รับแอปรับแอป

‘น้องแมว’ มักส่งเสียงเรียกความสนใจจาก ‘ทาสแมวผู้ชาย’ บ่อยกว่า ‘ทาสแมวผู้หญิง’ เรื่องจริงที่วิทยาศาสตร์ยืนยันแล้ว

วุฒิชัย ชาญชัย12-19

เคยสังเกตกันไหม เวลากลับถึงบ้านแล้วน้องแมวเดินตามมาเหมียว ๆ ไม่หยุด บางบ้านเหมือนตั้งใจร้องใส่คนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ บางคนโดนทักตั้งแต่เปิดประตู บางคนกลับเงียบกริบเหมือนไม่มีใครอยู่บ้าน ถ้าเคยคิดว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญ ขอบอกเลยว่าวิทยาศาสตร์ออกมายืนยันแล้วว่า “ไม่บังเอิญ” จริง ๆ

เพราะงานวิจัยชิ้นใหม่พบว่า แมวมีแนวโน้มส่งเสียงเรียกความสนใจจากเจ้าของที่เป็นผู้ชาย มากกว่าเจ้าของที่เป็นผู้หญิงถึงเกือบ 2.4 เท่า อ่านไม่ผิด เกือบสองเท่าครึ่งเลยทีเดียว

ข่าวนี้ทำเอาทาสแมวหลายบ้านต้องหันมามองน้องด้วยสายตาใหม่ พร้อมตั้งคำถามในใจว่า “ตกลงน้องเรียกรัก หรือเรียกร้องอะไรกันแน่”

งานวิจัยนี้คืออะไร มาจากไหน ทำไมทาสแมวควรรู้

ข้อมูลนี้มาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ethology วารสารด้านพฤติกรรมสิ่งมีชีวิตชื่อดัง นำโดยทีมนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยอังการา ประเทศตุรกี

ทีมนักวิจัยศึกษาพฤติกรรมแมวจากเจ้าของทั้งหมด 31 คน โดยขอให้เจ้าของถ่ายวิดีโอช่วงเวลาที่ตัวเอง “กลับถึงบ้าน” เพื่อดูปฏิกิริยาของแมวในช่วงทักทาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แมวมักแสดงพฤติกรรมหลากหลายที่สุด

จุดโฟกัสสำคัญคือ เสียงร้องของแมว ไม่ว่าจะเป็นเสียงเหมียว เสียงคราง หรือเสียงร้องสั้น ๆ ที่ทาสแมวคุ้นเคยกันดี

ตัวเลขชัด ๆ ที่ทำให้ต้องอุทานว่า อ้าวเฮ้ย จริงด้วย

ผลลัพธ์ที่ได้ชัดเจนเกินคาด

  • ภายใน 100 วินาทีแรกหลังเปิดประตูบ้าน

  • เจ้าของแมวที่เป็น ผู้ชาย ได้ยินเสียงร้องจากแมวเฉลี่ย 4.3 ครั้ง

  • เจ้าของแมวที่เป็น ผู้หญิง ได้ยินเสียงร้องเฉลี่ยเพียง 1.8 ครั้ง

ความแตกต่างนี้สูงถึง เกือบ 2.4 เท่า และที่สำคัญคือ
➡️ ไม่เกี่ยวข้องกับอายุของแมว
➡️ ไม่เกี่ยวข้องกับเพศของแมว
➡️ ไม่เกี่ยวข้องกับสายพันธุ์ของแมว

พูดง่าย ๆ คือ ไม่ว่าแมวจะเป็นเด็ก เป็นแก่ เป็นแมวไทย หรือแมวสายพันธุ์ไหน ถ้าเจ้าของเป็นผู้ชาย โอกาสโดนเหมียวใส่มีสูงกว่าเห็น ๆ

แมวร้องเพราะอะไร หิว คิดถึง หรือแค่อยากคุย

ทีมวิจัยไม่ได้ดูแค่เสียงร้องอย่างเดียว แต่ยังวิเคราะห์พฤติกรรมของแมวรวมทั้งหมด 22 รูปแบบ ตั้งแต่

  • การชูหาง

  • การถูตัว

  • การเดินวน

  • การเกาตัว

  • การหาว (ซึ่งมักเป็นสัญญาณของความเครียด)

  • การเดินไปหาชามอาหาร

นักวิจัยแบ่งพฤติกรรมออกเป็น 2 กลุ่มหลัก

  • พฤติกรรมทางสังคม เช่น การถูตัว ชูหาง

  • พฤติกรรมเบี่ยงเบน เช่น การสะบัดตัว หรือเกาตัวเอง

  • สิ่งที่น่าสนใจมากคือ มีเพียง “เสียงร้อง” เท่านั้น ที่เปลี่ยนไปตามเพศของเจ้าของ พฤติกรรมอื่นแทบไม่ต่างกันเลย

    แปลว่าเสียงร้องของแมว เป็น “เครื่องมือสื่อสารเฉพาะกิจ” ที่แมวเลือกใช้ต่างกันตามคนที่กำลังสื่อสารด้วย

    ทำไมแมวถึงร้องใส่ทาสแมวผู้ชายมากกว่า

    แม้งานวิจัยจะไม่ได้ลงลึกถึงสาเหตุเชิงชีววิทยาโดยตรง แต่มีข้อสันนิษฐานที่ฟังแล้วพยักหน้าตามได้ไม่ยาก

    นักวิจัยมองว่า

    • เจ้าของที่เป็นผู้หญิง มักให้ความสนใจกับแมวมากกว่า

    • สามารถรับรู้อารมณ์แมวได้ดีจากภาษากาย

    • มีแนวโน้มตอบสนองก่อนที่แมวจะต้องร้อง

    • และอาจเลียนแบบเสียงแมวได้มากกว่าโดยไม่รู้ตัว

    ในขณะที่เจ้าของที่เป็นผู้ชาย

    • อาจต้องการ “สัญญาณเสียงที่ชัดเจนกว่า”

    • แมวจึงเรียนรู้ว่า ถ้าจะให้ได้ความสนใจ ต้องร้องให้ถี่ขึ้น หนักขึ้น

    สุดท้ายแมวก็ปรับตัวแบบง่าย ๆ
    👉 ถ้าไม่ร้อง = ไม่ได้ผล
    👉 ถ้าร้อง = ได้ผล
    👉 งั้นร้องบ่อยขึ้นไปเลย

    ฉลาดจริง ๆ ไม่ได้มีแค่หน้ากลม ๆ

    สิ่งที่งานวิจัยนี้บอกเราเกี่ยวกับการสื่อสารของแมว

    แมวอยู่ร่วมกับมนุษย์มานานหลายพันปี และทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบอะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับการสื่อสารของแมวกับมนุษย์อยู่เสมอ

    ผลการศึกษานี้ช่วยยืนยันว่า

    • แมวไม่ได้ร้องแบบสุ่ม

    • แมวเลือก “วิธีสื่อสาร” ให้เหมาะกับคนแต่ละคน

    • เสียงร้องไม่ใช่แค่ความน่ารัก แต่เป็นกลยุทธ์การสื่อสาร

    ที่สำคัญคือ มันบอกเป็นนัยว่า
    แมวรับรู้ความรัก ความใส่ใจ และรูปแบบการตอบสนองของมนุษย์ได้จริง

    ใครที่เคยคิดว่าแมวเมินโลก รักใครไม่เป็น อาจต้องคิดใหม่

    แล้วทาสแมวควรปรับตัวยังไงดี

    เข้าใจพฤติกรรมแมว = เลี้ยงง่ายขึ้นอีกเยอะ

    ถ้าแมวร้องบ่อย

    • ลองสังเกตว่าเป็นเสียงแบบไหน

    • เป็นเสียงเรียก เสียงหิว หรือเสียงอ้อน

    • ดูบริบทประกอบ ไม่ใช่ดูแค่เสียงอย่างเดียว

    ถ้าอยากให้แมวไม่ต้องร้องบ่อย

    • ตอบสนองเชิงภาษากายให้มากขึ้น

    • สังเกตสัญญาณเล็ก ๆ เช่น การเดินมองหน้า การชูหาง

    • จัดตารางอาหารและเวลาเล่นให้สม่ำเสมอ

    การสื่อสารกับแมวไม่ใช่เรื่องของเสียงอย่างเดียว แต่เป็นการ “อ่านใจ” กันไปมา

    สรุปแบบทาสแมวอ่านแล้วอมยิ้ม

    งานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่าแมวรักใครมากกว่ากัน แต่บอกว่า แมวฉลาดพอที่จะปรับวิธีสื่อสารให้เหมาะกับมนุษย์แต่ละคน

    ถ้าโดนเหมียวใส่บ่อย ไม่ได้แปลว่าแมวเอาแต่ใจ แต่อาจหมายความว่า
    “น้องกำลังเลือกวิธีที่ได้ผลที่สุดกับคนตรงหน้า”

    และนั่นยิ่งทำให้แมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีเสน่ห์แบบถอนตัวไม่ขึ้น ยิ่งเข้าใจ ยิ่งหลง ยิ่งรู้ ก็ยิ่งรักมากกว่าเดิม