ZestBuy

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เตรียมพิชิตเอเวอเรสต์ หลังปีนภูเขาสูง 6,200 เมตรสำเร็จ

โปรไฟล์ Phanuphong.TPhanuphong.T06-22
ความสนใจหุ่นยนต์ AI

วงการหุ่นยนต์กำลังเข้าใกล้อีกหนึ่งเป้าหมายที่เคยดูเหมือนเป็นเรื่องในภาพยนตร์ไซไฟ หลัง Pemba หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่พัฒนาจากแพลตฟอร์ม Unitree G1 สามารถพิชิตยอดเขา Chimborazo ในประเทศเอกวาดอร์ได้สำเร็จ และกำลังถูกเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม นั่นคือการปีน Mount Everest ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงการโชว์ศักยภาพของหุ่นยนต์ แต่เป็นการทดสอบว่าเทคโนโลยีฮิวแมนนอยด์สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและคาดเดาได้ยากนอกห้องทดลองมากน้อยแค่ไหน

พิชิต Chimborazo ภูเขาสูงกว่า 6,200 เมตร

Pemba เป็นหุ่นยนต์ที่ถูกดัดแปลงจาก Unitree G1 ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากบริษัท Unitree Robotics ของจีน โดยล่าสุดสามารถขึ้นถึงยอดเขา Chimborazo ที่ความสูงราว 6,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลได้สำเร็จ ถือเป็นหนึ่งในการทดสอบภาคสนามที่ท้าทายที่สุดสำหรับหุ่นยนต์ประเภทนี้

การเดินทางดังกล่าวใช้เวลารวมประมาณ 16 ชั่วโมง และต้องเผชิญทั้งอากาศหนาวจัด พื้นผิวหิน เถ้าภูเขาไฟ น้ำแข็ง และระดับออกซิเจนที่เบาบางกว่าพื้นที่ปกติอย่างมาก

ทีมพัฒนาระบุว่าหุ่นยนต์สามารถเดินด้วยตัวเองในหลายช่วงของเส้นทาง โดยเฉพาะบริเวณที่มีความชันไม่เกิน 30 องศา ส่วนพื้นที่อันตรายหรือมีความชันสูงมากยังต้องอาศัยการช่วยเหลือจากทีมงานมนุษย์เป็นบางช่วง

โครงการ Triple Crown ตั้งเป้าไปไกลกว่าเดิม

การปีน Chimborazo เป็นเพียงภารกิจแรกของโครงการที่มีชื่อว่า Triple Crown ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบขีดจำกัดของหุ่นยนต์ในสภาพแวดล้อมสุดขั้วของโลก

หลังจากนี้ Pemba มีแผนเดินทางไปยัง Mauna Kea ในฮาวาย ซึ่งถือเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในโลกหากวัดจากฐานใต้น้ำ ก่อนจะก้าวสู่เป้าหมายสูงสุดอย่าง Mount Everest ที่มีความสูง 8,849 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ทีมงานมองว่าการไต่ระดับความยากทีละขั้นจะช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทรงตัว ระบบขับเคลื่อน แบตเตอรี่ การจัดการความร้อน และความทนทานของฮาร์ดแวร์ได้อย่างละเอียดก่อนเผชิญความท้าทายบนเอเวอเรสต์

เอเวอเรสต์คือบททดสอบที่ยากกว่าหลายเท่า

แม้การขึ้น Chimborazo จะเป็นความสำเร็จสำคัญ แต่การพิชิตเอเวอเรสต์ยังเป็นอีกระดับหนึ่งของความยาก

นอกจากความสูงที่มากกว่าเดิมหลายพันเมตรแล้ว เอเวอเรสต์ยังมีอุณหภูมิติดลบอย่างรุนแรง ลมความเร็วสูง พายุหิมะ และพื้นที่เสี่ยงอันตรายจำนวนมาก ซึ่งส่งผลทั้งต่อมนุษย์และระบบอิเล็กทรอนิกส์ของหุ่นยนต์โดยตรง

ความท้าทายสำคัญอีกด้านคือแบตเตอรี่ เนื่องจากสภาพอากาศหนาวจัดสามารถลดประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ได้อย่างมาก ขณะที่ระบบมอเตอร์และเซ็นเซอร์ก็ต้องทำงานอย่างต่อเนื่องบนภูมิประเทศที่ไม่สม่ำเสมอ

ด้วยเหตุนี้ ทีมพัฒนาจึงติดตั้งระบบระบายอากาศและชุดป้องกันสภาพอากาศพิเศษให้กับ Pemba เพื่อช่วยรับมือกับสภาพแวดล้อมระดับสูงที่หุ่นยนต์ทั่วไปไม่เคยถูกออกแบบมาให้ใช้งานมาก่อน

เป้าหมายไม่ใช่แค่การปีนเขา

ผู้พัฒนาโครงการย้ำว่าจุดประสงค์หลักไม่ใช่การสร้างสถิติหรือสร้างกระแส แต่เป็นการศึกษาว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สามารถช่วยมนุษย์ในพื้นที่อันตรายได้มากน้อยเพียงใด

หากหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ในพื้นที่ที่มีอากาศเบาบาง หนาวจัด และเดินทางลำบาก เทคโนโลยีเดียวกันนี้อาจถูกนำไปใช้ในภารกิจค้นหาและกู้ภัย งานสำรวจทางวิทยาศาสตร์ หรือการทำงานในพื้นที่ที่เสี่ยงเกินกว่ามนุษย์จะเข้าไปปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย

ก้าวใหม่ของหุ่นยนต์นอกห้องทดลอง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มักถูกทดสอบในโรงงาน ห้องทดลอง หรือสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ แต่โครงการ Pemba แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มใหม่ของวงการ ที่เริ่มผลักดันหุ่นยนต์ออกไปเผชิญโลกจริงมากขึ้น

แม้การพิชิต Mount Everest ยังเป็นเป้าหมายในอนาคตและเต็มไปด้วยอุปสรรคทางวิศวกรรมอีกมาก แต่การที่หุ่นยนต์สามารถขึ้นถึงยอดเขาสูงกว่า 6,200 เมตรได้สำเร็จแล้ว ก็ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าขีดจำกัดของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังขยับออกไปไกลกว่าที่หลายคนเคยคาดคิดไว้มาก

 ที่มา interestingengineering

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น