คืนอาทิตย์เหงา ๆ กับหนังสยองจากเกมดัง
เย็นวันอาทิตย์ที่อากาศชื้น ๆ แบบนี้ ขอหยิบหนังสยองขวัญขึ้นมาดูหลังจากดองเน็ตฟลิกซ์ไว้นานเกินไป เรื่องที่เลือกคือเวอร์ชันภาพยนตร์ของเกมดัง Until Dawn แต่ในฐานะคนที่ไม่เคยเล่นเกม ไม่เคยดูแคสต์ ไม่รู้อะไรล่วงหน้าเลย ก็เลยตัดสินใจดูแบบ มือใหม่สุด ๆ วัดกันไปเลยว่าหนังอย่างเดียวจะเอาอยู่ไหม

จุดเริ่มต้น: ตามหาน้องสาวที่หายไปกลางป่า
โครงเรื่องเปิดมาด้วยกลุ่มเพื่อนห้าคนออกทริปไปยังพื้นที่ห่างไกล เพื่อสืบเบาะแสการหายตัวไปของ เมลาณี น้องสาวของ โคลเวอร์ ที่ขาดการติดต่อไปกว่าหนึ่งปี
สิ่งเดียวที่โคลเวอร์มี คือร่องรอยในคลิปวิดีโอที่เมลาณีเคยอัดไว้และส่งมาให้ก่อนจะหายตัวไป เธอเลยชวนเพื่อนอีกสี่คนมาร่วมภารกิจสืบลึกลับครั้งนี้ เรียกว่าไปกันครบทุก archetype ของกลุ่มเด็กวัยรุ่นในหนังสยอง
แมกซ์: แฟนหนุ่มที่กำลังมีปัญหาคาใจกับโคลเวอร์ ความสัมพันธ์ฝืด ๆ นี่แหละตัวดี ทำให้ตึงเครียดตั้งแต่ยังไม่ทันเจอผี
นิหน่า: ผู้หญิงสายแข็งของกลุ่ม เท่และแกร่งแบบที่เหมือนจะรับมือทุกดราม่าได้
เอ๊บ: หนุ่มดวงซวยประจำเรื่อง ที่โชว์ให้เห็นตั้งแต่แรกว่า “กูจะตายก่อนเพื่อนแน่ ๆ”
เมแกน: สาวเชื้อสายเอเชียที่ดูนิ่ง ๆ แต่พกสกิลรับสัญญาณเหนือธรรมชาติมาด้วยแบบเต็มสตรีม
ทั้งหมดเดินตามเบาะแสไปจนถึงบ้านหลังหนึ่งกลางความมืด มาตรฐานหนังสยอง: บ้านกลางป่าที่ไม่มีใครควรเข้าไป แต่นางก็ยังเข้า
คืนติดลูปในบ้าน: ตายซ้ำ ตายวน ตายกันอย่างโหด
คืนนั้นทุกคนติดอยู่ในบ้าน และตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา หนังเปลี่ยนโหมดเต็มตัวเข้าสู่ความโหดแบบไม่ให้พักหายใจ เพราะ ทุกคนตายอย่างน่าอนาถใจมาก
เอ๊บ ถูกจัดหนักด้วยการถูกหั่นครึ่งตัวแบบไม่เหลือมูฟออน
แมกซ์ โดนแทงตาทะลุกะโหลก ทรงนี้คือไม่เหลือพื้นที่ให้จินตนาการต่อ
แล้วเรื่องมันไม่ได้จบที่ตายแล้วจบนะ เพราะทุกคืนพวกเขาจะเหมือนถูกรีเซ็ตให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และพยายามหนีตายอีกรอบ วนไปแบบนี้ซ้ำ ๆ
ข้อมูลที่พอจะสรุปได้จากการตายวนของแต่ละวันคือ ถ้าอยากรอดออกไปจากนรกวนลูปนี้ ทุกคนต้องมีชีวิตให้ผ่านช่วงเวลานาฬิกาทราย ให้ได้ในแต่ละคืน
ยิ่งกว่านั้น บางคืนตัวละครบางคน รอดได้ แต่กลับเลือกฆ่าตัวตายเอง เพื่อให้สามารถ “ไปต่อด้วยกัน” แบบกลุ่ม เรียกว่าไม่ใช่แค่หนีตาย แต่ยังมีความดราม่าความสัมพันธ์ให้คิดตามด้วย
วิธีตายพิสดาร: แค่ดื่มน้ำก็ระเบิด
หนังไม่หยุดอยู่ที่การฆ่าแบบธรรมดา แต่ใส่ไอเดียตายแบบหลุดโลกเข้ามาอย่างดุเดือด โดยเฉพาะ วิธีตายด้วยน้ำ ที่ค่อนข้างจำติดตา
ถ้าดื่มน้ำมากเกินไป ร่างจะระเบิดทั้งตัวในทีเดียว
ถ้าดื่มทีละนิด ก็จะค่อย ๆ ระเบิดออกเป็นชิ้นส่วนไปทีละส่วน
และถ้าใครคิดว่าจะหนีออกจากบ้านแล้วรอดไปได้สบาย ๆ พอกลับไปถึงถนนหลักใกล้บ้าน จะพบกับ เงาสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ ยืนเฝ้าอยู่ข้างนอก พร้อมสังหารทุกคนที่พยายามหนี
สรุปคือ จะอยู่ก็ตาย จะหนีก็ไม่รอด บรรยากาศเรื่องเลยยิ่งอึดอัดทบซ้อนเข้าไปอีก
ความลับของเหมืองเก่า และหมอผู้ไม่เคยคิดจะรักษาใครจริง ๆ
เมื่อเรื่องค่อย ๆ คลี่คลาย ทุกคนเริ่มรวมชิ้นส่วนข้อมูลได้ว่าพื้นที่ที่บ้านตั้งอยู่นั้น เคยเป็นบริเวณเหมืองเก่าที่เคยเกิดโศกนาฏกรรมใหญ่ คนตายไปมากกว่า 100 ศพ เพราะขุดเหมืองลึกเกินจนถล่มมาทับคนงาน
คนที่เข้าไปช่วยเหลือผู้รอดชีวิตในอดีตมีชื่อว่า ด็อกเตอร์อลัน ฮิล แต่แทนที่เขาจะทำหน้าที่แพทย์ผู้ช่วยชีวิตคน เขากลับลากผู้รอดชีวิตไปเป็น หนูทดลอง แทน
ในวิดีโอเทปเก่า ๆ ที่กลุ่มวัยรุ่นได้เจอ ถูกบันทึกภาพของผู้ที่เคยถูกทดลองไว้ ซึ่งประสบการณ์ที่คนเหล่านั้นเคยเจอนั้น เหมือนเป๊ะกับสิ่งที่วัยรุ่นกลุ่มนี้กำลังเผชิญอยู่
ด็อกเตอร์ฮิลมีความเชื่อสุดโต่งว่า
การดันมนุษย์ให้ตกอยู่ในความกลัวสุดขั้ว
จะทำให้มนุษย์ค่อย ๆ กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดที่เขาเรียกว่า Wendingo
ตามบันทึก คนที่ถูกทดลองจะอยู่ได้ไม่เกิน 11 วัน ก่อนจะกลายร่างเป็นเวนดิงโก้อย่างสมบูรณ์ นั่นหมายความว่า เวลา คือศัตรูตัวฉกาจของทุกคนในบ้านหลังนี้ ตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้าไป

คืนที่ 13: เมื่อเวลาไม่ตรงกับความทรงจำ
เรื่องเดินมาถึงจุดที่เริ่มทำให้คนดูรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลกับ “เวลา” ในบ้านหลังนี้
เพื่อนหลายคนยืนยันว่าคืนนั้นคือ คืนที่ 5 ของการติดอยู่ในบ้าน แต่ นิหน่า กลับบอกว่า นี่คือคืนที่ 13 แล้ว เธออ้างอิงจากสมุดที่เธอเขียนชื่อทุกคืน ก่อนที่ตัวเองจะตายในแต่ละรอบ
จุดสำคัญคือ ในบันทึกที่ผ่านมา ไม่มีใครเคยเขียนชื่อข้ามคืนที่ 13 ได้เลย ทุกคนจะกลายร่างเป็นเวนดิงโก้ในคืนนี้ทั้งหมด ดังนั้นคืนนี้จึงเป็นเหมือน โอกาสสุดท้าย ที่จะหนีออกจากฝันร้ายนี้ให้ได้จริง ๆ
แม้ทุกคนจะจำเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้ไม่ชัด แต่เอ๊บก็เปิดคลิปจากโทรศัพท์ให้ดู เป็นหลักฐานว่าพวกเขาเคยผ่านอะไรมาแล้วบ้าง
คลิปที่เห็นมีตั้งแต่ฉากที่
โคลเวอร์โดนผึ้งใช้ใบหน้าเป็นรูทางเข้าแบบสยองสุดขีด
เสียงไซเรนดังทั้งเมืองแบบโลกกำลังพัง
และมีภาพด็อกเตอร์อลัน ฮิล เดินเข้ามาพลิกศพของทุกคนอย่างเยือกเย็น
พูดง่าย ๆ คือพวกเขา ตายมาหลายรอบจนจำไม่ได้แล้ว ว่านี่คือรอบที่เท่าไหร่ของการวนลูป

โคลเวอร์: หัวใจของความกลัว และเครื่องยนต์ของสัตว์ประหลาด
ถึงจุดหนึ่งของเรื่อง โคลเวอร์ได้เผชิญหน้ากับ ด็อกเตอร์อลัน ฮิล แบบตัวต่อตัว ในห้องสนทนาที่เหมือนห้องรับคำปรึกษาทางจิต แต่บรรยากาศกลับน่ากลัวกว่านั้นมาก
หมอเริ่มเล่าประวัติการรักษาของเธอออกมาแบบละเอียด
เธอมีภาวะซึมเศร้ารุนแรง
เคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วสองครั้งแต่ไม่สำเร็จ
มีภาวะวิตกกังวลในระดับหนัก
พื้นที่สยองขวัญแห่งนี้ทำหน้าที่เหมือน ตัวขยายสัญญาณ ดึงเอาความกลัวและความวิตกของโคลเวอร์ออกมาแล้วปั้นให้กลายเป็นรูปธรรมในโลกจริง สิ่งที่เธอกลัวจึงไม่ใช่แค่ภาพในหัว แต่ถูกขยายจนกลายเป็นสัตว์ประหลาดและเหตุการณ์สยองที่ทุกคนต้องเจอ
พูดอีกแบบคือ โคลเวอร์กลายเป็นเหมือนมอเตอร์ที่ขับเคลื่อนให้ความสยองทั้งหมดทำงาน ถ้าไม่มีความกลัวของเธอ ทุกอย่างอาจไม่เกิดขึ้นในรูปนี้ด้วยซ้ำ
แล้วจุดหักลำเล็ก ๆ แต่สะใจคนดูก็เกิดขึ้นระหว่างการคุย โคลเวอร์ใช้จังหวะหนึ่งผลักแก้วกาแฟของหมอให้โดนน้ำที่หยดลงมาจากเพดาน น้ำหยดผสมกาแฟนี้กลายเป็นกับดัก หมอดื่มเข้าไปแล้ว ร่างระเบิด แบบเดียวกับที่เธอและเพื่อนเคยเจอมาก่อนหน้า
การระเบิดของหมอคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พวกเขาหลุดจากลูปนรกในที่สุด

สรุป: เมื่อความกลายเป็นสัตว์ประหลาดไล่ล่าเราเอง
ถ้าดูแบบไม่รู้มาก่อนว่าเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากเกม จะสัมผัสได้ชัดมากว่าหนังเล่นกับประเด็น “ความกลัวภายในมนุษย์” ได้ตรงและดิบไม่เบา
บ้านหลังนี้คือกับดักทางจิตที่บิดเวลา
การตายซ้ำ ๆ คือการทดสอบขีดจำกัดของใจคน
เวนดิงโก้ไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาด แต่คือผลลัพธ์ของความกลัวที่ถูกเร่งปฏิกิริยา
ที่น่าสนใจคือ ตัวละครที่เหมือนเหยื่อที่สุดอย่างโคลเวอร์ กลับเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อโลกสยองใบนี้มากที่สุดเช่นกัน เธอทั้งเป็นแหล่งพลังให้ความสยองทำงาน และในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่หาทางตัดวงจรนรกนี้ได้ด้วยตัวเอง
Until Dawn เวอร์ชันหนังสยองจึงไม่ได้พาเราแค่หนีผีในบ้านกลางป่า แต่ลากเราไปสำรวจด้านมืดในจิตใจ ที่บางครั้งน่ากลัวกว่าสัตว์ประหลาดในเงามืดเสียอีก

