง ผิวดูเรียบและเนียนกว่าเดิม
เทคโนโลยี Monopolar RF ใน Oligio ต่างจากทั่วไปอย่างไร
Radio Frequency (RF) คือเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นวิทยุแปลงเป็นความร้อนลงสู่ผิว เพื่อ
ช่วยสลายเซลล์ไขมันบางส่วน
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่
ฟื้นโครงสร้างผิวที่หย่อนคล้อย ให้กลับมาตึงแน่นมากขึ้น
ลดริ้วรอย ผิวดูแน่น ไม่เหี่ยวง่าย
ด้วยกลไกนี้ ทำให้ผิวค่อย ๆ ดีขึ้นทั้งเรื่องความตึง ความเนียน และคุณภาพผิวในระยะยาว
3 โหมดพลังงานของ Oligio
Oligio ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ยืดหยุ่น ด้วย 3 โหมดหลักที่แพทย์สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับปัญหาผิวแต่ละจุด
Single Mode
ปล่อยพลังงานจากชั้นหนังกำพร้าลงถึงชั้นหนังแท้ เน้นเรื่องการกระตุ้นคอลลาเจน และยกกระชับผิวDouble Mode
พลังงานลงลึกตั้งแต่ชั้นหนังแท้ไปจนถึงชั้นไขมัน เหมาะสำหรับเคสที่ต้องการทั้งยกกระชับและช่วยสลายไขมันไปพร้อมกันAuto Mode
ระบบจะช่วยปรับระดับพลังงานและความลึกแบบ Real-Time ตามสภาพผิวแต่ละบริเวณ ให้ความร้อนกระจายตัวได้เหมาะสมและสม่ำเสมอมากขึ้น
หัวทิป Oligio มีกี่แบบ ใช้ต่างกันยังไง
หนึ่งในจุดเด่นของ Oligio คือการเลือกหัวทิป (Tip) ให้เหมาะกับพื้นที่รักษา ทำให้การยกกระชับแม่นยำขึ้น
Eye Tip (0.25 cm.)
หัวขนาดเล็ก เหมาะกับบริเวณที่บอบบางและต้องการความละเอียดสูง
ใช้รอบดวงตา เช่น ใต้ตา เปลือกตา หางตา
ช่วยยกกระชับ ลดบวมใต้ตา
ช่วยให้ริ้วรอยเล็ก ๆ หรือตีนกาแลดูจางลง
Face Tip (4 cm.)
หัวขนาดใหญ่สำหรับพื้นที่กว้าง เช่น แก้ม กรอบหน้า หน้าผาก ลำคอ และเหนียง
เน้นช่วยสลายไขมันสะสมใต้ผิว และยกผิวที่เริ่มหย่อน ให้รูปหน้าดูสมส่วนมากขึ้น
เทคนิคเฉพาะของ Oligio ที่ทำให้ยิงแล้วสบายผิว
1. ระบบ Cooling System ระหว่างยิง
ในขณะปล่อยพลังงาน เครื่องจะมี
ระบบสั่น เพื่อลดความรู้สึกแน่นหรือตึงผิว
ระบบปล่อยความเย็น (Cooling System) จาก Cryogen Gas อย่างต่อเนื่อง
ทั้งสองสิ่งนี้ช่วย
ปลอบประโลมผิวระหว่างทำ
ลดความรู้สึกแสบร้อนจากคลื่น Monopolar RF
ป้องกันการระคายเคืองจากความร้อนเกินจำเป็น
2. Real-Time Temperature Monitoring
เพื่อความปลอดภัยของผิว เครื่องจะมีระบบตรวจอุณหภูมิผิวแบบ Real-Time
หากอุณหภูมิสูงเกินระดับที่ปลอดภัย (มากกว่า 43 องศา)
เครื่องจะหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติ
ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดแผลไหม้ (Burn) และปัญหาผิวจากความร้อนส่วนเกิน
3. Pressure Sensing
อีกหนึ่งระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ ทุกช็อตได้พลังงานจริงเต็มประสิทธิภาพ
เครื่องจะตรวจสอบแรงกดของหัวทิปบนผิวตลอดเวลา
หากหัวทิปแนบกับผิวไม่สนิท เครื่องจะไม่ปล่อยพลังงาน
ผลคือ พลังงานที่ออกไปในแต่ละช็อตจะสม่ำเสมอ ไม่สูญเปล่า และช่วยให้ผลลัพธ์ชัดเจนขึ้น
ความพิเศษของผลการรักษาด้วย Oligio
Faster Treatment – ใช้เวลาไม่นาน แต่จบ
ระยะเวลาการทำเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20–30 นาที
หัวทิปมีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง (ประมาณ 45 ตร.ซม.)
มีโหมดปล่อยพลังงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทำได้ไวขึ้นโดยไม่เสียประสิทธิภาพ
เหมาะกับสายรีบ สายไม่มีเวลา แต่อยากให้หน้าดูเฟิร์มขึ้นแบบทันตา
Safe Treatment – ระบบความปลอดภัยหลายชั้น
ปรับระดับพลังงานได้เหมาะกับผิวแต่ละคน
มีแรงสั่นให้เลือกถึง 3 ระดับ ช่วยให้รู้สึกสบายผิวขณะทำ
มีระบบตรวจวัดอุณหภูมิและแรงกดตลอดการรักษา ช่วยลดการระคายเคืองผิว
Long-lasting Results – ผลลัพธ์อยู่ได้นาน
หลังทำครั้งแรกเห็นผลได้ประมาณ 20–30% จากการหดตัวของคอลลาเจนและอีลาสติน
ผิวจะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ ภายในประมาณ 1 เดือน และเห็นเต็มที่ราว 3–6 เดือน เมื่อร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง
ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานประมาณ 6–12 เดือน ขึ้นกับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง
Oligio เหมาะกับใครเป็นพิเศษ
1. คนที่อยากได้ผิวแน่น ตึง กระชับขึ้น
มีปัญหาผิวเริ่มหย่อนคล้อย
รู้สึกว่าผิวไม่กระชับเหมือนเดิม
มีไขมันสะสมช่วงแก้มล่างหรือใต้คาง ทำให้หน้าดูไม่เป็นทรง
2. คนที่อยากให้ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น
ต้องการลดริ้วรอยรอบดวงตา หน้าผาก
อยากให้ร่องแก้มดูตื้นขึ้น
อยากให้รูขุมขนกระชับ และได้ผิวที่ดูแน่นฟูขึ้น
3. คนที่โฟกัสการฟื้นฟูคุณภาพผิว
เน้นกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่
อยากให้ผิวดูใสขึ้น เนียนขึ้น และดูสุขภาพดีในระยะยาว
ใครที่น่าจะชอบโปรแกรมนี้เป็นพิเศษ
Oligio ตอบโจทย์มาก ๆ สำหรับคนที่
อยากยกกระชับหน้า แต่ ไม่อยากฉีด ไม่อยากผ่าตัด ไม่อยากเติมสารอะไรในผิว
มีเวลาน้อย อยากทำอะไรที่ใช้เวลาไม่นานแล้วจบ
อยากเห็นผลค่อนข้างไว และอยู่ได้ยาว
ต้องการกลับไปใช้หน้าได้เลยหลังทำ ไม่อยากพักฟื้นนาน
ทำ Oligio ครั้งเดียว หน้าเรียวนานจริงไหม
หลายคนสงสัยว่าจะต้องทำบ่อยแค่ไหน และผลอยู่ได้นานไหม
หลังทำครั้งแรก สามารถ สังเกตผลได้เลยราว 20–30% จากการหดตัวของคอลลาเจน
ผิวและรูปหน้าจะค่อย ๆ ดีขึ้นชัดเจนขึ้นในช่วงประมาณ 3–6 เดือน หลังร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่เต็มที่
ผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 6–12 เดือน แล้วแต่สภาพผิว และการดูแลตัวเองของแต่ละคน
แนะนำให้ทำ ประมาณ 1 ครั้งต่อปี เพื่อคงผลลัพธ์และช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวเดิมให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
ผลข้างเคียงที่อาจพบหลังทำ Oligio
หลังทำเสร็จทันที บางคนอาจสังเกตเห็นว่า
ผิวอมชมพูเล็กน้อย
รู้สึกอุ่น ๆ ที่ผิวบริเวณที่ทำ
อาการเหล่านี้เป็นเพียงปฏิกิริยาชั่วคราวจากความร้อนที่ลงสู่ผิวหนัง และมักจะ ค่อย ๆ หายไปเองภายในประมาณ 1 ชั่วโมง
ในบางรายอาจมีผิวแห้งหรือลอกเล็กน้อยหลังทำ สามารถดูแลได้ง่าย ๆ ด้วยการ
ทาครีมบำรุง
ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างสม่ำเสมอ
ทำ Oligio ได้บ่อยแค่ไหน
การยกกระชับด้วย Oligio สามารถ ทำซ้ำได้ทุก 6 เดือน ตามความเหมาะสมและคำแนะนำจากแพทย์
ประโยชน์ของการเว้นระยะทำซ้ำคือ
ช่วยคงผลลัพธ์ของการยกกระชับในระยะยาว
ลดโอกาสการสะสมไขมันใหม่ในบริเวณเดิม
เสริมให้ผิวคงความกระชับและดูสุขภาพดีต่อเนื่อง
ก่อนตัดสินใจทำ ควรปรึกษาแพทย์ แจ้งประวัติการรักษาและหัตถการที่เคยทำ เพื่อช่วยวางแผนและลดความเสี่ยงผลข้างเคียง
ข้อควรระวังก่อนทำโปรแกรม Oligio
มีบางกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง หรือปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนทำ ได้แก่
หญิงตั้งครรภ์
ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน ลมบ้าหมู โรคเลือด หรือปัญหาการแข็งตัวของเลือด
ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ผู้ที่ฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ
ผู้ที่มีแผลเปิด หรือมีการติดเชื้อ (เช่น เริม) ในบริเวณที่จะทำ
ผู้ที่เพิ่งปลูกถ่ายผิวหนัง หรือปลูกถ่ายไขมันในบริเวณนั้น ภายในเวลาไม่เกิน 6 เดือน
ผู้ที่มีโรคผิวหนังบางชนิดที่ส่งผลต่อกระบวนการฟื้นฟูผิว
ผู้ที่มีการติดเชื้อในบริเวณที่จะทำ
ผู้ที่มีรากฟันเทียม (ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล)
การดูแลผิวหลังทำ Oligio ให้ผลลัพธ์อยู่กับเรานานที่สุด
หลังทำ Oligio สามารถใช้ชีวิตได้ค่อนข้างปกติ แต่ถ้าอยากให้ผิวฟื้นตัวดีและผลลัพธ์อยู่ยาว ควรดูแลตามนี้
สามารถทาครีมบำรุง แต่งหน้า และล้างหน้าตามปกติได้เลยหลังทำ
หลีกเลี่ยง
ทรีตเมนต์ที่ใช้ความร้อน
การสตรีมซาวน่า
เลเซอร์ที่ใช้พลังงานความร้อน
อย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังทำ
หลีกเลี่ยงแดดจัด และอย่าลืมทาครีมกันแดดก่อนออกแดดทุกครั้ง
ลดพฤติกรรมที่ทำลายคอลลาเจน เช่น การดื่มแอลกอฮอล์หนัก ๆ และการสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้กระบวนการสร้างคอลลาเจนในผิวแย่ลง
สรุปภาพรวมโปรแกรม Oligio
Oligio เป็นเทคโนโลยียกกระชับที่ใช้ Monopolar RF ยิงพลังงานลึกตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้า หนังแท้ ไปจนถึงชั้นไขมันใต้ผิว
ช่วยทั้งเรื่อง ยกกระชับ สลายไขมันเฉพาะจุด และกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ ทำให้กรอบหน้าชัดขึ้น หน้าเรียวขึ้น และผิวแน่นฟูขึ้น
ระหว่างทำจะรู้สึกสบายผิวมากกว่าที่คิด เพราะมีทั้งระบบปล่อยความเย็น การสั่น และระบบตรวจอุณหภูมิแบบ Real-Time ช่วยป้องกันการเผาไหม้และลดการระคายเคือง
หลังทำครั้งแรกเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ประมาณ 20–30% และจะค่อย ๆ ชัดขึ้นในช่วง 3–6 เดือน เมื่อคอลลาเจนใหม่ถูกสร้างเต็มที่
ผลลัพธ์มีโอกาสอยู่ได้นานถึงประมาณ 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ไลฟ์สไตล์ และการดูแลตัวเองของแต่ละคน
สำหรับใครที่อยาก ยกหน้า กรอบชัด ลดเหนียง ฟื้นคุณภาพผิว แบบไม่ต้องเจ็บตัวหนัก ไม่ต้องพักฟื้นนาน โปรแกรม Oligio ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่น่าสนใจมากในการวางแผนปรับรูปหน้าและดูแลผิวระยะยาว

