เริ่มก่อนแต่งหน้า: เข้าใจโครงหน้าให้ชัด

เคยไหมส่องกระจกแล้วรู้สึกว่า “อยากสวยขึ้น” แต่ไม่แน่ใจว่าควรเริ่มตรงไหน ?
หลายคนเลือกหัตถการหรือซื้อสกินแคร์ตามกระแส แต่ผลลัพธ์กลับไม่ตรงใจ เพราะไม่ได้เริ่มจากการ เข้าใจโครงหน้าตัวเอง ก่อน
แนวคิดการวิเคราะห์รูปหน้าตาม Okada Jitsuko ช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า ใบหน้าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน จุดเด่นคืออะไร จุดที่ควรปรับคืออะไร แล้วค่อยไปเลือกสกินแคร์ เมคอัพ หรือหัตถการให้ตรงจุดมากขึ้น
ทำไมต้องวิเคราะห์รูปหน้าและปัญหาผิวก่อน?
การวิเคราะห์รูปหน้าไม่ใช่เรื่องของความสวยอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ ความเหมาะสมและความปลอดภัย ด้วย
เพราะแต่ละคนมีโครงสร้างใบหน้าที่ไม่เหมือนกัน ถ้าไม่รู้พื้นฐานของตัวเองก่อน ก็อาจเลือกวิธีดูแลผิดทางได้ง่ายมาก
เหตุผลหลักที่ควรเช็กโครงหน้าและผิวของตัวเอง มีดังนี้
1. รู้ต้นเหตุปัญหาหน้าชัด ๆ
บางครั้งเรารู้สึกว่าหน้าดูเหนื่อย โทรม ไม่สดใส แต่ไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร
เป็นเพราะโครงหน้าดูไม่สมดุล?
หรือเป็นเพราะผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอย?
การวิเคราะห์แบบละเอียดจะช่วยแยกให้ชัดว่า ปัญหามาจาก โครงหน้า หรือ สภาพผิว แล้วค่อยเลือกวิธีแก้ให้ถูกจุด
2. ลดความเสี่ยงเลือกหัตถการผิด
การทำหัตถการโดยไม่รู้โครงหน้าตัวเองจริง ๆ อาจทำให้
หน้าออกมาไม่เป็นธรรมชาติ
หน้าดูหนักเกินไป
หรือไม่ช่วยแก้ปัญหาหลักเลย
เช่น คนที่รู้สึกว่าใบหน้าไม่สมส่วน แต่ไปเติมฟิลเลอร์อย่างเดียวโดยไม่ดูภาพรวมของโครงหน้า อาจทำให้หน้าดูตันและแข็งได้
ถ้าเราดูรูปหน้าตัวเองให้ดีตั้งแต่แรก ก็จะเลือกได้แม่นขึ้น ว่าควรใช้โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ หรือเทคนิคยกกระชับแบบไหนจึงจะตอบโจทย์จริง ๆ
3. เลือกสกินแคร์ได้ตรงจุด ไม่เปลืองเงินฟรี
ก่อนจะจัดเต็มรูทีนดูแลผิว สิ่งสำคัญคือ รู้สภาพผิวของตัวเองให้ชัด เช่น
ผิวแห้ง ขาดน้ำ
ผิวมัน เป็นสิว
มีปัญหาริ้วรอย หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ
ถ้าเราเข้าใจปัญหาหลักจริง ๆ ก็จะไม่หลงไปใช้ครีมผิดประเภท เช่น มีปัญหาเรื่องเม็ดสีแต่กลับโฟกัสที่ครีมลดริ้วรอยอย่างเดียว ผลลัพธ์ก็อาจไม่ชัดเจนเท่าที่ควร
4. ปรับลุคให้เข้ากับโครงหน้าได้ง่ายขึ้น
เมื่อรู้แล้วว่าใบหน้าเรามีจุดเด่น–จุดด้อยตรงไหน ก็จะเลือก ทรงผม เครื่องประดับ และสไตล์เมคอัพ ได้ง่ายขึ้น เช่น
หน้ากลม: เลือกทรงผมช่วยให้หน้าดูยาวและเรียวขึ้น
หน้าเหลี่ยม: เลือกต่างหูหรือแอ็กเซสซอรีที่ช่วยให้ใบหน้าดูละมุนขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งเข้าใจโครงหน้า เราก็ยิ่ง “เสริมให้ใช่” แทนที่จะไป “ฝืนให้เหมือนคนอื่น”
Okada Jitsuko และแนวคิด 8 Face Type คืออะไร?
Okada Jitsuko เป็นนักออกแบบภาพลักษณ์ชาวญี่ปุ่น ที่คิดระบบวิเคราะห์โครงหน้าแบบ “8 Face Type Analysis”
แนวคิดนี้แบ่งใบหน้าออกเป็น 8 ประเภทหลัก โดยดูจากองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น
โครงกระดูก
สัดส่วนหน้า
ความโค้ง ความคมของใบหน้า
จึงเป็นเครื่องมือที่หลายคนในสายบิวตี้นำไปใช้ ทั้งช่างแต่งหน้า สไตลิสต์ และนักออกแบบทรงผม เพราะช่วยให้เลือกเมคอัพ ทรงผม หรือแนวทางเสริมความงามให้เหมาะกับแต่ละคนได้แบบเฉพาะตัวมากขึ้น
ทำไมการวิเคราะห์แบบ Okada Jitsuko ถึงช่วยเรื่องหัตถการได้?
การดูโครงหน้าตัวเองตามแนวคิดนี้ ไม่ได้มีประโยชน์แค่เวลาเลือกเสื้อผ้าหรือทรงผม แต่ยังช่วยในการวางแผนเรื่องการทำหัตถการด้วย
ตัวอย่างเช่น
ใบหน้าแบบ “Cute”: ใบหน้ากลม ดูเด็กและละมุน ถ้าอยากให้หน้าดูเรียวขึ้น อาจเน้นไปที่เทคนิคยกกระชับหรือการลดขนาดกราม
ใบหน้าแบบ “Cool”: โครงหน้าและมิติชัดอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเติมฟิลเลอร์เยอะ แต่เหมาะกับการกระชับผิวหรือปรับโหนกแก้มให้สมดุลมากกว่า
ใบหน้าแบบ “Soft Elegant”: มีทั้งความคมและความละมุน การเสริมฟิลเลอร์บางจุด เช่น คาง เพื่อเพิ่มความสมมาตร จะช่วยให้หน้าดูหรู มีระดับมากขึ้น
เมื่อรู้ว่าใบหน้าเราอยู่ในกลุ่มไหน ก็จะเห็นชัดขึ้นว่า ควร “เน้นเพิ่ม” หรือ “เน้นลด” ตรงจุดไหน
8 ประเภทใบหน้าตามแบบฉบับ Okada Jitsuko
1. Cute – ใบหน้ากลม น่ารัก ดูอ่อนวัย
จุดเด่นของใบหน้าแบบ Cute คือ
โครงหน้าค่อนข้างกลม
หน้าผากกว้างเล็กน้อย
โหนกแก้มไม่เด่นมาก
อวัยวะบนใบหน้า (ตา จมูก ปาก) มักมีขนาดไม่ใหญ่มาก
ภาพรวมคือดูเด็ก สดใส และเป็นมิตร เหมาะกับการแต่งหน้าโทนหวาน เบา ๆ
ถ้าอยากเพิ่มมิติให้หน้า ควรใช้การคอนทัวร์ร่วมกับเทคนิคเติมฟิลเลอร์บริเวณคางเล็กน้อย เพื่อให้หน้าดูเรียวยาวและสมดุลขึ้น
2. Active Cute – น่ารักสดใส มีจุดเด่นบนใบหน้าชัด
โครงหน้าคล้ายแบบ Cute แต่มีองค์ประกอบบนใบหน้าที่เด่นชัดกว่า เช่น
ดวงตากลมโต
ริมฝีปากดูอวบอิ่ม
ให้ลุคสดใส มีพลัง ดูมีคาแรกเตอร์มากขึ้น
การปรับความสมดุลของใบหน้าสามารถทำได้ด้วย
ฟิลเลอร์ใต้ตา เพื่อให้ตาดูสดใส ไม่ล้า
เทคนิคยกกระชับใบหน้า เพื่อคงความตึงและความเด็กของผิว
3. Fresh – ผสมระหว่างความละมุนและความคม
ใบหน้ากลุ่มนี้มีความกลมมนคล้าย Cute แต่มีความคมชัดบางจุด เช่น
สันจมูกชัดขึ้น
แนวกรามดูมีโครงเล็กน้อย
ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ สดชื่น และดูไม่แต่งเติมเยอะ
เหมาะกับการแต่งหน้าแบบ Natural Look ใช้โทนสีใกล้เคียงผิว เน้นผิวใสและงานคิ้วธรรมชาติ
การดูแลผิวอาจเสริมด้วยการยกกระชับ เช่น HIFU, Thermage หรือโปรแกรมช่วยโบกรอบหน้า เพื่อให้ผิวตึงและกรอบหน้าชัดแบบไม่โป๊ะ
4. Cool Casual – คม เท่ แต่ดูเข้าถึงง่าย

ใบหน้าประเภทนี้มักมี
โครงหน้าเหลี่ยมหรือยาว
สันกรามชัด
แต่ภาพรวมไม่ดุดันจนเกินไป ให้ความรู้สึกสบาย ๆ มีสไตล์แบบลุคบอยลิช
การปรับรูปหน้าอาจเน้น
โบท็อกซ์ลดกรามเพื่อให้กรอบหน้าละมุนขึ้น
ทรีตเมนต์บำรุงผิวเพื่อให้ผิวใสและดูสุขภาพดี
การแต่งหน้าจะเหมาะกับลุคที่ดูคูล เรียบง่าย เน้นโทนสีธรรมชาติแต่คมที่ดวงตาเล็กน้อย
5. Cool – คมชัด มีมิติ ดูแพงแบบผู้ใหญ่
ใบหน้ากลุ่มนี้มักมี
โหนกแก้มชัด
คางเรียว
สันจมูกมีมิติ
ภาพรวมให้ลุคสง่างาม ดูโต และมั่นใจในตัวเอง
สำหรับใบหน้าแบบนี้ การทำหัตถการอาจเน้นไปที่ การเพิ่มความละมุน เช่น
เติมฟิลเลอร์ขมับหรือใต้ตา เพื่อให้หน้าดูหวานขึ้น
เทคโนโลยียกกระชับอย่าง Ulthera เพื่อให้โครงหน้าคมแต่ยังดูเด็ก
6. Soft Elegant – ผสมความคมกับความละมุนอย่างลงตัว
เป็นใบหน้าที่
มีทั้งความโค้งมนและความคม
ดูหรูหราแต่ยังนุ่มนวล
ลุคโดยรวมคล้ายผู้หญิงที่มีความมั่นใจ แต่ไม่ดุจนเกินไป เหมาะกับสไตล์แต่งหน้าและแต่งตัวแบบเรียบแต่ดูมีระดับ
จุดที่มักจะเสริมได้ดีคือ
ฟิลเลอร์คางหรือขมับ เพื่อปรับให้สัดส่วนหน้าเนียนและสมดุลยิ่งขึ้น
7. Elegant – สง่า หรู ดูมืออาชีพ
ใบหน้าประเภทนี้มักมีความสมดุลสูง โครงหน้าได้รูป เช่น
แนวกรามสวยชัด
สันจมูกเด่นกำลังดี
เหมาะกับลุคที่ดูเป็นทางการ มั่นใจ และเป็นผู้นำ
ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องทำหัตถการมากนัก อาจเน้น
ดูแลผิวให้เรียบเนียน
ลดริ้วรอยเล็กน้อยด้วยเลเซอร์หรือทรีตเมนต์ฟื้นฟูผิว
8. Feminine – หวาน เซ็กซี่ มีเสน่ห์แบบผู้หญิงเต็มตัว
ใบหน้ากลุ่มนี้มีความโค้งมนสูง ให้ความรู้สึกอ่อนโยน น่าหลงใหล เช่น
ดวงตาดึงดูด
ริมฝีปากอวบอิ่ม
แนวกรามโค้ง ไม่แข็ง
เหมาะกับเมคอัพที่เน้นความเย้ายวนเล็กน้อย เช่น
การไฮไลต์และเฉดดิ้งเพิ่มมิติให้โครงหน้า
เสริมฟิลเลอร์ริมฝีปากเพื่อเพิ่มความโดดเด่น
หลังรู้ประเภทใบหน้าแล้ว ควรทำอะไรต่อดี?
เมื่อเรารู้แล้วว่าใบหน้าของตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน ขั้นต่อไปคือการเลือกวิธีดูแลให้เหมาะกับทั้ง โครงหน้า + ปัญหาผิวจริง ๆ ซึ่งสามารถทำได้หลายแนวทาง
1. ปรับรูทีนสกินแคร์ให้เหมาะกับปัญหาผิว
พื้นฐานของความสวยคือ ผิวสุขภาพดี ไม่ว่าจะโครงหน้าแบบไหน ถ้าผิวดี ลุคโดยรวมก็จะดูดีขึ้นทันที
ตัวอย่างการเลือกสกินแคร์ให้ตรงปัญหา เช่น
ผิวหย่อนคล้อย ดูมีอายุ
เลือกสกินแคร์ที่มีสารช่วยกระตุ้นคอลลาเจน เช่น คอลลาเจนเปปไทด์ หรือเรตินอล เพื่อให้ผิวกระชับและแน่นขึ้นใบหน้าดูบวมง่าย
เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคาเฟอีน หรือสารสกัดจากชาเขียว ช่วยลดอาการบวมน้ำ ให้หน้าดูเข้ารูปขึ้นผิวแห้ง หยาบกร้าน ขาดน้ำ
เน้นไฮยาลูรอนิก แอซิด และเซราไมด์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวอิ่มน้ำและเนียนนุ่ม
2. ใช้เมคอัพ + ทรงผมช่วยปรับโครงหน้าแบบเนียน ๆ
สำหรับใครที่อยากได้ลุคสวยขึ้นแบบไม่ต้องพึ่งหัตถการ เมคอัพและทรงผมคือเครื่องมือชั้นดี โดยใช้การวิเคราะห์รูปหน้าเป็นตัวช่วยวางแผน
ตัวอย่างเทคนิคที่นำไปใช้ได้ทันที:
ใช้คอนทัวร์สร้างเงาบริเวณกรอบหน้าและใต้โหนกแก้ม เพื่อทำให้หน้าดูเรียวยาวและมีมิติ
ปัดบลัชออนในแนวเฉียงขึ้น ช่วยดึงหน้าให้ดูยกและสมดุลมากขึ้น
แต่งหน้าโทนเรียบหรู เน้นไฮไลต์เฉพาะจุดเด่นบนใบหน้า เพื่อดึงเสน่ห์ธรรมชาติออกมา
เลือกทรงผมแบบเลเยอร์หรือไล่ระดับด้านข้าง ช่วยให้หน้าดูแคบและเรียวขึ้น
ใช้ปอยผมด้านข้างหรือหน้าม้าเบา ๆ เพื่อซอฟต์โครงหน้าที่ดูแข็งให้ละมุนลง
ใครสายแต่งหน้าแบบธรรมชาติ สามารถประยุกต์เทคนิคเหล่านี้ในโทนสีเบา ๆ ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องแต่งจัดจนหลุดจากคาแรกเตอร์ตัวเอง
3. ปรึกษาแพทย์ความงาม หากต้องการปรับรูปหน้าแบบชัดเจน
ถ้าต้องการผลลัพธ์ที่ชัดขึ้นในเรื่องโครงหน้า การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
ข้อดีคือ
ได้รับการประเมินโครงหน้าตามหลักการแพทย์
สามารถบอกความต้องการของตัวเอง แล้วให้แพทย์ช่วยออกแบบแผนให้เหมาะสม
ตัวอย่างหัตถการที่มักถูกนำมาใช้ร่วมกับการวิเคราะห์รูปหน้า:
ฟิลเลอร์ (Filler)
เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเติมจุดยุบหรือ凹ลงบนใบหน้า
เติมคางให้หน้าเรียวยาวขึ้น
เสริมขมับให้หน้าดูอ่อนเยาว์
เติมใต้ตาเพื่อลดความลึกและความหมอง
โบท็อกซ์กรอบหน้า / ลดกราม
เหมาะสำหรับผู้ที่มีใบหน้าดูหย่อน ทำให้กรอบหน้าไม่ชัด
กรามใหญ่จากกล้ามเนื้อเคี้ยว
การฉีดโบท็อกซ์จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณกรามเล็กลง ทำให้หน้าดูเรียวขึ้น และช่วยยกกรอบหน้าให้ชัดแบบไม่ต้องผ่าตัด
เทคโนโลยียกกระชับ HIFU / Ulthera
เน้นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว เหมาะกับคนที่ผิวเริ่มหย่อนคล้อย
อยากให้โครงหน้าคมขึ้น แต่ไม่อยากผ่าตัด
สรุป: ความสวยที่มั่นใจได้ เริ่มจากการรู้จักใบหน้าตัวเอง
การทำให้ตัวเองดูดี ไม่ได้แปลว่าต้องทำทุกอย่างตามเทรนด์ แต่คือการ เลือกให้เหมาะกับโครงหน้าตัวเอง ต่างหาก
เริ่มจากวิเคราะห์รูปหน้าตามแนวคิด Okada Jitsuko
ดูว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน จุดเด่นคืออะไร
แล้วค่อยเลือกสกินแคร์ เมคอัพ ทรงผม หรือหัตถการให้สอดคล้องกับตัวตน
เมื่อเราเข้าใจใบหน้าของตัวเองมากขึ้น การแต่งหน้าแบบธรรมชาติหรือการทำสวยในรูปแบบไหน ๆ ก็จะยิ่ง มั่นใจ และเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด ได้แบบไม่ต้องฝืน

