รับแอปรับแอป

เช็กโครงหน้าแบบ Okada Jitsuko แล้วแต่งหน้าให้ปังอย่างเป็นธรรมชาติ

ธีรภัทร แก้วประเสริฐ01-30

เริ่มก่อนแต่งหน้า: เข้าใจโครงหน้าให้ชัด

เคยไหมส่องกระจกแล้วรู้สึกว่า “อยากสวยขึ้น” แต่ไม่แน่ใจว่าควรเริ่มตรงไหน ?

หลายคนเลือกหัตถการหรือซื้อสกินแคร์ตามกระแส แต่ผลลัพธ์กลับไม่ตรงใจ เพราะไม่ได้เริ่มจากการ เข้าใจโครงหน้าตัวเอง ก่อน

แนวคิดการวิเคราะห์รูปหน้าตาม Okada Jitsuko ช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า ใบหน้าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน จุดเด่นคืออะไร จุดที่ควรปรับคืออะไร แล้วค่อยไปเลือกสกินแคร์ เมคอัพ หรือหัตถการให้ตรงจุดมากขึ้น

ทำไมต้องวิเคราะห์รูปหน้าและปัญหาผิวก่อน?

การวิเคราะห์รูปหน้าไม่ใช่เรื่องของความสวยอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ ความเหมาะสมและความปลอดภัย ด้วย

เพราะแต่ละคนมีโครงสร้างใบหน้าที่ไม่เหมือนกัน ถ้าไม่รู้พื้นฐานของตัวเองก่อน ก็อาจเลือกวิธีดูแลผิดทางได้ง่ายมาก

เหตุผลหลักที่ควรเช็กโครงหน้าและผิวของตัวเอง มีดังนี้

1. รู้ต้นเหตุปัญหาหน้าชัด ๆ

บางครั้งเรารู้สึกว่าหน้าดูเหนื่อย โทรม ไม่สดใส แต่ไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร

  • เป็นเพราะโครงหน้าดูไม่สมดุล?

  • หรือเป็นเพราะผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอย?

การวิเคราะห์แบบละเอียดจะช่วยแยกให้ชัดว่า ปัญหามาจาก โครงหน้า หรือ สภาพผิว แล้วค่อยเลือกวิธีแก้ให้ถูกจุด

2. ลดความเสี่ยงเลือกหัตถการผิด

การทำหัตถการโดยไม่รู้โครงหน้าตัวเองจริง ๆ อาจทำให้

  • หน้าออกมาไม่เป็นธรรมชาติ

  • หน้าดูหนักเกินไป

  • หรือไม่ช่วยแก้ปัญหาหลักเลย

เช่น คนที่รู้สึกว่าใบหน้าไม่สมส่วน แต่ไปเติมฟิลเลอร์อย่างเดียวโดยไม่ดูภาพรวมของโครงหน้า อาจทำให้หน้าดูตันและแข็งได้

ถ้าเราดูรูปหน้าตัวเองให้ดีตั้งแต่แรก ก็จะเลือกได้แม่นขึ้น ว่าควรใช้โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ หรือเทคนิคยกกระชับแบบไหนจึงจะตอบโจทย์จริง ๆ

3. เลือกสกินแคร์ได้ตรงจุด ไม่เปลืองเงินฟรี

ก่อนจะจัดเต็มรูทีนดูแลผิว สิ่งสำคัญคือ รู้สภาพผิวของตัวเองให้ชัด เช่น

  • ผิวแห้ง ขาดน้ำ

  • ผิวมัน เป็นสิว

  • มีปัญหาริ้วรอย หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ

ถ้าเราเข้าใจปัญหาหลักจริง ๆ ก็จะไม่หลงไปใช้ครีมผิดประเภท เช่น มีปัญหาเรื่องเม็ดสีแต่กลับโฟกัสที่ครีมลดริ้วรอยอย่างเดียว ผลลัพธ์ก็อาจไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

4. ปรับลุคให้เข้ากับโครงหน้าได้ง่ายขึ้น

เมื่อรู้แล้วว่าใบหน้าเรามีจุดเด่น–จุดด้อยตรงไหน ก็จะเลือก ทรงผม เครื่องประดับ และสไตล์เมคอัพ ได้ง่ายขึ้น เช่น

  • หน้ากลม: เลือกทรงผมช่วยให้หน้าดูยาวและเรียวขึ้น

  • หน้าเหลี่ยม: เลือกต่างหูหรือแอ็กเซสซอรีที่ช่วยให้ใบหน้าดูละมุนขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งเข้าใจโครงหน้า เราก็ยิ่ง “เสริมให้ใช่” แทนที่จะไป “ฝืนให้เหมือนคนอื่น”

Okada Jitsuko และแนวคิด 8 Face Type คืออะไร?

Okada Jitsuko เป็นนักออกแบบภาพลักษณ์ชาวญี่ปุ่น ที่คิดระบบวิเคราะห์โครงหน้าแบบ “8 Face Type Analysis”

แนวคิดนี้แบ่งใบหน้าออกเป็น 8 ประเภทหลัก โดยดูจากองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น

  • โครงกระดูก

  • สัดส่วนหน้า

  • ความโค้ง ความคมของใบหน้า

จึงเป็นเครื่องมือที่หลายคนในสายบิวตี้นำไปใช้ ทั้งช่างแต่งหน้า สไตลิสต์ และนักออกแบบทรงผม เพราะช่วยให้เลือกเมคอัพ ทรงผม หรือแนวทางเสริมความงามให้เหมาะกับแต่ละคนได้แบบเฉพาะตัวมากขึ้น

ทำไมการวิเคราะห์แบบ Okada Jitsuko ถึงช่วยเรื่องหัตถการได้?

การดูโครงหน้าตัวเองตามแนวคิดนี้ ไม่ได้มีประโยชน์แค่เวลาเลือกเสื้อผ้าหรือทรงผม แต่ยังช่วยในการวางแผนเรื่องการทำหัตถการด้วย

ตัวอย่างเช่น

  • ใบหน้าแบบ “Cute”: ใบหน้ากลม ดูเด็กและละมุน ถ้าอยากให้หน้าดูเรียวขึ้น อาจเน้นไปที่เทคนิคยกกระชับหรือการลดขนาดกราม

  • ใบหน้าแบบ “Cool”: โครงหน้าและมิติชัดอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเติมฟิลเลอร์เยอะ แต่เหมาะกับการกระชับผิวหรือปรับโหนกแก้มให้สมดุลมากกว่า

  • ใบหน้าแบบ “Soft Elegant”: มีทั้งความคมและความละมุน การเสริมฟิลเลอร์บางจุด เช่น คาง เพื่อเพิ่มความสมมาตร จะช่วยให้หน้าดูหรู มีระดับมากขึ้น

เมื่อรู้ว่าใบหน้าเราอยู่ในกลุ่มไหน ก็จะเห็นชัดขึ้นว่า ควร “เน้นเพิ่ม” หรือ “เน้นลด” ตรงจุดไหน

8 ประเภทใบหน้าตามแบบฉบับ Okada Jitsuko

1. Cute – ใบหน้ากลม น่ารัก ดูอ่อนวัย

จุดเด่นของใบหน้าแบบ Cute คือ

  • โครงหน้าค่อนข้างกลม

  • หน้าผากกว้างเล็กน้อย

  • โหนกแก้มไม่เด่นมาก

  • อวัยวะบนใบหน้า (ตา จมูก ปาก) มักมีขนาดไม่ใหญ่มาก

ภาพรวมคือดูเด็ก สดใส และเป็นมิตร เหมาะกับการแต่งหน้าโทนหวาน เบา ๆ

ถ้าอยากเพิ่มมิติให้หน้า ควรใช้การคอนทัวร์ร่วมกับเทคนิคเติมฟิลเลอร์บริเวณคางเล็กน้อย เพื่อให้หน้าดูเรียวยาวและสมดุลขึ้น

2. Active Cute – น่ารักสดใส มีจุดเด่นบนใบหน้าชัด

โครงหน้าคล้ายแบบ Cute แต่มีองค์ประกอบบนใบหน้าที่เด่นชัดกว่า เช่น

  • ดวงตากลมโต

  • ริมฝีปากดูอวบอิ่ม

ให้ลุคสดใส มีพลัง ดูมีคาแรกเตอร์มากขึ้น

การปรับความสมดุลของใบหน้าสามารถทำได้ด้วย

  • ฟิลเลอร์ใต้ตา เพื่อให้ตาดูสดใส ไม่ล้า

  • เทคนิคยกกระชับใบหน้า เพื่อคงความตึงและความเด็กของผิว

3. Fresh – ผสมระหว่างความละมุนและความคม

ใบหน้ากลุ่มนี้มีความกลมมนคล้าย Cute แต่มีความคมชัดบางจุด เช่น

  • สันจมูกชัดขึ้น

  • แนวกรามดูมีโครงเล็กน้อย

ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ สดชื่น และดูไม่แต่งเติมเยอะ

เหมาะกับการแต่งหน้าแบบ Natural Look ใช้โทนสีใกล้เคียงผิว เน้นผิวใสและงานคิ้วธรรมชาติ

การดูแลผิวอาจเสริมด้วยการยกกระชับ เช่น HIFU, Thermage หรือโปรแกรมช่วยโบกรอบหน้า เพื่อให้ผิวตึงและกรอบหน้าชัดแบบไม่โป๊ะ

4. Cool Casual – คม เท่ แต่ดูเข้าถึงง่าย

ใบหน้าประเภทนี้มักมี

  • โครงหน้าเหลี่ยมหรือยาว

  • สันกรามชัด

แต่ภาพรวมไม่ดุดันจนเกินไป ให้ความรู้สึกสบาย ๆ มีสไตล์แบบลุคบอยลิช

การปรับรูปหน้าอาจเน้น

  • โบท็อกซ์ลดกรามเพื่อให้กรอบหน้าละมุนขึ้น

  • ทรีตเมนต์บำรุงผิวเพื่อให้ผิวใสและดูสุขภาพดี

การแต่งหน้าจะเหมาะกับลุคที่ดูคูล เรียบง่าย เน้นโทนสีธรรมชาติแต่คมที่ดวงตาเล็กน้อย

5. Cool – คมชัด มีมิติ ดูแพงแบบผู้ใหญ่

ใบหน้ากลุ่มนี้มักมี

  • โหนกแก้มชัด

  • คางเรียว

  • สันจมูกมีมิติ

ภาพรวมให้ลุคสง่างาม ดูโต และมั่นใจในตัวเอง

สำหรับใบหน้าแบบนี้ การทำหัตถการอาจเน้นไปที่ การเพิ่มความละมุน เช่น

  • เติมฟิลเลอร์ขมับหรือใต้ตา เพื่อให้หน้าดูหวานขึ้น

  • เทคโนโลยียกกระชับอย่าง Ulthera เพื่อให้โครงหน้าคมแต่ยังดูเด็ก

6. Soft Elegant – ผสมความคมกับความละมุนอย่างลงตัว

เป็นใบหน้าที่

  • มีทั้งความโค้งมนและความคม

  • ดูหรูหราแต่ยังนุ่มนวล

ลุคโดยรวมคล้ายผู้หญิงที่มีความมั่นใจ แต่ไม่ดุจนเกินไป เหมาะกับสไตล์แต่งหน้าและแต่งตัวแบบเรียบแต่ดูมีระดับ

จุดที่มักจะเสริมได้ดีคือ

  • ฟิลเลอร์คางหรือขมับ เพื่อปรับให้สัดส่วนหน้าเนียนและสมดุลยิ่งขึ้น

7. Elegant – สง่า หรู ดูมืออาชีพ

ใบหน้าประเภทนี้มักมีความสมดุลสูง โครงหน้าได้รูป เช่น

  • แนวกรามสวยชัด

  • สันจมูกเด่นกำลังดี

เหมาะกับลุคที่ดูเป็นทางการ มั่นใจ และเป็นผู้นำ

ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องทำหัตถการมากนัก อาจเน้น

  • ดูแลผิวให้เรียบเนียน

  • ลดริ้วรอยเล็กน้อยด้วยเลเซอร์หรือทรีตเมนต์ฟื้นฟูผิว

8. Feminine – หวาน เซ็กซี่ มีเสน่ห์แบบผู้หญิงเต็มตัว

ใบหน้ากลุ่มนี้มีความโค้งมนสูง ให้ความรู้สึกอ่อนโยน น่าหลงใหล เช่น

  • ดวงตาดึงดูด

  • ริมฝีปากอวบอิ่ม

  • แนวกรามโค้ง ไม่แข็ง

เหมาะกับเมคอัพที่เน้นความเย้ายวนเล็กน้อย เช่น

  • การไฮไลต์และเฉดดิ้งเพิ่มมิติให้โครงหน้า

  • เสริมฟิลเลอร์ริมฝีปากเพื่อเพิ่มความโดดเด่น

หลังรู้ประเภทใบหน้าแล้ว ควรทำอะไรต่อดี?

เมื่อเรารู้แล้วว่าใบหน้าของตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน ขั้นต่อไปคือการเลือกวิธีดูแลให้เหมาะกับทั้ง โครงหน้า + ปัญหาผิวจริง ๆ ซึ่งสามารถทำได้หลายแนวทาง

1. ปรับรูทีนสกินแคร์ให้เหมาะกับปัญหาผิว

พื้นฐานของความสวยคือ ผิวสุขภาพดี ไม่ว่าจะโครงหน้าแบบไหน ถ้าผิวดี ลุคโดยรวมก็จะดูดีขึ้นทันที

ตัวอย่างการเลือกสกินแคร์ให้ตรงปัญหา เช่น

  • ผิวหย่อนคล้อย ดูมีอายุ
    เลือกสกินแคร์ที่มีสารช่วยกระตุ้นคอลลาเจน เช่น คอลลาเจนเปปไทด์ หรือเรตินอล เพื่อให้ผิวกระชับและแน่นขึ้น

  • ใบหน้าดูบวมง่าย
    เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคาเฟอีน หรือสารสกัดจากชาเขียว ช่วยลดอาการบวมน้ำ ให้หน้าดูเข้ารูปขึ้น

  • ผิวแห้ง หยาบกร้าน ขาดน้ำ
    เน้นไฮยาลูรอนิก แอซิด และเซราไมด์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวอิ่มน้ำและเนียนนุ่ม

2. ใช้เมคอัพ + ทรงผมช่วยปรับโครงหน้าแบบเนียน ๆ

สำหรับใครที่อยากได้ลุคสวยขึ้นแบบไม่ต้องพึ่งหัตถการ เมคอัพและทรงผมคือเครื่องมือชั้นดี โดยใช้การวิเคราะห์รูปหน้าเป็นตัวช่วยวางแผน

ตัวอย่างเทคนิคที่นำไปใช้ได้ทันที:

  • ใช้คอนทัวร์สร้างเงาบริเวณกรอบหน้าและใต้โหนกแก้ม เพื่อทำให้หน้าดูเรียวยาวและมีมิติ

  • ปัดบลัชออนในแนวเฉียงขึ้น ช่วยดึงหน้าให้ดูยกและสมดุลมากขึ้น

  • แต่งหน้าโทนเรียบหรู เน้นไฮไลต์เฉพาะจุดเด่นบนใบหน้า เพื่อดึงเสน่ห์ธรรมชาติออกมา

  • เลือกทรงผมแบบเลเยอร์หรือไล่ระดับด้านข้าง ช่วยให้หน้าดูแคบและเรียวขึ้น

  • ใช้ปอยผมด้านข้างหรือหน้าม้าเบา ๆ เพื่อซอฟต์โครงหน้าที่ดูแข็งให้ละมุนลง

ใครสายแต่งหน้าแบบธรรมชาติ สามารถประยุกต์เทคนิคเหล่านี้ในโทนสีเบา ๆ ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องแต่งจัดจนหลุดจากคาแรกเตอร์ตัวเอง

3. ปรึกษาแพทย์ความงาม หากต้องการปรับรูปหน้าแบบชัดเจน

ถ้าต้องการผลลัพธ์ที่ชัดขึ้นในเรื่องโครงหน้า การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ข้อดีคือ

  • ได้รับการประเมินโครงหน้าตามหลักการแพทย์

  • สามารถบอกความต้องการของตัวเอง แล้วให้แพทย์ช่วยออกแบบแผนให้เหมาะสม

ตัวอย่างหัตถการที่มักถูกนำมาใช้ร่วมกับการวิเคราะห์รูปหน้า:

  • ฟิลเลอร์ (Filler)
    เหมาะสำหรับคนที่ต้องการ

    • เติมจุดยุบหรือ凹ลงบนใบหน้า

    • เติมคางให้หน้าเรียวยาวขึ้น

    • เสริมขมับให้หน้าดูอ่อนเยาว์

    • เติมใต้ตาเพื่อลดความลึกและความหมอง

  • โบท็อกซ์กรอบหน้า / ลดกราม
    เหมาะสำหรับผู้ที่มี

    • ใบหน้าดูหย่อน ทำให้กรอบหน้าไม่ชัด

    • กรามใหญ่จากกล้ามเนื้อเคี้ยว

    การฉีดโบท็อกซ์จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณกรามเล็กลง ทำให้หน้าดูเรียวขึ้น และช่วยยกกรอบหน้าให้ชัดแบบไม่ต้องผ่าตัด

  • เทคโนโลยียกกระชับ HIFU / Ulthera
    เน้นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว เหมาะกับคนที่

    • ผิวเริ่มหย่อนคล้อย

    • อยากให้โครงหน้าคมขึ้น แต่ไม่อยากผ่าตัด

สรุป: ความสวยที่มั่นใจได้ เริ่มจากการรู้จักใบหน้าตัวเอง

การทำให้ตัวเองดูดี ไม่ได้แปลว่าต้องทำทุกอย่างตามเทรนด์ แต่คือการ เลือกให้เหมาะกับโครงหน้าตัวเอง ต่างหาก

  • เริ่มจากวิเคราะห์รูปหน้าตามแนวคิด Okada Jitsuko

  • ดูว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน จุดเด่นคืออะไร

  • แล้วค่อยเลือกสกินแคร์ เมคอัพ ทรงผม หรือหัตถการให้สอดคล้องกับตัวตน

เมื่อเราเข้าใจใบหน้าของตัวเองมากขึ้น การแต่งหน้าแบบธรรมชาติหรือการทำสวยในรูปแบบไหน ๆ ก็จะยิ่ง มั่นใจ และเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด ได้แบบไม่ต้องฝืน