เกริ่นนำ: ปี 2026 มือใหม่ต้องใส่ใจเรื่องน้ำมัน
ปี 2026 ใครเพิ่งมีรถคันแรกหรือเพิ่งเริ่มสนใจเรื่องการเติมน้ำมัน จะเจอป้ายเต็มหัวจ่ายทั้ง เบนซิน 95 / แก๊สโซฮอล์ 95 / E20 / 91 / E85 ให้เลือกกันจนงง คำถามยอดฮิตคือ
“เติมเบนซิน 95 หรือแก๊สโซฮอล์/E20 อะไรคุ้มกว่า และอะไรถนอมเครื่องกว่ากัน?”
จากข้อมูลเชิงวิศวกรรมและตัวเลขจริงในปัจจุบัน ภาพจะชัดขึ้นมากว่า การเลือกน้ำมันไม่ได้มีแค่เรื่อง “แรงหรือไม่แรง” แต่เกี่ยวกับ
ค่าออกเทน (ทนน็อก)
พลังงานต่อ 1 ลิตร
การสิ้นเปลืองต่อกิโลเมตร
ความสะอาดและผลกระทบต่อระบบเชื้อเพลิง
บทความนี้จะพาไล่ทีละขั้น ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงสูตรเลือกน้ำมันแบบจำง่าย สำหรับมือใหม่ปี 2026
พื้นฐานที่ควรรู้: ค่าออกเทนและชนิดน้ำมัน
ค่าออกเทนคืออะไร
ค่าออกเทน คือดัชนีบอก “ความต้านทานการน็อกของเชื้อเพลิง” ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งทนแรงอัดได้มากก่อนจะจุดระเบิด เหมาะกับเครื่องยนต์กำลังอัดสูงและช่วยให้
ป้องกันการชิงจุดระเบิด (Knocking)
เครื่องเดินเรียบ สมรรถนะเต็ม
ตัวอย่าง
91 → ทนแรงอัดได้น้อยกว่า เหมาะกับเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาสำหรับ 91
95 → ทนแรงอัดได้มากกว่า เหมาะกับรถสมรรถนะสูงหรือที่ต้องการออกเทนสูง
E20 / E85 → ออกเทนประมาณ 95–98 และมากกว่า 100 ตามลำดับ
เบนซิน 95 กับแก๊สโซฮอล์ 91/95/E20/E85 ต่างกันอย่างไร
เบนซิน 95
เบนซินไร้สารตะกั่ว ค่าออกเทน 95
ไม่มีส่วนผสมเอทานอล
ให้พลังงานสูงสุดต่อ 1 ลิตร เผาไหม้สมบูรณ์
เหมาะกับรถสมรรถนะสูง แต่ราคาสูงที่สุด
แก๊สโซฮอล์ 95 (E10)
ผสมเบนซินกับเอทานอล 10%
ค่าออกเทน 95
สมรรถนะใกล้เคียงเบนซิน 95 แต่ราคาถูกกว่า
แก๊สโซฮอล์ 91 (E10)
ผสมเบนซิน 91 กับเอทานอล 10%
ค่าออกเทน 91
เหมาะกับรถที่ออกแบบมาสำหรับ 91 หรือรถเก่า
E20 (แก๊สโซฮอล์ E20)
เอทานอล 20% + เบนซิน 80%
ค่าออกเทนประมาณ 95–98
เผาไหม้สะอาดกว่า มีเขม่าน้อย
ต้องใช้เชื้อเพลิงมากกว่าเล็กน้อยต่อพลังงานเท่ากัน
E85
เอทานอลถึง 85%
ค่าออกเทนสูงมากกว่า 100
ใช้ได้เฉพาะรถระบบ Flex Fuel ที่รองรับโดยเฉพาะ
ค่าออกเทนกับการออกแบบเครื่องยนต์
ถ้ารถต้องการออกเทนขั้นต่ำ 95:
เติม 95 ได้, 95 + E20 ได้
ไม่ควร ลดลงมาใช้ 91 เพราะเสี่ยง “เครื่องเขก” และสึกหรอเร็ว
ถ้ารถระบุขั้นต่ำ 91:
เติม 91 ได้
เติม 95 หรือ 95 ผสม 91 ได้ ปลอดภัยและมักรู้สึกเครื่องลื่นขึ้นเล็กน้อย
วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย: เบนซิน 95 vs แก๊สโซฮอล์/E20
มุมพลังงานและความแรง
ถ้าวัดพลังงานต่อ 1 ลิตรแบบตรง ๆ:
เบนซิน/แก๊สโซฮอล์ 95 → พลังงานต่อหน่วยสูงกว่า วิ่งได้ไกลกว่าต่อถัง
E20 → เอทานอลมีค่าพลังงานต่อปริมาตรต่ำกว่า ทำให้ต้องฉีดเชื้อเพลิงมากขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ได้กำลังเท่ากัน (กินน้ำมันเพิ่ม ~3–5%)
แต่ในเครื่องยนต์ยุคใหม่ กล่อง ECU ใช้ Oxygen Sensor คุมค่า Lambda (λ) ให้ = 1 ด้วยอัตราส่วนผสมอากาศ-เชื้อเพลิงที่ต่างกัน:
Gasohol 95 (E10): ค่า Stoichiometric ประมาณ 14.1:1
E20: ประมาณ 13.7:1
ผลคือ ECU จะฉีด E20 มากกว่า 95 เล็กน้อยเพื่อรักษา λ = 1 และเมื่อรวมพลังงานที่ได้ในห้องเผาไหม้
พลังงานรวมจาก E20 สามารถสูงกว่า Gasohol 95 ประมาณ 2.3–7% แล้วแต่ระบบเชื้อเพลิง
หมัดเด็ดของ E20: ค่าออกเทนที่สูงกว่า
จุดเด่นสำคัญของ E20 คือ
ค่าออกเทน ประมาณ 98 (สูงกว่า Gasohol 95 ที่ออกเทน 95)
เมื่อกล่อง ECU ตรวจพบว่าน้ำมันทนน็อกได้ดี ไม่มีการเขก
จะสั่งให้ Advance Ignition Timing หรือ “แก่ไฟ” จุดระเบิดให้เร็วขึ้น
รีดแรงม้าออกมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเร่งแซง
จึงมีเคสที่ทดสอบ 0–100 กม./ชม. หลายรุ่นพบว่า E20 เร่งดีกว่า Gasohol 95 เมื่อเครื่องยนต์รองรับและระบบจุดระเบิดปรับตัวได้เต็มที่
Closed Loop vs Open Loop: แรงตอนไหน กินตอนไหน
ระบบจ่ายน้ำมันของรถแบ่งเป็น
Closed Loop: ขับนิ่ง ๆ ความเร็วคงที่ ECU คุม λ = 1 เน้นประหยัด
Open Loop: ช่วงกระทืบคันเร่ง แซง ลากรอบสูง ECU จ่ายน้ำมัน “หนา” (λ ≈ 0.75–0.8) เน้นความแรงและความปลอดภัยเครื่องยนต์
ในช่วง Open Loop
- E20 ได้โชว์ศักยภาพเต็มที่ เพราะ
ฉีดน้ำมันมากกว่า
ค่าออกเทนสูงกว่า → จุดไฟได้แก่ขึ้น → กำลังต่อเนื่องและแรง
ข้อแลกเปลี่ยนคือ
ถ้าขับโหมด Sport, ลากรอบสูงบ่อย ๆ → E20 จะกินน้ำมันมากกว่า 95 ชัดเจน แต่แลกด้วยอัตราเร่งที่ดีกว่า
ถ้าขับทางไกลความเร็วคงที่ (Closed Loop ยาว ๆ) → E20 โชว์ความคุ้มค่าเรื่อง “บาทต่อกิโลเมตร” ได้เต็มที่
ความสะอาดและผลต่อระบบเชื้อเพลิง
Gasohol 95 (E10) → มีเขม่ามากกว่าเล็กน้อยในระยะยาว
E20 → เขม่าน้อยกว่า เหมาะกับเครื่องฉีดตรง (GDI) ช่วยลดการสะสมคาร์บอน ลดความถี่ในการล้างหัวฉีด
ในแง่ระบบเชื้อเพลิง
เอทานอลมีคุณสมบัติ ชะล้าง และ ดูดความชื้น สูงกว่าเบนซิน
ช่วยล้างคราบสกปรกในถัง แต่ก็อาจดันตะกอนมาที่กรองน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องระวังและดูแลให้เหมาะสม
ภาพรวมค่าใช้จ่ายระยะยาว
ข้อมูลราคาเฉลี่ย มี.ค. 2569:
Gasohol 95 (E10): 32.05 บาท/ลิตร
E20: 27.05 บาท/ลิตร
ส่วนต่างราคา: 5 บาท/ลิตร (E20 ถูกกว่าประมาณ 18.48%)
แม้ E20 จะกินมากกว่า ~3.6% ใน Closed Loop แต่เมื่อนำราคามาคำนวณ
เติม Gasohol 95 100 ลิตร → 3,205 บาท
ใช้ E20 ให้ได้งานเท่ากัน (ต้องใช้ 103.6 ลิตร) → 2,802.38 บาท
สรุป: ประหยัดเงินได้ประมาณ 14.37% หรือราว 4.03 บาทต่อทุก ๆ ลิตรที่เทียบเท่า 95
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ปัจจุบัน E20 จึง
ต้นทุนต่อหน่วยพลังงาน “ต่ำกว่า”
คุ้มค่ากว่า 95 เมื่อรถรองรับ
เช็กให้ชัวร์ก่อนเติม: ดูคู่มือและฝาถัง
ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนชนิดน้ำมันหรือสลับไปมา ต้องเช็กให้ชัดว่า รถรองรับน้ำมันชนิดไหนได้บ้าง เพราะเกี่ยวกับทั้งวัสดุและการจ่ายเชื้อเพลิง
ดูจากที่ไหนบ้าง
คู่มือรถยนต์ → ระบุชัดเจนว่าต้องการค่าออกเทนขั้นต่ำเท่าไร และรองรับ E20 / E85 หรือไม่
สติ๊กเกอร์ฝาถังน้ำมัน → มักมีคำว่า
“Gasohol 91/95”
“E20”
“Flex Fuel” (กรณี E85)
ปีผลิตรถและเทคโนโลยีเครื่องยนต์
รถรุ่นใหม่จำนวนมากรองรับ E20
รถเก่าหลายรุ่นอาจรองรับแค่ 91/95 E10
กฎเหล็กเรื่องค่าออกเทน
คู่มือระบุ ขั้นต่ำ 91 → เติม 91 ได้, ผสม 95 ได้, เติม 95 ล้วนได้
คู่มือระบุ ขั้นต่ำ 95 → เติม 95, E20 ได้ แต่ ไม่ควร เติม 91 หรือผสมให้ค่าออกเทนเฉลี่ยต่ำกว่า 95
สำหรับน้ำมัน เบนซินคนละค่าออกเทน (91 vs 95) ผสมกันได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าค่าขั้นต่ำที่คู่มือระบุ
สำหรับ เบนซิน vs ดีเซล → ห้ามผสมและห้ามสลับเด็ดขาด เพราะจะทำให้เครื่องยนต์เสียหาย
เคสตัวอย่างใช้งานจริง: รถแต่ละกลุ่มควรเลือกอะไร
จากการจำลองการใช้งานในซีดานหลาย Segment โดยอิงอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยและราคามี.ค. 2569 (95 = 32.05 บาท, E20 = 27.05 บาท) จะเห็นภาพชัดว่า E20 คุ้มค่าเชิงตัวเงินอย่างไร
B-Segment / Eco Car (เน้นประหยัดในเมือง)
ตัวอย่าง: City, Yaris Ativ
- Gasohol 95 (E10)
สิ้นเปลือง: 18 กม./ลิตร
ค่าใช้จ่าย: 1.78 บาท/กม.
- E20
สิ้นเปลือง: 17.35 กม./ลิตร
ค่าใช้จ่าย: 1.56 บาท/กม.
ประหยัด: 0.22 บาท/กม.
ความรู้สึกสมรรถนะ
95: มาตรฐาน
E20: เร่งแซงติดเท้าขึ้นเล็กน้อย จากค่าออกเทนและการจ่ายเชื้อเพลิง
ข้อสรุปกลุ่มนี้
ขับในเมือง รถออกตัวบ่อย เข้าช่วง Open Loop บ่อย
E20 แม้กินขึ้นเล็กน้อย แต่ด้วยส่วนต่างราคาที่ห่างถึง ~18.48% ทำให้ บาท/กม. ต่ำกว่าชัดเจน
C-Segment (เน้นสมรรถนะและเดินทาง)
ตัวอย่าง: Civic, Altis
- Gasohol 95 (E10)
สิ้นเปลือง: 14 กม./ลิตร
ค่าใช้จ่าย: 2.29 บาท/กม.
- E20
สิ้นเปลือง: 13.5 กม./ลิตร
ค่าใช้จ่าย: 2.00 บาท/กม.
ประหยัด: 0.28 บาท/กม.
ความรู้สึกสมรรถนะ
95: มาตรฐาน
E20: แรงม้ามาไวขึ้น จากค่าออกเทน 98 ECU สามารถ Advance ไฟได้มากขึ้นโดยไม่เขก
จุดเด่น
รถเครื่องยนต์ Turbo หรือเน้นสมรรถนะ จะเห็นผลของค่าออกเทน E20 ชัดเจนทั้งเรื่องแรงและความคุ้มค่า
D-Segment (ใหญ่ นุ่ม แต่มักกินน้ำมันมาก)
ตัวอย่าง: Camry, Accord
- Gasohol 95 (E10)
สิ้นเปลือง: 11 กม./ลิตร
ค่าใช้จ่าย: 2.91 บาท/กม.
- E20
สิ้นเปลือง: 10.6 กม./ลิตร
ค่าใช้จ่าย: 2.55 บาท/กม.
ประหยัด: 0.36 บาท/กม.
ความรู้สึกสมรรถนะ
95: มาตรฐาน
E20: เครื่องเดินเรียบและพุ่งกว่าเดิม เผาไหม้สะอาดขึ้น
ข้อสรุปกลุ่ม D-Segment
แม้ตัวเลข กม./ลิตร ดูดรอปเยอะกว่า แต่เมื่อแปลงเป็นบาท/กม.
กลุ่มนี้คือ ผู้ชนะด้านเงินต่อกิโลเมตร ใช้ E20 ประหยัดสุด เพราะพื้นฐานรถกินน้ำมันมากอยู่แล้ว
รถเก่า รถยุโรป รถสมรรถนะสูง และรถติดแก๊ส
รถเก่าที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเอทานอลสูง → ควรเน้นแก๊สโซฮอล์ 95 หรือ 91 ตามคู่มือ
รถยุโรป/สมรรถนะสูงที่ต้องการออกเทนสูง → 95 หรือ E20 (ถ้ารองรับ) เพื่อให้การจุดระเบิดเหมาะสม
รถติด LPG/CNG → น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงสำรอง/สตาร์ท ให้ดูคู่มือและฝาถังเหมือนเดิมว่ารองรับอะไร
เทคนิคประหยัดแบบไม่ทำร้ายเครื่อง
การเปลี่ยนจาก Gasohol 95 ไปใช้ E20 หรือการสลับระหว่าง E10 และ E20 ทำได้ แต่ควรมี “สูตร” เพื่อให้เครื่องยนต์และระบบเชื้อเพลิงปรับตัวอย่างนุ่มนวล
การสลับชนิดน้ำมันอย่างปลอดภัย
เชื้อเพลิงฝั่งเบนซิน (91, 95, E20) ผสมกันได้ เพราะพื้นฐานเป็นเบนซิน + เอทานอลเหมือนกัน ต่างกันแค่ปริมาณเอทานอลและค่าออกเทน เพียงแต่ต้อง
แน่ใจว่ารถรองรับ E20 ก่อนเติม
ไม่ลดค่าออกเทนเฉลี่ยให้ต่ำกว่าค่าที่คู่มือกำหนด
สองกลยุทธ์สลับน้ำมัน
เติมทับ (Top-up)
เช่น เหลือ 95 ครึ่งถัง เติม E20 จนเต็ม
สัดส่วนเอทานอลในถังจะกลายเป็นประมาณ E15
ดีต่อระบบ Long Term Fuel Trim ของ ECU เพราะค่อย ๆ ปรับตัว
ใช้จนเหลือขีดสุดท้าย (Transition)
ใช้จนไฟเตือนน้ำมันใกล้โชว์แล้วเติม E20
ค่าพลังงานและออกเทนเปลี่ยนจาก 95 เป็น E20 (ออกเทน ~98) เกือบทันที
เครื่องจะรับสมรรถนะใหม่ไวขึ้น
การเปลี่ยนกรองน้ำมันและการบำรุงรักษาเมื่อใช้ E20
กรองน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Filter)
- ช่วงเปลี่ยนจาก 95/91 มา E20
เอทานอลจะชะล้างคราบและตะกอนก้นถัง
ตะกอนอาจไปอุดกรองทำให้ “เร่งไม่ขึ้น” หรือแรงดันตก
แนะนำ: หลังใช้ E20 ต่อเนื่อง 5,000–10,000 กม.แรก ให้ตรวจหรือเปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิง
หัวเทียน (Spark Plug)
เอทานอลเผาไหม้เย็นกว่า แต่ต้องการความแม่นยำในการจุดระเบิด
แม้ E20 สะอาด แต่หากเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ อาจเกิดคราบขาวที่ขั้วหัวเทียน
หัวเทียนธรรมดา: เช็กทุก ~20,000 กม.
หัวเทียน Iridium: เช็กระยะห่างเขี้ยวและคราบทุก 40,000–50,000 กม. เมื่อใช้ E20
น้ำมันเครื่อง (Engine Oil)
เอทานอลดูดความชื้นได้ดี น้ำบางส่วนอาจเล็ดลอดลงไปผสมในน้ำมันเครื่อง
ทำให้เกิดกรดในน้ำมันเครื่องเร็วกว่าปกติเล็กน้อย
- ถ้าขับระยะสั้นบ่อย ๆ เครื่องไม่ถึงอุณหภูมิทำงาน
แนะนำเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเร็วขึ้น: ทุก 7,000–8,000 กม. หรือไม่เกิน 10,000 กม. แม้น้ำมันสังเคราะห์แท้
ท่อยางและซีล
รถที่รองรับ E20 จากโรงงาน วัสดุส่วนใหญ่ทนอยู่แล้ว
แต่ควรให้ช่างตรวจดูอาการบวม แข็ง หรือแตกลายงาตามท่อน้ำมัน และข้อต่อในห้องเครื่องทุกครั้งที่ถ่ายน้ำมันเครื่อง
ดูอาการผิดปกติหลังเปลี่ยนน้ำมัน
หลังเปลี่ยนมาใช้ E20 หรือเปลี่ยนชนิดน้ำมัน
5–10 กม.แรก: อาจรู้สึกเครื่องวูบวาบเล็กน้อยจากการที่ ECU กำลังเรียนรู้ค่าใหม่ (STFT → LTFT)
สตาร์ทตอนเช้า: อาจลากยาวขึ้น 1–2 วินาที เพราะเอทานอลระเหยยากกว่าเบนซินเมื่ออากาศเย็น
ถ้ามีอาการเร่งไม่ขึ้นเป็นพัก ๆ หลังใช้ E20 ถังแรก ๆ → อาจต้องตรวจหรือเปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิง
กรณีต้องจอดรถนาน (> 2 สัปดาห์)
แนะนำให้มี Gasohol 95 ติดถังมากกว่า E20 เพราะเอทานอลเข้มข้นใน E20 ดูดความชื้นง่ายกว่า อาจเกิดหยดน้ำสะสมส่งผลต่อปั๊มติ๊กและหัวฉีดระยะยาว
คำแนะนำสำหรับมือใหม่ปี 2026: สูตรเลือกน้ำมันแบบจำง่าย
สูตร 3 ขั้น ก่อนเข้า ปตท. หรือปั๊มไหนก็ได้
ดูคู่มือ / ฝาถังก่อนเสมอ
ระบุค่าออกเทนขั้นต่ำ: 91 หรือ 95
ระบุรองรับ: Gasohol 91/95, E20, E85 หรือไม่
เช็กราคาหน้าปั๊มและส่วนต่าง
ถ้า E20 ถูกกว่า 95 ตั้งแต่ ~2 บาท/ลิตรขึ้นไป
และรถรองรับ E20 → ส่วนใหญ่ E20 จะ คุ้มกว่า ในมุมบาท/กม.
คิดแบบง่าย ๆ ด้วย “บาท/กิโลเมตร”
95: วิ่งได้ไกลกว่าต่อถัง (~3–5%)
E20: วิ่งได้น้อยกว่าต่อถังเล็กน้อย แต่ราคาต่อกม.ต่ำกว่า ~10–14% ตามตัวอย่าง
ตัวอย่างสูตรจำง่าย
เน้น “เหลือเงินในกระเป๋าเยอะสุด” → ถ้ารถรองรับ E20 และส่วนต่างราคาเยอะ → เลือก E20
เน้น “วิ่งไกลสุดต่อถัง ไม่อยากแวะปั๊มบ่อย” → เลือกแก๊สโซฮอล์ 95
รถระบุขั้นต่ำ 91 แต่ราคาปัจจุบัน 91 ใกล้ 95 มาก → ขยับไป 95 หรือ E20 (ถ้ารองรับ) มักคุ้มกว่า 91
ใช้แอปเช็กราคาและเปรียบเทียบ
แหล่งข้อมูลราคาที่มีในปัจจุบัน เช่น
EPPO (สนพ.) → ราคาเปรียบเทียบทุกปั๊ม
PTT Station (OR) → เช็กราคา ปตท. พร้อมประวัติย้อนหลัง
ช่วยให้วางแผนเติมได้คุ้มสุดในแต่ละวัน โดยดูส่วนต่าง 95 vs E20 แล้วตัดสินใจ
สรุปปิดท้าย: เลือกเบนซิน 95 หรือแก๊สโซฮอล์/E20 ให้เหมาะกับรถและงบประมาณ
เช็กลิสต์สั้น ๆ ก่อนเข้าเติมน้ำมันทุกครั้ง
✅ รถรองรับน้ำมันอะไรบ้าง (ดูฝาถัง/คู่มือ)
✅ ค่าออกเทนขั้นต่ำที่รถต้องการ (91 หรือ 95)
- ✅ ขับแบบไหนมากกว่ากัน
วิ่งทางไกลคงที่ → 95 วิ่งไกลต่อถัง
ขับในเมือง/ขับทุกวัน เน้นประหยัด → E20 มักคุ้มกว่า
✅ ส่วนต่างราคาหน้าปั๊มระหว่าง 95 กับ E20
✅ วางแผนบำรุงรักษาเล็กน้อย หากใช้ E20 ต่อเนื่อง (กรองน้ำมัน หัวเทียน น้ำมันเครื่อง)
ภาพรวมจากข้อมูลเชิงเทคนิคและเศรษฐศาสตร์
ด้านสมรรถนะ
E20 ให้พลังงานรวมสูงกว่าเล็กน้อยและมีค่าออกเทนสูงกว่า ทำให้ ECU ปรับจุดระเบิดให้แรงขึ้นได้
ด้านความคุ้มค่า
E20 ให้ต้นทุนต่อระยะทางต่ำกว่าอย่างชัดเจน เมื่อส่วนต่างราคาต่อลิตรสูงและรถรองรับ
ด้านความสะอาด
E20 มีเขม่าน้อยกว่า ช่วยลดการสะสมคาร์บอนในเครื่อง GDI
ดังนั้น หากรถของคุณเป็นรุ่นใหม่ รองรับ E20 อย่างเป็นทางการ การเลือกใช้ E20 ในปี 2026 เป็นการตัดสินใจที่มีเหตุผลทั้งในเชิงวิศวกรรมและเชิงเงินในกระเป๋า แต่ถ้ารถเก่า ไม่รองรับเอทานอลสูง หรือคุณต้องการวิ่งไกลต่อถังให้มากที่สุดโดยไม่อยากแวะปั๊มบ่อย แก๊สโซฮอล์ 95 ก็ยังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
สุดท้าย ทุกอย่างเริ่มต้นที่ คู่มือรถและฝาถังน้ำมัน อ่านให้ชัวร์ก่อนเติมเสมอ แล้วไม่ว่าเบนซิน 95 หรือ E20 รถคุณก็จะอยู่กับคุณไปได้นานแบบไม่ทำร้ายเครื่องและไม่ทำร้ายกระเป๋าสตางค์ครับ


ความคิดเห็น