CeraVe: เวชสำอางที่โตจากคำแนะนำหมอ สู่แบรนด์ปากต่อปาก
หลายปีที่ผ่านมา โลกบิวตี้ไม่ได้พูดกันแค่เรื่อง “ธรรมชาติ” อีกต่อไป แต่เริ่มเข้าสู่ยุคของสาย ส่วนผสม (Active Ingredient) อย่างจริงจัง
ผู้บริโภควันนี้รู้จักผิวตัวเองมากขึ้น รู้ว่าตัวเองแพ้อะไร ขาดอะไร และต้องใช้สารตัวไหนแก้ปัญหา ไม่ได้ซื้อสกินแคร์เพราะคำเคลมสวยหรูในโฆษณาอย่างเดียวอีกแล้ว
ผลลัพธ์คือ แบรนด์ที่กล้าโฟกัสเรื่อง “ส่วนผสม” แบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่แบรนด์เนิร์ด ๆ อีกต่อไป แต่กลายเป็น ฮีโร่ของชาวผิวพัง ที่คนยอมเปย์ เพราะเห็นผลชัดเจน
หนึ่งในนั้นคือ CeraVe (เซราวี) เวชสำอางสัญชาติอเมริกัน ที่ตอนนี้อยู่ในเครือ ลอรีอัล กรุ๊ป แบรนด์ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2005 แต่เพิ่งเข้ามาไทยเมื่อปี 2018 เท่านั้น
แค่ 7 ปีในไทย แต่ชื่อเสียงแรงจนกลายเป็นคำจำกัดความสั้น ๆ ว่า “ถูกและดี” ไปเรียบร้อย
มีลูกค้าตั้งแต่สายวัยรุ่น ไปจนถึงแม่และลูก
วางตัวเป็นเวชสำอาง ไม่ใช่แค่สกินแคร์เคาน์เตอร์แบรนด์
และที่น่าสนใจที่สุดคือ…โตจาก ช่องทางหมอผิวหนัง + ปากต่อปาก เป็นหลัก
กลยุทธ์ผ่านหมอผิวหนัง: เมื่อใบสั่งหมอกลายเป็นใบสั่งซื้อ
หัวใจการตลาดของ CeraVe ในหลายประเทศ รวมถึงไทย คือการวางตัวเป็น “เวชสำอาง” อย่างเต็มตัว
แทนที่จะเทบัดเจ็ตยิงโฆษณาหนัก ๆ แบรนด์เลือกเริ่มจาก ห้องตรวจของแพทย์ผิวหนัง ก่อน
แนวคิดง่าย ๆ แต่ทรงพลังมาก:
เข้าไปขายผ่านโรงพยาบาล คลินิกผิวหนัง
ให้หมอเป็นคนแนะนำผลิตภัณฑ์แก่คนไข้ที่มีปัญหาผิว
เมื่อคนไข้ลองใช้แล้วอาการดีขึ้น เขาก็เริ่มเชื่อใจแบรนด์แบบไม่ต้องโฆษณาเยอะ
ขั้นต่อมาคือการบอกต่อให้เพื่อน คนในครอบครัว หรือคนในชุมชนออนไลน์
เพราะมี “เครดิตจากหมอผิวหนัง” การที่เพื่อนบอกกันว่า “ลอง CeraVe สิ หมอให้มา ใช้แล้วผิวดีขึ้น” เลยยิ่งฟังดูน่าเชื่อถือกว่าคำโฆษณาทั่วไปหลายเท่า
ประกอบกับภาพลักษณ์ของสินค้า:
แพ็กเกจจิ้งเรียบ ๆ คลีน ๆ สไตล์เวชสำอาง
ราคาไม่หลุดโลก เข้าถึงได้จริง
ทั้งหมดนี้ช่วยผลักให้ CeraVe ขึ้นแท่นแบรนด์ที่ถูกมองว่า “เวชสำอางถูกและดี” แบบไม่มีข้อโต้แย้ง
Medutainment: เมื่อเรื่องหมอ ๆ ถูกเล่าให้เข้าใจง่าย
แนวทางการสื่อสารของ CeraVe ไม่ได้เน้นความหวือหวา แต่เน้น “เข้าใจผิว – เข้าใจส่วนผสม”
แบรนด์ใช้คอนเซ็ปต์ Medutainment (Medical + Entertainment) คือหยิบเรื่องวิชาการที่ฟังดูยาก เช่น โครงสร้างเกราะปกป้องผิว เซราไมด์ หรือปัญหาผิวแห้ง-ผิวอักเสบ มาย่อยให้เข้าใจง่าย ผ่านการเล่าของแพทย์ผิวหนัง
เป้าหมายคือ:
ทำให้คนเข้าใจว่าปัญหาผิวของตัวเองคืออะไร
อธิบายว่าทำไมบางคนใช้ครีมทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้น
เชื่อมต่อไปยังคำตอบว่า ส่วนผสมแบบไหนช่วยได้ และ CeraVe อยู่ตรงจุดไหนของโซลูชันนั้น
ในช่วงแรกที่เข้าตลาดไทย แบรนด์ยังไม่มีงบโฆษณาเยอะ จึงเน้นหนักไปที่ช่องทางหมอเป็นหลัก พอเริ่มมีฐานผู้ใช้ที่พอใจและบอกต่อ ยอดขายก็ค่อย ๆ ขึ้นแบบมั่นคง
จากนั้นจึงค่อยเริ่มเสริมด้วย:
Influencer ที่ช่วยขยายเสียงของคนใช้จริง
โฆษณาบางส่วน (สัดส่วนราว 5%)
แต่แกนของการสื่อสารยังเหมือนเดิม คือ ให้ข้อมูลลูกค้าอย่างจริงใจ เข้าใจง่าย และไม่หลอกฝัน ซึ่งรูปแบบนี้เองที่ค่อย ๆ สร้าง แบรนด์เลิฟ ขึ้นในระยะยาว
พอร์ตสินค้าในไทย: ไม่ต้องเยอะ แต่ยิงตรงปัญหา
แม้ว่าในสหรัฐอเมริกา CeraVe จะมีไลน์สินค้ากว่า 70 รายการ ครอบคลุมแทบทุกหมวดสกินแคร์ ทั้ง
มอยเจอร์ไรเซอร์
ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า
สกินแคร์สำหรับสิว
สายเอจจิ้ง
กันแดด
ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม
แต่สำหรับตลาดไทย แบรนด์เลือกโฟกัสที่ 3 กลุ่มหลักก่อน:
บอดี้โลชั่น
ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า
สกินแคร์สำหรับผิวหน้า
ปีต่อ ๆ ไปจึงเริ่มทยอยดึงสูตรอื่น ๆ เข้ามาเพิ่ม โดยต้องดูว่า เหมาะกับสภาพผิวคนไทยหรือไม่ ไม่ใช่ยกทุกสูตรจากเมืองนอกเข้ามาแบบดื้อ ๆ
ทำไมมี 3 ไซส์ แล้วกลับขายดีทุกขนาด?
หนึ่งในดีเทลที่ทำให้ CeraVe แตกต่างจากแบรนด์อื่น คือการออก แพ็กเกจจิ้ง 3 ขนาด สำหรับหลาย ๆ โปรดักต์ ได้แก่
88 ml
236 ml
473 ml
ในมุมการตลาดและโลจิสติกส์ การมีหลายไซส์อาจทำให้ต้องบริหารสต๊อกซับซ้อนขึ้น แต่สำหรับ CeraVe กลับกลายเป็นจุดแข็ง เพราะช่วยให้เข้าถึง ลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ได้จริง
แต่ละไซส์เหมือนถูกออกแบบมาจับ “ช่วงชีวิต” ของลูกค้า:
ไซส์เล็ก (88 ml): เหมาะกับกลุ่ม New User ที่อยากลองก่อน ไม่กล้าเสี่ยงซื้อใหญ่ แต่ก็อยากทดสอบว่าสกินแคร์สายเวชสำอางตัวนี้เวิร์กกับผิวตัวเองไหม
ไซส์กลาง (236 ml): ถูกใจกลุ่ม Gen Y วัยทำงาน 25–35 ปี ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของแบรนด์ กลุ่มนี้หาข้อมูลเก่ง รู้เรื่องส่วนผสม และพร้อมลงทุนกับสกินแคร์ที่ตอบโจทย์จริง
ไซส์ใหญ่ (473 ml): มักอยู่ในบ้านที่มีหลายคนใช้ร่วมกัน โดยเฉพาะกลุ่ม แม่และลูก ที่ต้องการอะไรที่อ่อนโยน ใช้ได้ทั้งครอบครัว และคุ้มค่าในระยะยาว
แม้จะมีหลายขนาด แต่กลับไม่มีปัญหาเรื่องสต๊อก เพราะ ทุกไซส์ขายดีหมด แทบจะขึ้นอยู่กับช่วงวัยและพฤติกรรมการใช้
ลูกค้าไม่ได้มีแค่ 1 ไอเท็มในห้องน้ำ
หนึ่งในอินไซต์ที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้ CeraVe จำนวนมากไม่ได้ซื้อแค่ชิ้นเดียวแล้วจบ แต่กว่า 50–60% ของลูกค้า ใช้สินค้ามากกว่า 3 ตัวขึ้นไป
นี่สอดคล้องกับพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคที่รู้ว่า “ผิวเราไม่เหมือนเดิมทุกวัน” ทำให้หลายคน
มีคลีนเซอร์มากกว่า 1 แบบ
มีมอยเจอร์ไรเซอร์สำหรับช่วงผิวแห้งจัด และอีกตัวสำหรับวันที่ผิวโอเค
เลือกมิกซ์แอนด์แมตช์สกินแคร์ตามสภาพผิวในแต่ละวัน
สินค้าขายดีอันดับต้น ๆ ที่ถูกพูดถึงบ่อย ได้แก่
CeraVe Moisturizing Cream 50 ml
CeraVe Moisturizing Lotion 473 ml
CeraVe PM Facial Moisturizing
ด้านโครงสร้างรายได้โดยรวม แบ่งคร่าว ๆ ได้ว่า:
กลุ่มบอดี้โลชั่น: ราว 40%
คลีนเซอร์: ราว 30–40%
กลุ่มผิวหน้าอื่น ๆ: ราว 30–40%
ปีนี้ยังมีการนำสูตร Intensive Moisturizing Lotion เข้ามาเสริม เป็นโลชั่นสำหรับ:
คนผิวแห้งมาก
คนที่มีผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
และในอนาคตยังมีโอกาสเลือกสูตรสำหรับผิวหน้าเข้ามาเพิ่ม แต่ต้องคัดแล้วคัดอีกว่าตรงกับผิวและสภาพอากาศของคนไทยจริง ๆ
จากน้องใหม่สู่ลูกรักลอรีอัล
ในเวลาแค่ไม่กี่ปี CeraVe กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สร้างผลงานโดดเด่นในเครือ ลอรีอัล ประเทศไทย
เปิดตัวไม่นาน รายได้ก็ขึ้นมาติด Top 5 ภายในบริษัท
ปัจจุบันอยู่ในอันดับ ที่ 4 ของลอรีอัล กรุ๊ป ประเทศไทย จากทั้งหมด 13 แบรนด์
ในกลุ่มเวชสำอาง ลอรีอัลมีอยู่ 3 แบรนด์หลัก:
La Roche-Posay (ลา โรช-โพเซย์)
Vichy (วิชี่)
CeraVe (เซราวี)
ส่วนถ้ามองภาพรวมตลาดเวชสำอางในไทยตอนนี้ CeraVe ขึ้นมาอยู่ในสถานะ:
เบอร์ 2 ในตลาดเวชสำอาง รองจาก Eucerin
และมีส่วนแบ่งตลาดเป็น เบอร์ 6 ในตลาดสกินแคร์รวม
การเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นตัวเลขสามหลักต่อเนื่อง เพิ่งจะชะลอมาบ้างในช่วง 2 ปีหลังเพราะฐานใหญ่ขึ้น แต่ปีนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อได้อีกจากพลังของ การบอกต่อปากต่อปาก ที่ยังทำงานหนักให้แบรนด์แบบไม่ต้องยัดเยียดโฆษณา
บทสรุป: สูตร “ถูกและดี” ที่ไม่ได้มาจากราคาถูกอย่างเดียว
CeraVe ไม่ได้เกิดมาเป็นไวรัลจากคลิปแค่ข้ามคืน แต่โตจาก 3 แกนหลักที่ชัดเจนมาก:
เริ่มที่ความน่าเชื่อถือ: ผ่านแพทย์ผิวหนัง โรงพยาบาล คลินิก ให้หมอเป็นคนถือธงแนะนำ
ยืนบนข้อมูลจริง ไม่ขายฝัน: ใช้แนว Medutainment อธิบายส่วนผสมและปัญหาผิวอย่างเข้าใจง่าย
จับให้โดนทุกช่วงวัยและงบประมาณ: มีหลายไซส์ หลายไลน์สินค้า ให้คนเลือกตามปัญหาและไลฟ์สไตล์
ทั้งหมดนี้ทำให้คำว่า “ถูกและดี” ในกรณีของ CeraVe ไม่ได้หมายถึงแค่ราคาจับต้องได้ แต่หมายถึงการที่แบรนด์ ให้มากกว่าที่ราคาเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์ ความเข้าใจเรื่องผิว หรือความสบายใจเวลาหยิบมาใช้
สำหรับใครที่กำลังหาตัวช่วยกู้ผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย หรือมีผื่นบ่อย การมองหาเวชสำอางที่มีหมอหนุนหลัง และส่วนผสมชัดเจนแบบ CeraVe ก็อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ “ดีต่อผิว” และ “ดีต่อใจ” ไปพร้อมกันได้จริง ๆ

