นักวิจัยจาก Université Polytechnique Hauts-de-France ในฝรั่งเศสเปิดเผยวิธีการใหม่ในการตรวจสอบความแท้ของผลงานศิลปะ ซึ่งอาจช่วยให้พิพิธภัณฑ์ นักสะสม และบริษัทประมูลสามารถตรวจจับภาพปลอมได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผลงานของ Vincent van Gogh ศิลปินชื่อดังที่มีผลงานถูกปลอมแปลงมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ศิลปะ
เทคนิคดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเก็บตัวอย่างสีหรือสัมผัสพื้นผิวของภาพวาดโดยตรง แต่ใช้การวิเคราะห์ภาพความละเอียดสูงร่วมกับหลักการทางคณิตศาสตร์เพื่อค้นหา "ลายเซ็น" เฉพาะตัวที่ซ่อนอยู่ในรอยพู่กันของศิลปินแต่ละคน
ใช้คณิตศาสตร์วิเคราะห์ร่องรอยพู่กัน
หัวใจสำคัญของวิธีนี้คือการเปลี่ยนภาพถ่ายความละเอียดสูงของงานศิลปะให้กลายเป็นแผนที่พื้นผิวแบบสามมิติ จากนั้นจึงวิเคราะห์ความซับซ้อนของพื้นผิวสีและรอยพู่กันด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Fractal Analysis หรือการวิเคราะห์รูปแบบเชิงเศษส่วน
นักวิจัยเชื่อว่าศิลปินแต่ละคนมีลักษณะการลงพู่กันที่สม่ำเสมอและเป็นเอกลักษณ์ แม้จะสร้างผลงานในช่วงเวลาที่ต่างกันก็ตาม เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาวัดค่าเชิงคณิตศาสตร์ จึงสามารถสร้างสิ่งที่ทีมวิจัยเรียกว่า "Morphological Signature" หรือเอกลักษณ์เชิงรูปทรงของศิลปินได้
François Berkmans หัวหน้าทีมวิจัยอธิบายว่า วิธีนี้เปรียบเสมือนการสร้างลายนิ้วมือดิจิทัลของศิลปินจากร่องรอยพู่กัน โดยไม่ต้องทำลายหรือรบกวนสภาพของภาพวาดต้นฉบับเลย
ทดลองกับผลงาน Van Gogh จริงและภาพปลอม
เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของระบบ ทีมวิจัยได้นำผลงาน Van Gogh ที่ได้รับการยืนยันแล้วหลายชิ้นมาสร้างฐานข้อมูลอ้างอิง ก่อนนำไปเปรียบเทียบกับผลงานที่มีประวัติการถกเถียงเรื่องความแท้จริง
ผลการทดลองพบว่าเทคนิคดังกล่าวสามารถระบุได้อย่างถูกต้องว่า The Plowmen ซึ่งเป็นภาพที่ถูกยืนยันก่อนหน้านี้ว่าเป็นของปลอม มีรูปแบบรอยพู่กันที่แตกต่างจากผลงานของ Van Gogh อย่างชัดเจน
ในทางกลับกัน ภาพ Sunset at Montmajour ซึ่งเคยเป็นผลงานที่มีข้อถกเถียงเรื่องความแท้จริงมานานหลายสิบปี กลับมีรูปแบบที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของ Van Gogh และตรงกับผลการยืนยันจากพิพิธภัณฑ์ Van Gogh ที่เคยรับรองความแท้ของผลงานชิ้นนี้เมื่อปี 2013
แยกแยะศิลปินต่างยุคได้ด้วย
นอกจากการตรวจจับภาพปลอมแล้ว นักวิจัยยังนำระบบไปทดสอบกับผลงานของศิลปินคนอื่นด้วย
ผลปรากฏว่าวิธีดังกล่าวสามารถแยกแยะผลงานของ Van Gogh ออกจากผลงานของ David Klöcker Ehrenstrahl จิตรกรชาวสวีเดนในศตวรรษที่ 17 ได้อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าเทคนิคนี้อาจนำไปประยุกต์ใช้กับศิลปินคนอื่นในอนาคตได้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ Van Gogh เพียงคนเดียว
อาจช่วยลดปัญหาภาพปลอมในวงการศิลปะ
ปัจจุบันการตรวจสอบความแท้ของผลงานศิลปะยังต้องอาศัยหลายวิธีร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบประวัติความเป็นมา การวิเคราะห์เม็ดสี การตรวจสอบทางเคมี หรือการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ ซึ่งหลายครั้งอาจใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง
ทีมวิจัยจึงมองว่าเทคโนโลยีใหม่นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแทนที่ผู้เชี่ยวชาญ แต่จะเป็นเครื่องมือเสริมที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ โดยเฉพาะในกรณีที่มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับความแท้ของผลงาน
ก้าวใหม่ของการพิสูจน์ผลงานศิลปะ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการศิลปะเริ่มนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยตรวจสอบผลงานมากขึ้น ตั้งแต่ AI การสแกนด้วยรังสีเอกซ์ ไปจนถึงการวิเคราะห์สารเคมีในเม็ดสี แต่เทคนิคใหม่จากฝรั่งเศสได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นวิธีที่ไม่ต้องสัมผัสผลงานและสามารถวิเคราะห์ได้จากภาพถ่ายคุณภาพสูงเพียงอย่างเดียว
หากได้รับการยอมรับในวงกว้าง เทคโนโลยีนี้อาจกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญสำหรับพิพิธภัณฑ์ นักสะสม และบริษัทประมูลทั่วโลก ในการรับมือกับปัญหาภาพปลอมที่สร้างความเสียหายให้กับวงการศิลปะมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์มานานหลายทศวรรษ และอาจช่วยให้การพิสูจน์ผลงานของศิลปินระดับตำนานอย่าง Van Gogh มีความแม่นยำมากขึ้นกว่าเดิม
ที่มา community


ความคิดเห็น