รับแอปรับแอป

จากเทรนนีสู่ศิลปินเต็มตัว: เรื่องเล่าความสนุก การเติบโต และความฝันใหม่ของ ‘ขุนพล BUS’ และ ‘ไทย BUS’

ธีรวัฒน์ ชัยศรี01-30

พี่ปี 2 ที่กำลังจะเลื่อนชั้น

สำหรับ ‘ขุนพล-ปองพล ปัญญามิตร’ และ ‘ไทย-ชญานนท์ ภาคฐิน’ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองคนค่อยๆ เป็นที่จดจำในฐานะ ‘ขุนพล BUS’ และ ‘ไทย BUS’ อย่างเต็มตัว

ปีแรกของการเดบิวต์ ความสนุกอาจหมายถึงความตื่นเต้นจากการได้ลองทำอะไรครั้งแรก แต่พอเดินมาถึงปีที่สอง คำว่า “สนุก” สำหรับทั้งคู่ก็เริ่มมีรายละเอียดมากกว่านั้น กลายเป็นความสนุกที่ผูกกับการเติบโต ความรับผิดชอบ และการได้ใส่ตัวตนลงไปในงานจริงๆ

แอลเมนเลยชวน ‘พี่ปี 2’ ทั้งสองคนมานั่งคุยกันแบบยาวๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวเข้าสู่สถานะ ‘พี่ปี 3’ อย่างเต็มตัวในฐานะศิลปินที่ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

ความสนุกของ BUS: จากวันแรกถึงวันนี้

ขุนพล: เขามองชัดเลยว่าความสนุกเปลี่ยนไปตามเวลา ไม่ใช่แค่ตัวความรู้สึก แต่รวมไปถึงโครงสร้างชีวิตศิลปินทั้งหมด

ตอนเป็นเทรนนี ความสนุกคือการได้ลองครั้งแรก ทั้งเรียนร้อง เรียนเต้น ทุกอย่างใหม่ไปหมด พอเดบิวต์ในปีแรก มีเพลงแรก มี MV แรก มันเป็นความตื่นเต้นแบบต่อเนื่อง

แต่พอเข้าสู่ปีที่สอง ความสนุกกลายเป็นอย่างอื่น

  • สนุกที่ได้ “ลงมือทำเอง” มากขึ้น

  • สนุกที่ได้มี input กับงานของตัวเองจริงๆ

  • สนุกจากการรู้สึกว่า “เราโตขึ้น” และมีพื้นที่ในการสร้างสรรค์มากขึ้น

สำหรับขุนพล ความสนุกของการเติบโต ก็คือการได้ทำอะไรที่มากขึ้นและลึกขึ้น ไม่ใช่แค่ทำตาม แต่ได้มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางด้วย

ไทย: เขาไม่ได้พยายามนิยามคำว่าความสนุกให้ซับซ้อน แต่กลับมองแบบเรียบง่ายว่า ถ้าในแต่ละวันยังรู้สึกมีความสุขอยู่ นั่นก็ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายชีวิตที่สำเร็จแล้ว

การอยู่ด้วยกัน 12 คนใน BUS ทำให้ทุกกิจกรรมมี “เคมี” บางอย่างที่ทำให้เขาอยากใช้เวลาด้วยกันทุกวัน ไม่ใช่ความสนุกแบบหัวเราะตลอดเวลาอย่างเดียว แต่คือ

  • สนุกกับการใช้ชีวิตร่วมกัน

  • สนุกกับการผ่านเรื่องราวทั้งดีและแย่ไปพร้อมกัน

  • ต่อให้มีทะเลาะกันบ้าง ก็ยังสนุกกับการหาทางผ่านมันไปให้ได้

สนุกสำหรับไทย จึงไม่ใช่ภาพที่สวยสมบูรณ์แบบตลอดเวลา แต่คือการมีชีวิตจริงร่วมกันกับคนกลุ่มหนึ่งอย่างเต็มที่

เมื่อมองย้อนกลับไป ตัวเองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

ขุนพล: จากเด็กฟังเพลงสากล สู่การเปิดใจให้ T-pop

ขุนพลเล่าว่า ช่วงเป็นเทรนนี เขามีชุดความคิดและความฝันแบบหนึ่ง แต่พอเดบิวต์และเดินเข้าปีที่สอง เขารู้สึกชัดว่าหลายอย่างเปลี่ยนไปเยอะมาก

บางอย่างไม่ได้เป็นตามที่คิดไว้ แต่เขาไม่มองว่าเป็นเรื่องแย่ ตรงกันข้าม มันทำให้เขาได้เรียนรู้ว่ามีโลกอีกเยอะมากที่ตัวเองยังไม่รู้จัก

สิ่งสำคัญที่เขาได้เรียนรู้คือ การเปิดใจ

แต่ก่อนขุนพลเป็นคนฟังเพลงสากลมากกว่าเพลงไทย แต่พอเดบิวต์มาเป็นศิลปิน T-pop ความเป็นไทยกลายเป็นสิ่งที่เขาต้องรับมือและเรียนรู้ เขาเลยเริ่มเปิดใจฟัง

ผลคือ

  • พบว่ามีศิลปินไทยอีกมากที่ไม่เคยลองฟังมาก่อน

  • มีแนวเพลงที่ไม่เคยลองร้อง แต่พอได้ลองก็พบว่า “เออ…ชอบเหมือนกัน”

การเปิดใจจึงไม่ได้ทำให้เขาห่างจากสิ่งที่ตัวเองถนัดอย่างเพลงสากล แต่กลับทำให้โลกของเพลงกว้างขึ้น และตัวตนของเขาก็ซับซ้อนขึ้นในแบบที่เขาเองก็ไม่ได้คาดไว้

ไทย: เฟรชไม่เท่าเดิม แต่ตัวตนกลับชัดขึ้น

ไทยเพิ่งย้อนกลับไปดู documentary ที่เล่าเรื่องช่วงเดบิวต์ของวงอื่น แล้วก็เลยย้อนกลับไปดูตัวเองตอนเดบิวต์ด้วย

เขาไม่ได้โฟกัสเรื่องสกิลมากนัก เพราะมองว่านั่นเป็นสิ่งที่คนดูจะเป็นคนตัดสิน แต่สิ่งที่เขาสังเกตคือ ทัศนคติและความเฟรชของตัวเอง

พอผ่านมาถึงปีที่สองของการเป็น BUS เขายอมรับแบบตรงๆ ว่าไม่ได้เฟรชเท่าวันแรกแล้ว และตอนที่เดบิวต์ก็ยังไม่เฟรชเท่าตอนเข้า 789SURVIVAL ใหม่ๆ ด้วยซ้ำ

แต่ที่น่าสนใจก็คือ

  • เขายังชอบตัวเองในแต่ละช่วงเวลา

  • ชอบตัวเองตอนเฟรชๆ และเชื่อว่าแฟนๆ ก็รู้สึกเหมือนกัน

  • เลยชอบย้อนกลับไปดูคลิปเก่าๆ เพราะมันทำให้เห็นว่าเคยเป็นคนยังไงในวันที่ทุกอย่างเพิ่งเริ่ม

ความเฟรชอาจลดลงตามเวลา แต่ความเข้าใจตัวเองกลับเพิ่มขึ้นทุกปี

BUS Cover Project: โปรเจกต์ที่ได้ใส่ตัวเองลงไปเต็มที่

ช่วงนี้หนึ่งในงานที่แฟนๆ ได้เห็นตัวตนของ BUS ชัดที่สุด คือโปรเจกต์ BUS Cover Project ที่สมาชิกแต่ละคนมีโอกาสเลือกเพลงและไอเดียของตัวเอง

ไทย: เพลงที่อยากให้เปิดตอนอาบน้ำ

ไทยยังขออุบว่าเพลงของตัวเองจะปล่อยวันไหน แต่ยอมเล่าถึงเบื้องหลังการเลือกเพลงและคอนเซ็ปต์แบบจัดเต็ม

ตอนที่ต้องเลือกเพลง เขาคิดแค่ว่าอยากทำเพลงที่ฟังได้เรื่อยๆ ฟังได้ทุกเวลา โดยมีโจทย์หลักในหัวคือ

  • อยากให้เป็นเพลงที่เปิดตอนอาบน้ำได้แบบเพลินๆ

  • หรือเปิดฟังชิลๆ เวลาไหนก็ได้ ไม่ต้องคิดเยอะ

ในส่วนของตัว cover video เขาอยากให้เข้าถึงง่ายและดูเป็นธรรมชาติ ไม่เป๊ะจัดหรือคัตเยอะเกินไป แนวทางเลยออกมาในฟีลแบบ

  • เน้น long take มากขึ้น

  • ขยับไปด้วยความลื่นไหลมากกว่าการตัดต่อรัวๆ

เขายอมรับว่าตอนเลือกเพลงคิดเยอะมาก มีหลายเพลงที่ชอบ ทั้งเพลงที่ตัวเองอินและเพลงที่เพื่อนๆ ชอบ แต่ทุกครั้งที่ถูกถามเรื่องเพลง เขามักจะเป็นคนเลือกทีหลังสุด เพราะอยากมั่นใจว่าเพลงที่เลือกจะ “เหมาะกับตัวเองที่สุดจริงๆ”

ขุนพล: วินเทจแบบที่รัก และเมืองเก่าที่เหมือนบ้าน

ขุนพลเลือกเพลงสากลอย่าง I Think They Call This Love เพราะอยากเริ่มต้นจากสิ่งที่ตัวเองถนัดและรักเป็นพิเศษ

เขาชอบศิลปินยุคนี้ที่ทำเพลงให้มีกลิ่นแบบเพลงเก่าๆ และรู้สึกว่าตรงกับตัวเองมาก เพราะเขาเป็นสายวินเทจเต็มตัว โตมากับของแอนะล็อก และทันยุคเทปคาสเซตแบบจริงจังด้วย พ่อมีเก็บไว้ที่บ้าน

ในโปรเจกต์นี้ เขาได้ใส่ตัวเองลงไปแบบเต็มที่ ทั้งในแง่ไอเดียและบรรยากาศของงาน

  • เสนอไอเดียให้ทีมงาน แล้วทีมก็เอาไปต่อยอดกลับมาเป็นงานที่เขารู้สึกว่า “ใช่เลย”

  • เลือกไปถ่าย cover video ในย่านเมืองเก่า ซึ่งมีความผูกพันเป็นพิเศษเพราะเขาเรียนที่สวนกุหลาบ

แถวนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน

ภาพในหัวของเขาคือเด็กมัธยมที่เดินเมก้า พลาซ่า แถวสะพานเหล็ก ซื้อฟิล์มไปใส่กล้อง และซึมซับบรรยากาศเก่าๆ รอบตัว

โปรเจกต์นี้เลยไม่ใช่แค่การทำ cover แต่กลายเป็นการบันทึกตัวตนของเขาในช่วงเวลาหนึ่งไว้ผ่านเพลงและภาพเคลื่อนไหว

เมื่อแผ่นเสียงกลายเป็นไวรัลของความโรแมนติก

เมื่อมีคนพูดกันว่า “แผ่นเสียงของขุนพล เอาไปใส่กับอะไรก็โรแมนติก” เจ้าตัวก็รู้สึกทั้งดีใจ ทั้งเซอร์ไพรส์ในเวลาเดียวกัน

เขายอมรับว่าตอนแรกกังวลเหมือนกันว่าเพลงของตัวเองจะถูกเอาไปเล่นชาเลนจ์แบบไหน จะเข้ากับอะไรได้บ้างหรือเปล่า

แต่พอแฟนคลับเริ่มคิดคอนเทนต์ขึ้นมา กลายเป็นไวรัลแบบไม่ทันตั้งตัว

  • มีคนเอาเพลงไปตัดกับคลิปของพี่คิมจาก PROXIE ที่เต้นแรงๆ

  • เอาไปใส่กับวิดีโอของศิลปิน เพื่อนๆ และนักแสดงหลายคน

ทุกอย่างกลับเวิร์กแบบคาดไม่ถึง จนเขารู้สึกขอบคุณคนคิดชาเลนจ์นี้จากใจจริง

และเขาหวังว่าไม่ว่าเพลงจะไปอยู่ในสถานการณ์ไหน มันจะยังทำให้คนฟังรู้สึกดี และรับพลังบวกจากมันได้เสมอ พร้อมชวนทุกคนมาเล่นกันต่อเยอะๆ

ไฮไลต์แห่งปี 2025 ของแต่ละคน

ไทย: ความทรงจำบนเวที LIGHT THE WORLD

สำหรับไทย ไฮไลต์ของปี 2025 คือคอนเสิร์ตใหญ่ LIGHT THE WORLD ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบครั้งแรกของ BUS

เขาจำโมเมนต์ตอนอยู่บนเวทีและตอนคอนเสิร์ตจบได้ชัดมาก ว่าตัวเองมีความสุขแค่ไหน

สิ่งที่เขาชอบเป็นพิเศษคือช่วงหลังเล่นจบ

เพราะสำหรับเขา ความรู้สึกของตัวเองในวินาทีนั้น น่าจะสะท้อนความรู้สึกของทุกคนที่มาดูในวันเดียวกันได้ด้วยเหมือนกัน

หลังจบทั้งสามวัน คนดูกลับหมดแล้ว แต่ทีมงานเรียกทุกคนมารวมตัวกันบนเวทีเพื่อถ่ายรูปร่วมกัน ไทยจำได้ว่าหันไปบอกสมาชิก BUS คนหนึ่งว่า

“ชอบความรู้สึกแบบนี้มาก”

และโมเมนต์นั้นก็กลายเป็นภาพจำที่ยังชัดอยู่ในใจเขาจนถึงทุกวันนี้

ขุนพล: ความสับสนที่ถูกปลดล็อกจากโชว์ของ Alicia Keys

สำหรับขุนพล ไฮไลต์ของปีคือการได้ไปเล่นและดูโชว์ที่ Summer Sonic

ปีนั้นเป็นปีที่เขายอมรับว่าออกจะ “สับสน” อยู่พอสมควร เพราะหลังจากปีแรกที่ทุกอย่างเป็นครั้งแรก ตื่นเต้น สนุก และได้ลุ้นตลอดเวลา พอเข้าปีที่สอง เขาเริ่มถามตัวเองว่า

  • ถ้าปีแรกเราทำได้เต็มสิบ ปีถัดไปจะยังเป็นสิบอยู่ไหม?

  • หรือมันจะลดลงเหลือแค่เจ็ดหรือแปด?

เขาเป็นคนที่กดดันตัวเองอยู่แล้ว เลยเต็มไปด้วยคำถามในหัว จนกระทั่งได้ไปดูคอนเสิร์ตหลายๆ ศิลปินที่ Summer Sonic

แต่คนที่ส่งผลกับเขามากที่สุดคือ Alicia Keys

เขารู้สึกได้ถึงความจริงใจในวิธีที่เธอถ่ายทอดอารมณ์ผ่านเพลง ทั้งเรื่องชีวิต ความรัก และความเศร้า ทุกอย่างมันตรงไปตรงมาจนคนที่เป็นศิลปินด้วยกันอย่างเขานั่งดูแล้วรู้สึกว่า

ตัวเองยังมีอะไรอีกเยอะที่ต้องลองและต้องเผชิญ

ช่วงท้ายโชว์ Alicia Keys พูดกับทุกคนว่า อยากให้ช่วยเปิดแฟลชขึ้นมา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพวกเราเคยทำให้โลก และสถานที่ตรงนี้น่าอยู่มากแค่ไหน และย้ำว่า

อย่าลืมว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน

อย่าลืมว่าเราเคยเป็นคนที่สดใสแค่ไหน

ขุนพลฟังแล้วร้องไห้ออกมาเลย เพราะในตอนนั้นเขามีความหมองในใจอยู่มาก แต่ประโยคนี้เหมือนปลดล็อกอะไรบางอย่างในตัวเขาแบบฉับพลัน

ความฝันของปีหน้า: แต่งเพลงเอง และหาตัวตนให้ชัดขึ้น

ขุนพล: ถึงเวลาเขียนเพลงของตัวเอง

ขุนพลตั้งใจว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่เขาเริ่มลงมือแต่งเพลงเองอย่างจริงจัง ในมุมของเขา การแต่งเพลงเป็นเหมือนหนึ่งในภารกิจสำคัญของการเป็นศิลปิน

สิ่งที่เขาอยากทำคือ

  • สร้างงานที่ เป็นตัวเองที่สุด

  • เอาสิ่งที่เรียนรู้มาจากปีนี้ไปปรับใช้ในปีหน้า

  • ถ้าจะหยิบเทรนด์มาใช้บ้าง ก็ขอให้เป็นแค่ “กลิ่น” ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ถูกปั้นมาเรียบร้อย

เขายังอยากจะ

  • แอ็กทีฟกับชีวิตตัวเองมากขึ้น

  • เล่นกับโซเชียลให้มากขึ้น

เพราะปีหน้าจะเรียนจบแล้ว ทำให้มีเวลาโฟกัสกับสิ่งที่อยากทำจริงๆ มากขึ้น

ในมุมมองของเขา

  • ปีแรกคือปีที่มีพี่ๆ คอยสอน

  • ปีสองคือปีที่ใช้ไปกับการ “ค้นหาตัวเอง”

  • ปีสามจะเป็นปีที่เริ่ม ลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองวางแผนไว้

ไทย: อยากเป็นคนทำอาหารเองในห้องบันทึกเสียง

ไทยเองก็อยากมีส่วนร่วมกับเพลงมากขึ้นกว่าเดิม ที่ผ่านมา เวลาทำเพลงทีมงานมักจะถามว่าเขาอยากเล่าเรื่องอะไร แล้วค่อยเอาเรื่องราวจากตัวเขาไปต่อยอดเป็นงาน

แต่ปีหน้าความตั้งใจของเขาคือ อยากลงมือช่วยทำตั้งแต่ต้นทาง เหมือนเปลี่ยนจากคนกิน มาเป็นคนลงมือทำอาหารเอง

เขาอยาก

  • ช่วยแต่งเพลง

  • ใส่ตัวเองลงไปในรายละเอียดของงานมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่ามันจะทำให้เขา อินกับงานมากขึ้น และกลายเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขาจริงๆ

ไทยยังมองอีกว่า เมื่อปีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าอยากอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ต่อไปได้นานๆ เราต้องมีตัวตนที่ชัดเจน และต้องรีบหามันให้เจอโดยเร็ว

เงื่อนไขเดียวคือ ตัวตนนั้นต้องเป็นสิ่งที่เราไม่อายที่จะเป็น

แล้วปีหน้าของ BEUS ล่ะ จะมีอะไรให้ติดตามไหม?

เรื่องของ BEUS ในปีหน้า ไทยบอกแบบไม่กั๊กว่า มีอะไรให้ติดตามเพียบแน่นอน

เขาเล่าว่าทุกครั้งที่สมาชิกได้เจอกัน จะต้องมีอะไรให้ทำตลอด ไม่ใช่แค่มานั่งคุยเล่นเฉยๆ พวกเขากำลังค่อยๆ ทำหลายอย่างอยู่ แต่ยังพูดไม่ได้เยอะ เพราะอยากเก็บความเซอร์ไพรส์เอาไว้ให้แฟนๆ ได้ว้าวกันตอนเปิดตัวจริง

สรุปคือ แฟน BEUS ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะไม่มีอะไรให้ตาม ปีหน้าจะเป็นอีกปีที่ต้องคอยลุ้น คอยเชียร์ และคอยเติบโตไปพร้อมๆ กับพวกเขาแน่นอน

สองปีที่ผ่านมา ขุนพล BUS และ ไทย BUS ผ่านทั้งความสนุก ความสับสน ความฝัน และความเปลี่ยนแปลงมาเยอะมาก แต่สิ่งที่เหมือนเดิมคือ ทั้งคู่ยังอยากทำเพลงที่เป็นตัวเอง และอยากให้คนฟังรู้สึกดีในทุกครั้งที่กดเล่นเพลงของพวกเขา