เคมีใหม่ที่สายหนังรักห้ามพลาด
สองปีที่ผ่านมา กระแสซีรีส์ Girls’ Love หรือแซฟฟิกโตแบบไม่แผ่ว ทั้งสร้างพื้นที่ให้ผู้ชมได้เห็นตัวเองในเรื่องราว และสะท้อนว่าสังคมเริ่มเปิดรับความหลากหลายมากขึ้น
หนึ่งในผลงานที่ถูกจับตาหนักมากตอนนี้คือ ‘Us รักของเรา’ จาก GMMTV ซีรีส์โรแมนติก–ดราม่าที่เล่าเรื่องความรักของผู้หญิงสองคนท่ามกลางบาดแผลในครอบครัวและเรื่องที่พูดออกไปไม่ได้
หัวใจของเรื่องคือการโคจรมาพบกันของ เอมี่–ทสร กลิ่นเนียม และ บอนนี่–ภัทราภัสร์ โบรัชตะสุวรรณ์ สองนักแสดงสาวที่ก้าวขึ้นมารับบทนำเต็มตัวครั้งแรก เคมีของทั้งคู่คือสิ่งที่ทำให้คนดูพูดถึงไม่หยุด
ในเรื่อง บอนนี่ รับบทเป็น ‘ดอกรัก’ เด็กสาวที่หนีออกจากบ้านเพราะถูกคาดหวังให้เป็นหมอ ทั้งที่ตัวเองรักศิลปะและดนตรี เธอมาทำงานร้านกาแฟและแกลเลอรี่ ใช้ชีวิตลำพังอย่างดื้อดึงแต่เปราะบาง
จนได้เจอกับ ‘แพม’ หมอสาวที่รับบทโดยเอมี่ แล้วเผลอใจรักกัน ทว่าความรู้สึกกลับต้องถูกเก็บไว้เพราะดอกรักกลายเป็นสะพานเชื่อมรักให้พี่ชายตัวเอง
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องรัก แต่คือเรื่องของการเลือกตัวเอง การแบกรับความคาดหวัง และการเติบโตไปพร้อมกับความรู้สึกที่พูดไม่ได้
Bonnie: จากเด็กขี้อายสู่ ‘ดอกรัก’ ที่มีแพสชั่นล้นเฟรม
เด็กขี้อายที่เคยฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูน
บอนนี่เล่าว่าชีวิตวัยเด็กของเธอเรียบง่าย เป็นเด็กสดใส แอบร่าเริงแต่ดันขี้อายสุดๆ เวลาเจอญาติๆ แม่ชอบให้ร้องเพลงโชว์ แต่เธอไม่กล้าขึ้นมาจริงๆ
ครั้งหนึ่งเธอเคยฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูน เพราะรักการวาดรูปมาก พอโตขึ้นจึงเริ่มรู้ว่าบางทีอาจไม่ใช่เส้นทางของตัวเอง จนช่วงสองสามปีก่อน เธอตัดสินใจลองทำอะไรใหม่ๆ
เริ่มจากงานถ่ายแบบ
ต่อด้วยเดินแบบ
แล้วก็มีคนชวนให้ลองเล่นซีรีส์
จากคนที่คิดว่าตัวเองขี้อาย เธอค่อยๆ ก้าวเข้าสู่โลกการแสดงแบบไม่ทันตั้งตัว
การแสดงในมุมมองของบอนนี่: ศิลปะที่ได้ลงมือทำจริง
สำหรับบอนนี่ การแสดงไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่มันคือศิลปะชิ้นหนึ่ง ที่เธอได้ใช้มือของตัวเองสร้างขึ้นมา
ตอนเริ่มเข้าวงการ เธอยอมรับว่ากดดันมาก เพราะแทบไม่มีพื้นฐานการแสดงเลย ทุกอย่างต้องเรียนรู้ใหม่หมด แต่พอได้ลองจริงๆ เธอกลับพบว่ามันคือประสบการณ์ที่คุ้มค่า และทำให้เธออยากพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ
ก้าวแรกในบทนำ และเสน่ห์ของ ‘ดอกรัก’
การได้ขึ้นมารับบทนำครั้งแรกใน ‘Us รักของเรา’ สำหรับบอนนี่คือทั้งความตื่นเต้นและอึ้งไปพร้อมกัน เพราะตอนแคสต์เธอไม่ได้คาดหวังเลย แต่กลับได้โอกาสที่ใหญ่เกินคาด
เธออธิบายตัวละคร ‘ดอกรัก’ ว่าเป็นคนที่
มีความเป็นตัวของตัวเองสูง
รักศิลปะและดนตรี
หนีออกจากบ้านเพราะไม่อยากเดินตามเส้นทางที่ครอบครัววางไว้
บอนนี่บอกว่า เธอเชื่อมกับดอกรักได้ง่าย เพราะมีความชอบคล้ายกัน แต่ความยากอยู่ที่ดีเทลของตัวละคร โดยเฉพาะซีนอารมณ์ที่ต้องเข้าใจว่า น้ำตาแต่ละครั้งมีความรู้สึกไม่เหมือนกัน ไม่ใช่แค่ความเสียใจอย่างเดียว
เธอจึงต้องใช้เวลา “เชื่อ” ว่าตัวเองคือดอกรักจริงๆ คิดและรู้สึกแบบตัวละคร แล้วค่อยปล่อยออกมาผ่านการแสดง
Girls’ Love ครั้งแรก ที่ทั้งกดดันและเปิดโลก
นี่คือผลงาน Girls’ Love ครั้งแรกของบอนนี่ และยังเป็นครั้งแรกที่เธอต้องเล่นคู่ลึกซึ้งกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
เลยทำให้
ตื่นเต้นมาก
กดดันมาก
ต้องใช้พลังจากข้างในค่อนข้างเยอะ เพราะโทนเรื่องเป็นดราม่า
อีกเรื่องที่ท้าทายคือ การเล่นกีตาร์ในเรื่อง ด้วยเวลาซ้อมจำกัด บางเพลงต้องแกะโน้ตสดๆ หน้างาน เธอเคยเล่นบ้างแต่ไม่ถึงขั้นเซียน จับได้แต่คอร์ดง่ายๆ เลยต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ทุกฉากออกมาดูเป็น “ดอกรัก” ที่รักดนตรีจริงๆ
เธอมองว่าซีรีส์เรื่องนี้มีความเรียลมาก ทั้งไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงสองคนที่ใช้ชีวิตร่วมกัน และการเติบโตของตัวเองในฐานะนักแสดง
มันไม่ใช่แค่ซีรีส์ แต่เป็นโรงเรียนที่ทำให้เธออัปสกิลทุกด้าน
การแสดง
การร้องเพลง
การเล่นดนตรี
การจัดการเวลาและตัวเอง
เคมีในชีวิตจริงกับเอมี่: ต่างกันแต่โคตรลงตัว
ก่อนจะมาร่วมงานกัน บอนนี่เคยเห็นเอมี่ในผลงานอื่นและแอบคิดในใจว่า “พี่เขาเท่มาก อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะอยากเล่นกับเรามั้ย”
พอได้ทำงานด้วยจริงๆ กลับพบว่าเอมี่ไม่ได้เข้าถึงยากอย่างที่คิด แต่เป็นคนชิลล์ คุยง่าย และโอเพ่นมาก
ความต่างที่สุดอย่างหนึ่งของคู่นี้ดันอยู่ที่ “อาหาร”
ของที่เอมี่กิน บอนนี่มักจะไม่กิน
ของที่บอนนี่ชอบ เอมี่ก็ไม่แตะ
แต่ความต่างนี่แหละที่ทำให้บทสนทนาบนเซ็ตสนุกขึ้น และช่วยให้ทั้งคู่สนิทกันเร็ว เพราะกลายเป็นเรื่องแซวเล่นกันได้ตลอด
คำที่นิยามตัวเอง: ความเป็นธรรมชาติ
ผู้กำกับฝน–ขนิษฐามักบอกบอนนี่ว่า สิ่งที่เป็นเสน่ห์ที่สุดของเธอคือ “ความเป็นธรรมชาติ”
เธอบอกว่าตัวเองเป็นคนชิลล์ แสดงออกตามที่รู้สึก ไม่ค่อยสร้างกรอบหรือกำแพงมาปิดกั้นความคิดตัวเอง เวลายืนหน้ากล้อง คนเลยมักจะเห็น “บอนนี่ที่เป็นบอนนี่จริงๆ” ซ้อนอยู่บนตัวละครเสมอ
ความฝันของสาววัย 20: ความสำเร็จที่ “อิ่ม” พอดี
บอนนี่ในวัย 20 ตั้งความหวังกับชีวิตไว้อย่างนุ่มนวลแต่ชัดเจน
อยากประสบความสำเร็จในงานที่ทำเพราะทุ่มเทกับมันมาก
อยากมีความมั่นคงทางการเงิน อาจต่อยอดสู่การทำธุรกิจในอนาคต
แต่สำหรับเธอ ความสำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องเงิน มันคือการใช้ชีวิตแบบ “อิ่มแล้ว” พอดีสมดุล ไม่มากไป ไม่น้อยไป เป็นความกลมกล่อมที่ทำให้ตัวเองรู้สึกแฮปปี้อย่างแท้จริง
แพสชั่นอื่นๆ ที่เติมเต็มหัวใจ
นอกจากการแสดง บอนนี่คือสายอาร์ตตัวจริง
ชอบวาดรูป
เล่นกีตาร์
ดูการ์ตูนและซีรีส์
ชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็ก
เธอเคยได้ขึ้นร้องเพลงที่โรงเรียน แต่พอเข้าวงการก็เหมือนวางสิ่งนี้ไว้ข้างหลัง จนมาซีรีส์เรื่องนี้ที่ดึงความรักการร้องเพลงของเธอกลับมาอีกครั้ง แถมยังได้ร้องเพลงประกอบซีรีส์ด้วย
สำหรับเธอ นั่นคืออีกหนึ่งความฟูลฟิลในชีวิต
แรงผลักดันเล็กๆ ที่ทำให้ใช้ชีวิตต่อได้อย่างมีความสุข
แรงขับเคลื่อนชีวิตของบอนนี่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการ แต่มันจริงและจับต้องได้มาก
การได้กินของอร่อย
ได้พักผ่อน
ได้นวดคลายเมื่อย
ได้นั่งดูซีรีส์
ได้อยู่กับครอบครัวและเพื่อน
เธอเคยเป็นคนคิดมากและจริงจังกับทุกเรื่อง แต่ค่อยๆ เรียนรู้ว่า การเครียดเกินไปไม่ได้ช่วยอะไร เลยพยายามปล่อยวาง แล้วหันมาฟังหัวใจตัวเองมากขึ้น
สำหรับบอนนี่: “ความรักทำให้…”
สำหรับบอนนี่ ความรักคือเชื้อไฟชั้นดีของชีวิต
เหมือนดอกรักในเรื่องที่พอมีความรักแล้ว แพสชั่นในชีวิตก็เปลี่ยนไป สิ่งต่างๆเหมือนมีเหตุผลมากขึ้น มีแรงอยากทำอะไรดีๆ เพื่อคนที่รัก
สำหรับเธอ ความรักคือสิ่งที่จุดไฟให้เราอยากตื่นมาใช้ชีวิตในทุกวัน
ประโยคจากแม่ที่จำไม่ลืม
คำแนะนำที่ติดอยู่ในใจบอนนี่มาตลอดคือคำพูดง่ายๆ จากแม่
“ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าเราตั้งใจ”
ต่อให้ผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างหวัง หรือมีผิดพลาดกลางทาง อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างกลับมาเสมอ และนั่นคือสิ่งที่เธอใช้ขับเคลื่อนชีวิตตัวเองมาจนถึงวันนี้
ถ้ามีไทม์แคปซูลสำหรับตัวเองในอีก 50 ปี
ถ้าให้ฝังไทม์แคปซูลแล้วกลับมาเปิดในอีก 50 ปี สิ่งที่บอนนี่อยากเก็บไว้คือ ภาพถ่ายช่วงเวลาตอนนี้
ทั้งภาพผลงาน ความทรงจำ และความรู้สึกในวันที่ทุกอย่างกำลังเริ่มต้นอย่างสวยงาม เผื่อว่าวันหนึ่งในอนาคต ถ้าเกิดคิดถึงตัวเองในวัยนี้ เธอจะได้เปิดดูและยิ้มให้กับเด็กผู้หญิงคนเดิมที่พยายามอย่างเต็มที่แล้ว
Emi: จากเด็กตัวประกอบสู่หมอสาวในซีรีส์รักที่ทั้งหนักและงดงาม
จุดเริ่มต้นที่อยากเป็นนักร้องก่อนนักแสดง
สำหรับเอมี่ เส้นทางในวงการบันเทิงเริ่มจากความฝันอยากเป็นนักร้อง
แม่ชอบพาไปดูรายการประกวดอย่าง Academy Fantasia (AF) ตั้งแต่ซีซั่น 2 จนเธอค่อยๆ ซึมซับบรรยากาศนั้นและอยากขึ้นเวทีบ้าง เธอเคยไปคัดตัวเพื่อเป็นนักร้องหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เคยได้เลยสักครั้ง
ความฝันสายดนตรีเลยค่อยๆ จางลงไปทีละนิด
จากงานพาร์ตไทม์สู่วันแรกหน้ากล้อง
เอมี่เป็นคนชอบหางานพาร์ตไทม์ทำ วันหนึ่งเธอเห็นโพสต์รับสมัครนักแสดงตัวประกอบในกรุ๊ปเฟซบุ๊ก เลยลองส่งโปรไฟล์ไปแบบไม่คิดอะไร
ส่วนใหญ่ช่วงแรกเธอรับงานตัวประกอบ รายได้วันละไม่กี่ร้อยบาท แต่สิ่งที่ได้มามากกว่าค่าจ้างคือ ความรู้สึกว่า “เราไม่กลัวกล้อง”
นั่นทำให้เธอเริ่มคิดว่า บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินอีกต่อไป
เธอยังจำได้ดีถึงซีรีส์เรื่องแรกที่ได้ลงไลน์ทีวี เพราะเป็นครั้งแรกที่มีบทพูดจริงๆ ความภูมิใจวันนั้นกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในหัวใจ
จุดเปลี่ยนชัดที่สุดคือเรื่อง ‘เด็กใหม่’ ที่คนดูเริ่มถามในทวิตเตอร์ว่า “คนที่เล่นเป็นนาน่าคือใคร” จากวันนั้นเธอเริ่มถูกจับตามองมากขึ้น และได้โอกาสเล่นหลายเรื่องขึ้น ก่อนจะได้เข้าสังกัด GMMTV และร่วมแสดงซีรีส์อย่าง ‘Beauty Newbie’
โตมายังไงให้มั่นใจทั้งที่ไม่ได้มองว่าตัวเอง ‘สวยเป๊ะ’
เอมี่ยอมรับว่าตัวเองเป็นเด็กขี้เขิน แต่ก็มีความมั่นใจในแบบของตัวเอง เธอไม่คิดว่าตัวเองสวยหรือหุ่นดีอะไรขนาดนั้น
แต่สิ่งที่แม่ปลูกฝังมาตลอดคือประโยคที่ติดหัวใจว่า
“คนที่สวยคือคนที่มั่นใจ”
เพราะแบบนั้น เธอเลยเรียนรู้ที่จะไม่เอา “หน้าตา” มาเป็นกำแพงตัวเอง แต่เลือกจะมั่นใจก่อน แล้วปล่อยให้เสน่ห์ภายในมันค่อยๆ ฉายออกมา
จากคนหน้าดุ สู่ภาพจำ ‘เท่ไม่ไหว’ ในสายตาคนดู
หลายคนมองเอมี่ว่าเท่มาก แต่ในมุมมองของเธอเอง เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเท่ขนาดนั้น และที่แน่ๆ คือ เธอไม่ได้เป็นสายหวาน
เมื่อก่อนเวลาไปถ่ายโฆษณาแล้วต้องทำหน้าสดใสยิ้มหวาน มักจะโดนบอกว่า “อย่าทำหน้าจิก” ทั้งที่ในใจรู้สึกว่า ตัวเองก็พยายามทำหน้าน่ารักสุดแล้ว
มันกลายเป็นคาแรกเตอร์เฉพาะตัวที่เธอค่อยๆ ปรับให้เข้าที่ แต่ก็ยังเก็บเสน่ห์ความเท่แบบไม่พยายามไว้เหมือนเดิม
รับบทนำครั้งแรกใน ‘Us รักของเรา’ กับตัวละครที่แบกทุกอย่างไว้ข้างใน
การแคสต์บทนำใน ‘Us รักของเรา’ คืออีกหนึ่งช่วงเวลาที่เอมี่จำได้ขึ้นใจ เธอยอมรับว่าตื่นเต้นมาก เพราะก่อนหน้านั้นไม่เคยแคสต์บทนำมาก่อนเลย
ปกติเวลาไปแคสต์งาน เธอมักพอเดาได้ว่าตัวเองมีโอกาสแค่ไหน แต่เรื่องนี้กลับเดาไม่ได้เลย เหมือนโอกาสอยู่ที่ 50/50 พอรู้ว่าได้เล่นจริงๆ เลยกลายเป็นความดีใจแบบท่วมท้น
สำหรับบท ‘แพม’ หมอสาวที่ดูนิ่ง แข็งแรง แต่เก็บทุกอย่างไว้ข้างใน เอมี่บอกว่านี่เป็นบทที่หนักในแบบที่เธอไม่เคยเจอมาก่อน
เคยเล่นบทเครียดๆ มาแล้ว แต่เป็นความเครียดที่ได้ปล่อยออก
แต่ ‘แพม’ คือคนที่ เก็บทุกปม ความโกรธ ความแค้น และความเศร้าไว้ในใจ
เธอเลยต้องเตรียมทั้งกายและใจให้พร้อมมากๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองจมอยู่กับอารมณ์ของตัวละครจนหาทางออกไม่เจอ พอเข้าช่วงกลางเรื่อง เธอเริ่มรู้วิธีบาลานซ์ตัวเองให้ “อยู่กับแพมในกอง” แต่ไม่เอาความเครียดของแพมกลับบ้านไปด้วย
ได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง ในเพลงที่ตรงกับตัวละครสุดๆ
ในซีรีส์นี้ เอมี่ยังได้ร้องเพลงประกอบ ซึ่งสำหรับคนที่เคยฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เด็ก มันคือความดีใจแบบพิเศษมากๆ
เธอเล่าว่าเนื้อเพลงเชื่อมกับตัวละครแพมอย่างแรง จนบางครั้งถ้ารู้สึกว่าเข้าไม่ถึงตัวละคร ก็จะเปิดเพลงนี้ฟังเพื่อดึงตัวเองกลับเข้าไปในอารมณ์ของแพมอีกครั้ง
เพลงนี้ทั้งความหมายดีและเพราะ แต่ก็ร้องยากสุดๆ ในมุมมองของเธอ
จากความเขินวันแรก สู่ความสนิทที่ทำให้การแสดงเป็นธรรมชาติ
เอมี่บอกว่าตัวเองเป็นคนไม่ค่อยพูดกับคนแปลกหน้า เวลาเจอกันครั้งแรกมักจะเกร็งและเงียบ แต่โชคดีที่บอนนี่เป็นสายเข้าหาคนง่าย พูดเก่ง และเป็นฝ่ายละลายพฤติกรรมให้
ยิ่งบทในเรื่องบังคับให้ทั้งคู่ต้องใกล้ชิดกันมาก ถ้าไม่สบายใจกันจริงๆ จะเล่นออกมาให้เป็นธรรมชาติได้ยากมาก ดังนั้นการที่ทั้งคู่ค่อยๆ สนิทกันมากขึ้น ก็เลยกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เคมีบนหน้าจอดู “จริง” แบบไม่ต้องพยายาม
อาชีพนักแสดง: จาก “อยากได้เงิน” สู่ “อยากสำรวจโลก”
เอมี่บอกอย่างตรงไปตรงมาว่า ช่วงแรกที่ทำงาน เธอคิดเรื่องเงินเป็นหลัก แต่พอได้อยู่ในวงการนานขึ้น เธอเริ่มเห็นอย่างอื่นในงานนี้มากกว่าแค่รายได้
โดยเฉพาะการได้มาเล่นซีรีส์ Girls’ Love เธอรู้สึกว่า นี่คือพื้นที่ที่ทำให้เธอได้ explore โลกใหม่ๆ
เธอเคยคุยกับเพื่อนในคอมมิวนิตี้ว่าแต่ก่อนหลายคนไม่กล้า come out เพราะครอบครัวไม่เปิดรับ แต่พอมีซีรีส์ GL ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น พ่อแม่เริ่มเห็นภาพ เริ่มเข้าใจ และเริ่มยอมรับมากขึ้น
การที่เธอได้เล่นงานแบบนี้เลยไม่ใช่แค่โอกาสทางการแสดง แต่ยังเป็นการส่งพลังบางอย่างออกไปสู่คนดูด้วย
แรงผลักดันของเอมี่: ความชอบ + ความรับผิดชอบ
ในวันนี้เอมี่ทำงานเลี้ยงทั้งบ้าน เธอเลยมองว่า “เงิน” เป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต
เมื่อได้ทำในสิ่งที่ชอบ แล้วมันยังเลี้ยงดูครอบครัวได้ด้วย นั่นจึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เธออยากลุกขึ้นมาทำงานต่อไปเรื่อยๆ
ประโยคเดียวที่พาเดินผ่านวันที่หนักที่สุด
หนึ่งในวลีที่เอมี่เก็บไว้ในใจเสมอคือประโยคภาษาอังกฤษที่หลายคนคุ้นหู
“Everything happens for a reason.”
สำหรับเธอ มันอาจจะเป็นทั้งคำปลอบใจและคำเตือนในเวลาเดียวกัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เราไม่มีทางย้อนกลับไปแก้มันได้ มีแต่ต้องยอมรับ และดึงบทเรียนจากมันมาใช้ต่อเท่านั้น
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เธอผ่านทั้งคำด่า ความผิดพลาด และเรื่องที่ทำให้รู้สึกแย่ แต่สิ่งที่พาเธอเดินต่อได้ก็คือการเชื่อว่า ทุกเรื่องที่เกิดขึ้น มีเหตุผลของมันเสมอ
คำที่นิยามตัวเองวันนี้: “แพสชั่น…แบบไม่ต้องสุด”
ถ้าให้เลือกคำเดียวมาแทนตัวเอง เอมี่เลือกคำว่า “แพสชั่น”
เธอมองว่าตัวเองเป็นคนที่พยายามและมีใจรักในสิ่งที่ทำ แต่ก็ไม่ใช่คนที่ไฟแรงจนเผาตัวเองไหม้ เธอเชื่อในการค่อยๆ เดินไปทีละวัน พยายามเท่าที่ไหว และ ยอมให้ตัวเอง “ไม่ต้องสุดเหมือนใคร” ได้บ้าง
บางวันพยายามมากหน่อย บางวันยอมปล่อยให้ตัวเองพักบ้าง เพราะสุดท้ายแล้ว การเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุดต่างหากคือสิ่งที่เธอให้ค่ามากกว่า
ทำไม ‘Us รักของเรา’ ถึงน่าดูยิ่งกว่าที่คิด
เมื่อฟังทั้งบอนนี่และเอมี่เล่าถึงเส้นทางของตัวเอง เราจะเห็นชัดเลยว่า Us รักของเรา ไม่ใช่แค่ซีรีส์รักของผู้หญิงสองคน
มันคือการเอาเรื่องจริงในชีวิตของคนสองคนที่
เคยขี้อายแต่กล้าลองใหม่
เคยล้มเหลวแต่ไม่หยุดเดิน
เคยฝันอยากเป็นอะไรสักอย่าง แล้ววนมาเจอสิ่งที่ใช่ในจอทีวี
มาทาบลงบนตัวละคร ‘ดอกรัก’ และ ‘แพม’ จนทำให้ความรู้สึกบนหน้าจอดูจริงอย่างเจ็บปวดและสวยงามในเวลาเดียวกัน
สำหรับสายหนังรักและแฟนซีรีส์ GL นี่คือเรื่องที่พลาดไม่ได้จริงๆ
ไม่ใช่เพราะมันมาแรงแค่ในกระแส แต่เพราะเบื้องหลังของทุกซีน ทุกน้ำตา และทุกสายตาที่มองกันของเอมี่–บอนนี่ ล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยแพสชั่น ความพยายาม และหัวใจของผู้หญิงสองคนที่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่เต็มร้อยแล้ว

