หลบใจวุ่นวาย ขับรถขึ้นถนนลอยฟ้าไปหามะลิลา คาเฟ่
ใครเคยขับรถผ่านถนนลอยฟ้ากลางขุนเขา แถวถนนย่านหล่มสักตัดออกไปวังสะพุง หรือเส้นทางยอดฮิตสาย 1016 “หล่มสัก–ภูหลวง” ที่มุ่งหน้าออกสู่อำเภอวังสะพุง ก่อนจะไปต่อเข้าอำเภอเมือง จังหวัดเลย
เส้นนี้ขึ้นชื่อเรื่องวิวสวยอยู่แล้ว สองข้างทางเป็นภูเขาสลับชั้นทอดยาวสุดสายตา เหมาะกับสายลุยธรรมชาติ ชอบขับรถชมทิวทัศน์ ปล่อยใจไปกับวิวเขาแบบไม่มีอะไรบดบัง
ถ้าได้มาช่วงหน้าหนาว บอกเลยว่าจะยิ่งประทับใจ เพราะที่นี่เต็มไปด้วย ทะเลหมอกยามเช้า ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย และยังได้ชมพระอาทิตย์ตกดินในบรรยากาศโรแมนติกราวอยู่ในฉากละคร
แล้วถ้าใครสังเกตริมทางดีๆ จะเห็นจุดชมวิวที่มีร้านเล็กๆ น่ารักตั้งอยู่ นั่นแหละคือ “มะลิลา คาเฟ่” คาเฟ่วิวหลักล้านบนยอดภู ที่ทำให้คนขับรถผ่านต้องเหลียวมองและสงสัยทันทีว่า ใครกันนะกล้าใจเด็ดมาเปิดร้านบนภูเขาแบบนี้
มะลิลา คาเฟ่ คาเฟ่เล็กๆ แต่วิวไม่เล็กเลย
ที่นี่มีนักท่องเที่ยวแวะพักกันตลอดทั้งวัน ใครเหนื่อยจากการเดินทางไกล แวะลงมานั่งพักจิบกาแฟ มองวิวภูเขา สูดอากาศดีๆ ให้เต็มปอด ถือว่าคุ้มเกินคุ้ม
ด้านหน้าร้านจะเห็นแม่ค้าคนสวยนั่งคอยต้อนรับอย่างเป็นกันเอง เมนูเด็ดของร้านคือกาแฟคั่วสดๆ สายพันธุ์โรบัสต้า ที่คัดสรรมาจากภูหลวง และนาแห้ว จังหวัดเลย กลิ่นหอมแรงสะดุดจมูกตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้กลิ่น
สำหรับสายกาแฟ ถ้าได้ลองชิมสักแก้ว ทั้งร้อนหรือเย็น รับรองต้องเผลอยกนิ้วให้ ด้วยรสชาติที่ หอม นุ่ม กลมกล่อม ดื่มแล้วสดชื่น แถมยังได้มานั่งชมวิวสวยๆ แบบ 360 องศา เห็นภูเขาโอบล้อมรอบตัว
จุดที่ทำให้หลายคนยิ้มไม่หุบคือ ราคาแก้วละแค่ 50–60 บาท แต่แลกกับวิวระดับหลักล้าน บอกเลยว่าคุ้มค่าเกินราคามาก
จากสาวออฟฟิศเงินเดือนดี สู่เจ้าของคาเฟ่บนยอดภู
เบื้องหลังคาเฟ่เล็กๆ แห่งนี้ คือเจ้าของร้านแสนอบอุ่น คุณมะลิวัลย์ สาลีแก้ว สาวอีสานจากแถบนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู ที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตแบบสาวออฟฟิศเต็มตัว
เธอเคยทำงานอยู่บริษัทด้านเคเบิลทีวีชื่อดัง ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่โปรแกรมฯ ผ่านยุคที่เคเบิลทีวีเป็นที่นิยมสุดๆ มีทั้งหนังดังและกีฬาดีๆ ให้คนสมัครสมาชิกดูกันอย่างคึกคัก
หลังจากบริษัทมีการปรับโครงสร้าง รวมกิจการ และย้ายออฟฟิศไปที่อาคารทิปโก้ เธอก็ยังทำงานต่ออีกพักใหญ่ ก่อนจะย้ายไปทำงานในบริษัทใหญ่ชื่อดังแห่งหนึ่ง และตัดสินใจลาออกในเวลาต่อมา
ตอนลาออก เธอมีเงินเก็บก้อนหนึ่งจากการทำงานในเมืองกรุง ซึ่งแม้เงินเดือนจะดี แต่ค่าครองชีพก็สูงตามไปด้วย จนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า
จะทำงานในเมืองใหญ่ไปแบบนี้อีกนานแค่ไหน
ชีวิตที่อยากได้จริงๆ คืออะไร
ถ้าวันหนึ่งหมดแรงวิ่งตามงานออฟฟิศ จะมีอะไรเป็นของตัวเอง
ด้วยความฝันอยากมีธุรกิจเล็กๆ ที่อิสระ และบริหารชีวิตได้ด้วยตัวเอง เธอจึงเลือกเส้นทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เอาเงินเก็บทั้งก้อน มาลองเสี่ยงบนถนนลอยฟ้า
มะลิวัลย์ตัดสินใจนำเงินเก็บทั้งหมด มาลงทุนเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ชื่อ “มะลิลา” บนถนนลอยฟ้าแห่งนี้ ด้วยเหตุผลที่เรียบง่ายแต่เฉียบคมมาก
ทำเลนี้อยู่กลางขุนเขา วิวสวย ลมดี บรรยากาศชนะเลิศ
รอบๆ ยังไม่มีเจ้าไหนกล้าเปิดร้านบนยอดภู
นักเดินทางใช้เส้นทางนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
เธอเชื่อว่าโลเกชันแบบนี้เหมาะกับการเปิดร้านกาแฟสุดๆ แต่จะขายกาแฟอย่างเดียวคงไม่พอสำหรับคนเดินทางไกล เธอจึงวางแผนเพิ่มอาหารและเมนูรองท้อง สำหรับนักท่องเที่ยวที่แวะพักกลางทาง จะได้มีทั้งของกินและที่นั่งพักสายตาชมวิว
ทุกอย่างเริ่มจากร้านเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ และความเชื่อว่าถ้าเราขยันและดูแลร้านให้ดี วันหนึ่งจะมีคนเห็นคุณค่าเอง
แผนต่อไป: คาเฟ่ + ลานกางเต็นท์ + สินค้าชุมชน
ทุกวันนี้ ถนนสายนี้เริ่มมีคนใช้เส้นทางกันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มะลิวัลย์เลยไม่หยุดแค่การขายกาแฟ แต่เริ่มคิดต่อยอดให้มะลิลา คาเฟ่ กลายเป็นจุดพักหลักของสายเที่ยวภูเขา
แผนในอนาคตของเธอคือ
ปรับพื้นที่รอบๆ ร้านให้เป็น ลานกางเต็นท์ สำหรับคนอยากมานอนรับลมหนาวบนยอดภู
เปิดต้อนรับนักเดินทางช่วงวันหยุด ให้มาพักผ่อนแบบใกล้ชิดธรรมชาติ
นำ สินค้าชุมชนของชาวบ้าน มาวางขายในร้าน เพื่อให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่ม และนักท่องเที่ยวได้ของฝากกลับบ้าน
พูดง่ายๆ คือ อยากให้มะลิลา คาเฟ่ ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่เป็นจุดพักใจของคนเดินทาง และเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่ช่วยกระจายรายได้กลับสู่ชุมชน
ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่รักความสงบ แต่คิดใหญ่เรื่องชีวิต
มะลิวัลย์เล่าว่า เธอเป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตเงียบๆ รักความเรียบง่าย ชอบธรรมชาติ การได้มาอยู่บนภู อยู่กับต้นไม้ ลมเย็น และเสียงเงียบๆ ของภูเขา จึงไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อสำหรับเธอเลย
เธอเชื่อว่า ถ้าใครได้มีโอกาสมาสัมผัสบรรยากาศที่ร้าน แล้วชอบในวิว ในรสชาติกาแฟ และในความจริงใจของการบริการ คนเหล่านั้นจะบอกต่อแบบปากต่อปาก นั่นคือการโฆษณาที่จริงใจที่สุด
เธอพูดอย่างชัดเจนว่า “ร้านเล็กๆ แบบนี้ ต้องใช้เวลา ไม่มีอะไรสำเร็จในคืนเดียว แต่ข้อดีก็คือ ร้านเป็นของเราเอง ถ้าขยัน รู้จักเก็บ เงินทองมันไม่หายไปไหน”
นอกจากนี้ เธอยังเป็นคนที่ชอบทำบุญมาก รายได้ส่วนหนึ่งมักจะนำไปเข้าวัด ทำบุญที่วัดแถวภูถ้วยทองอยู่เสมอ ชีวิตของเธอเลยเป็นส่วนผสมระหว่าง
การทำมาหากินอย่างซื่อสัตย์
การใช้ชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางภูเขา
และการไม่ลืมแบ่งปันกลับคืนให้สังคม
บทเรียนจากมะลิลา คาเฟ่ สำหรับคนอยากเริ่มต้นใหม่
ยุคนี้การหางาน หรือการสร้างอาชีพของแต่ละคน ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวเลย ทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง แต่สิ่งที่เรื่องราวของมะลิวัลย์สะท้อนออกมาได้ชัดคือ
ถ้าเรากล้าค้นหาว่า ตัวเองชอบอะไรจริงๆ ชีวิตจะเริ่มมีทิศทาง
ความมุ่งมั่น อดทน ขยัน และรู้จักออม คือทุนที่สำคัญไม่แพ้เงินเก็บ
ธุรกิจไม่ควรทำตามแฟชั่น เพราะกระแสมาเร็วก็ไปเร็ว
โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและร้านกาแฟ ปัจจัยสำคัญคือ
โลเกชันที่ใช่
โปรดักส์ที่ดีจริง
การบริการที่จริงใจและเป็นกันเอง
ถ้าองค์ประกอบสามอย่างนี้มาครบ ก้าวเล็กๆ บนยอดภู ก็สามารถกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตได้เหมือนกัน
นี่แหละคือเรื่องราวของผู้หญิงตัวเล็กๆ ชื่อ มะลิวัลย์ ที่เอาแรงใจและสองมือของตัวเอง พลิกชีวิตจากสาวออฟฟิศในเมืองใหญ่ มาสร้างคาเฟ่เล็กๆ บนถนนลอยฟ้า ให้กลายเป็น จุดแวะพักสุดอบอุ่นกลางขุนเขา ที่ใครได้มาแล้ว ก็ยากจะลืมภาพทะเลหมอกและกลิ่นกาแฟหอมๆ แก้วนั้นลงไปได้

