รับแอปรับแอป

ธุรกิจร้านอาหาร 2026: ทำงานเหนื่อยเป็นเท่าตัว แต่อยากรอดต้องเกาะ 2 เทรนด์นี้ให้แน่น

ณรงค์ฤทธิ์ แก้วทอง01-30

2026 ปีที่ร้านอาหารต้อง “ทำมากขึ้น เพื่อได้เท่าเดิม”

ภาพรวมเศรษฐกิจปีหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ กำลังซื้อที่ฝืด หนี้ครัวเรือนพุ่ง รวมไปถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ

ผลลัพธ์คือสัญญาณ สงครามราคา (Price War) ในธุรกิจร้านอาหารเริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ใครลดได้ก็ลด ใครแจกได้ก็แจก ทำให้เจ้าของร้านต้องเหนื่อยกว่าเดิมหลายเท่า แต่อาจได้ผลลัพธ์เท่าเดิม หรือแค่รักษายอดไม่ให้ร่วง

ภาพรวมชัดๆ คือ ปีหน้าคนทำร้านอาหารจะอยู่ในโหมดเหนื่อย แต่ต้องอยู่ให้รอด

เสน่ห์ร้านอาหารไทย: จากสตรีทฟู้ดถึงไฟน์ไดนิ่ง

ธุรกิจอาหารไทยยังถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีเสน่ห์ในสายตาคนทั้งโลก

  • เมนูมีความหลากหลาย ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่สตรีทฟู้ดริมทางไปจนถึงไฟน์ไดนิ่งระดับหรู

  • ระดับราคายังจับต้องได้เมื่อเทียบกับคุณภาพและประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ

จุดแข็งเหล่านี้ทำให้ ธุรกิจอาหารไทยมีศักยภาพจะโตคู่ไปกับการท่องเที่ยวและการส่งออก ช่วยดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้ฐานธุรกิจจะยังแข็งแรง แต่ท่ามกลางเศรษฐกิจที่กดดันและกำลังซื้อที่อ่อนแรง การเติบโตในปีหน้าอาจไม่หวือหวา ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งสปีดการทำงานเพื่อไม่ให้ตัวเองหลุดจากเกม

ทำงานเท่าตัว เพื่อยอดเท่าเดิม

ในโลกที่ทุกอย่างแข่งกันเร็วขึ้น เจ้าของร้านอาหารจะต้องเปลี่ยนโหมดจาก “ทำพอเอาตัวรอด” เป็น “ทำแบบเร่งสปีดสองเท่า”

ตัวอย่างภาพการทำงานแบบใหม่ที่เจ้าของร้านต้องเจอ:

  • เคยทำแคมเปญการตลาดปีละ 3 ครั้ง อาจต้องเพิ่มเป็นเท่าตัว หรือมากกว่านั้น

  • เคยออกเมนูหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกๆ 3 เดือน อาจต้องปรับเป็นออกบ่อยขึ้น ถี่ขึ้น และเร็วขึ้น

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้ทำเพื่อให้ยอดโตพุ่งแรง แต่เพื่อรักษาตลาดเดิมไม่ให้หลุดมือ

สรุปคือ คนทำร้านอาหารปีหน้าต้องยอมรับความจริงว่า:

  • ต้องทำงานหนักขึ้นแบบคูณสอง

  • ต้องขยับตัวไวขึ้น

  • ต้องทดลองอะไรใหม่ๆ มากขึ้น

เพื่อแลกกับผลลัพธ์แค่ “ไม่ให้ยอดขายตก” และ “ยังเป็นผู้รอดในตลาด”

2 เทรนด์ใหญ่ที่กำลังขับเคลื่อนธุรกิจร้านอาหาร

แม้สภาพแวดล้อมจะโหดขึ้น แต่ก็ยังมีสองเทรนด์ใหญ่ที่ช่วยให้ธุรกิจร้านอาหารไทยมีสีสัน และยังเป็นโอกาสในการเติบโตระยะยาว ได้แก่:

  • เทรนด์สุขภาพ (Health & Wellness)

  • เทรนด์ความยั่งยืน (Sustainability)

สองเทรนด์นี้ไม่ได้มาแค่แป๊บๆ แต่มีแนวโน้มจะอยู่ยาว และกลายเป็นฐานสำคัญในการแข่งขันของร้านอาหารในอนาคต

เทรนด์สุขภาพ: ลูกค้าอยากกินอร่อย แต่ต้องดีต่อกายและใจ

คนรุ่นใหม่ยังชอบกินของอร่อยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ อยากดูแลสุขภาพไปพร้อมกัน ร้านอาหารจึงต้องปรับตัวให้ทันความคาดหวังแบบใหม่ของลูกค้า

แนวทางปรับตัวในสาย Health & Wellness เช่น

  • พัฒนาเมนู Plant-based หรือเมนูจากพืชเพื่อรองรับกลุ่มที่ลดหรืองดบริโภคเนื้อสัตว์

  • เลือกใช้วัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพแบบเจาะจง เช่น ไขมันดี น้ำตาลน้อย โปรตีนสูง หรือเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (สายฟิตเนส สายรักสุขภาพ สายควบคุมน้ำหนัก)

  • ระบุสารอาหารหรือจุดเด่นของเมนูให้ชัด เพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น

ใครเข้าใจลูกค้าสายสุขภาพก่อน และปรับเมนูได้เร็วกว่า มีโอกาสคว้ากำไรเพิ่มได้ก่อนคนอื่น

เทรนด์ความยั่งยืน: ช่วยโลกได้ แถมช่วยลดต้นทุน

อีกหนึ่งเทรนด์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งวันนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจ

เจ้าของร้านจำนวนมากยังเข้าใจว่าความยั่งยืนคือแค่การใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก แต่จริงๆ แล้วยังรวมถึงมิติอื่นๆ อีกมาก เช่น:

  • การบริหารจัดการ ขยะอาหาร (Food Waste) ลดของเหลือ ลดการสูญเสีย

  • การเลือกใช้ วัตถุดิบในประเทศ (Localize Sourcing) ให้มากขึ้น เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทย และสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ

  • ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า เพื่อลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

แนวคิด Localize Sourcing ปัจจุบันยังมีสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศราว 30% และนำเข้า 70% เพราะติดข้อจำกัดเรื่องปริมาณและการผลิต แต่ทิศทางในอนาคตคือ พยายามเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

ความยั่งยืน = ลดค่าไฟ ลดต้นทุน เพิ่มกำไร

การเอาแนวคิดความยั่งยืนมาวางเป็นหนึ่งในแกนหลักของธุรกิจ ไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องโลกร้อนหรือการลดคาร์บอน แต่ยังช่วยเรื่องตัวเลขในธุรกิจแบบชัดเจนด้วย

ตัวอย่างแนวทางที่เริ่มเห็นแล้วในธุรกิจร้านอาหาร:

  • ติดตั้งระบบ พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อช่วยลดค่าไฟ สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ราว 20–30%

  • รวมศูนย์ระบบจัดซื้อ และบริหารการขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานโดยรวมลดลงประมาณ 1–2%

เมื่อค่าใช้จ่ายลดลง กำไรของธุรกิจย่อมขยับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน แม้จะดูเป็นตัวเลขเล็กๆ แต่ในสเกลธุรกิจใหญ่หรือระยะยาว ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจมาก

ดิจิทัลและประสบการณ์ลูกค้า: ใครทำได้เนียน คนนั้นชนะ

นอกจากสุขภาพและความยั่งยืนแล้ว ยังมีอีกหลายเทรนด์ที่ร้านอาหารต้องจับตา และเริ่มลงมือทำจริงจัง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้ลูกค้ารู้สึกสะดวกสบายมากขึ้น

เทรนด์สำคัญที่เจ้าของร้านควรโฟกัส ได้แก่:

  • การนำ ดิจิทัล มาช่วยจัดการหน้าร้าน เช่น ระบบจดรับออเดอร์, การชำระเงินแบบดิจิทัล, ระบบจองคิวออนไลน์

  • การออกแบบ ประสบการณ์ (Experience) ให้แตกต่าง ตอบโจทย์ลูกค้าคนไทยที่รักความแปลกใหม่ และเบื่อง่าย

  • เน้น ความคุ้มค่าและคุณภาพ ไม่ได้แข่งกันที่ราคาอย่างเดียว แต่แข่งกันที่สิ่งที่ลูกค้าได้รับเมื่อเทียบกับเงินที่จ่าย

  • การพัฒนา นวัตกรรมเมนู ควบคู่กับการรักษาเอกลักษณ์เดิม เช่น เมนูและเครื่องดื่มแบบฟิวชั่น ที่ทั้งแปลกใหม่แต่ยังมีกลิ่นอายรสชาติคุ้นเคย

กลยุทธ์: ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ + ใช้ดิจิทัลผลักดันการเติบโต

สำหรับกลุ่มธุรกิจอาหารรายใหญ่ แนวทางขับเคลื่อนการเติบโตที่ชัดเจน คือการใช้สองแกนหลักมาทำงานคู่กัน

1. Reach Competitively – ขยายให้ไกล แต่ต้องสู้คู่แข่งได้

แนวทางนี้คือการใช้จุดแข็งด้านพอร์ตแบรนด์ที่ครอบคลุมแทบทุกเซ็กเมนต์ของตลาด ผ่าน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก เช่น

  • กลุ่มที่แข็งแรงในสาย Quick Service Restaurant (QSR) ภายใต้แบรนด์ฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง

  • กลุ่มที่โฟกัสตลาดอาหารญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

  • กลุ่มที่ทำตลาดอาหารไทย จีน และนานาชาติในหลายระดับราคา

เมื่อมีแบรนด์ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า ก็สามารถวางกลยุทธ์เจาะตลาดได้ชัดขึ้นและยืดหยุ่นกว่าเจ้าเล็กที่มีเพียงแบรนด์เดียว

2. Digital for Growth – ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องยนต์

อีกแกนคือการใช้ ดิจิทัลและข้อมูล (Data) มาช่วยตอบโจทย์ทั้งฝั่งธุรกิจและความต้องการของผู้บริโภค เช่น

  • วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าเพื่อออกแบบเมนู โปรโมชัน และบริการให้ตรงจุดมากขึ้น

  • วางกลยุทธ์การตลาดให้แตกต่างกันตามแต่ละเซ็กเมนต์ ไม่ใช้สูตรเดียวยิงทุกกลุ่ม

แนวคิดนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถ ส่งมอบคุณค่าที่ “คุ้ม” และ “มีคุณภาพ” ให้ลูกค้าได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องลงไปเล่นสงครามราคาเต็มตัว ซึ่งท้ายที่สุดมักทำร้ายทั้งผู้เล่นและอุตสาหกรรมในระยะยาว

บทสรุป: ปีหน้าไม่ใช่ปีของคน “อยู่เฉยๆ”

ปี 2026 สำหรับธุรกิจร้านอาหารไทยคือปีของคนที่ ขยับไว ปรับตัวเก่ง และกล้าลงมือทำมากขึ้นเป็นเท่าตัว

ใครที่ยังยืนอยู่กับที่ คิดแบบเดิม ทำแบบเดิม มีโอกาสสูงมากที่จะถูกตลาดทิ้งไว้ข้างหลัง

แต่สำหรับคนที่พร้อมจะเหนื่อยอย่างมีทิศทาง และเลือกเกาะให้ถูกเทรนด์ ทั้ง สุขภาพ และ ความยั่งยืน ผสานกับ ดิจิทัลและประสบการณ์ลูกค้า ก็ยังมีโอกาสไม่ใช่แค่รอด แต่ไปได้ไกลในเกมร้านอาหารที่แข่งขันเดือดขึ้นทุกปี