ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการบันเทิงและวงการเกมถูกเขย่าด้วยคำสั้น ๆ แต่ทรงพลังอย่าง AI ตั้งแต่งานภาพ เสียงพากย์ ไปจนถึงบทสนทนาในเกม หลายผลงานเริ่มถูกตั้งคำถามว่า “นี่คือฝีมือมนุษย์ หรือฝีมืออัลกอริทึม” และเมื่อชื่อของเกม RPG ฟอร์มยักษ์อย่าง Clair Obscur: Expedition 33 ถูกโยงเข้ากับประเด็นนี้ กระแสก็ลุกขึ้นทันทีแบบไม่ต้องจุดไฟเพิ่ม
ล่าสุด เรื่องราวนี้ได้รับคำตอบแบบตรงไปตรงมา จากปากของผู้กำกับเกมเอง เมื่อ Guillaume Broche ผู้กำกับจาก Sandfall Entertainment ออกมายืนยันชัดเจนว่า
ทุกสิ่งอย่างใน Clair Obscur: Expedition 33 ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ทั้งหมด
คำยืนยันนี้ไม่ใช่แค่การแก้ข่าว แต่เป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในยุคที่เส้นแบ่งระหว่าง “งานสร้างสรรค์” กับ “งานที่สร้างโดย AI” กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

Clair Obscur: Expedition 33 คือเกมอะไร ทำไมถึงถูกจับตาขนาดนี้
Clair Obscur: Expedition 33 คือเกมแนว Turn-based RPG ที่ผสมผสานกลิ่นอายศิลปะตะวันตกเข้ากับโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบเข้มข้น ตัวเกมถูกพัฒนาโดย Sandfall Entertainment และได้รับความสนใจอย่างมากตั้งแต่เปิดตัว ด้วยงานภาพที่โดดเด่น โลกแฟนตาซีที่มีเอกลักษณ์ และโทนเรื่องที่จริงจังแบบไม่ขายสูตรสำเร็จ
จุดเด่นของเกมที่ทำให้หลายคนจับตา ได้แก่
งานคอนเซ็ปต์อาร์ตที่มีสไตล์เฉพาะตัว
โลกแฟนตาซีที่หม่น ลึก และมีนัยยะ
ระบบต่อสู้แบบเทิร์นเบสที่ผสมจังหวะแอ็กชัน
การเล่าเรื่องที่จริงจังและมีธีมเกี่ยวกับเวลา ความสูญเสีย และความทรงจำ
ด้วยคุณภาพระดับนี้ ทำให้เกมถูกคาดหวังสูง และเมื่อมีข่าวว่าเคย “ลองใช้ AI ระหว่างพัฒนา” จึงกลายเป็นประเด็นร้อนทันที
จุดเริ่มต้นของประเด็น AI ใน Clair Obscur: Expedition 33
ดราม่าครั้งนี้เริ่มจากการที่มีข้อมูลหลุดออกมาว่า Sandfall Entertainment เคยทดลองใช้เทคโนโลยี AI ในบางช่วงของการพัฒนาเกม ซึ่งในยุคที่ผู้เล่นเริ่มตั้งคำถามกับจริยธรรมของการใช้ AI ในงานสร้างสรรค์ ข่าวนี้จึงถูกขยายอย่างรวดเร็ว
หลายเสียงเริ่มกังวลว่า
งานภาพในเกมจะเป็น AI-generated หรือไม่
เสียงพากย์จะใช้ AI แทนมนุษย์หรือเปล่า
เกมจะสูญเสีย “จิตวิญญาณ” ของงานแฮนด์คราฟต์หรือไม่
คำถามเหล่านี้ถูกโยนไปยังทีมพัฒนา และในที่สุด ผู้กำกับเกมก็ออกมาเคลียร์ทุกประเด็นด้วยตัวเอง
คำชี้แจงจาก Guillaume Broche ชัด ตรง ไม่เลี่ยงประเด็น
บทสนทนานี้เกิดขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์กับยูทูบเบอร์ชื่อ Sushi โดย Guillaume Broche ได้เล่าย้อนถึงช่วงแรกของการพัฒนาเกมอย่างตรงไปตรงมา
เขาอธิบายว่า
“ตอนที่เทคโนโลยี AI เพิ่งเริ่มออกมาในปี 2022 พวกเราได้พัฒนา Clair Obscur: Expedition 33 ไปแล้ว มันถือว่าเป็นเครื่องมือใหม่ เราลองใช้มัน และรู้สึกไม่ชอบ มันให้ความรู้สึกไม่ถูกต้อง”
ประโยคนี้สะท้อนมุมมองของทีมพัฒนาอย่างชัดเจนว่า AI ถูกมองเป็นเพียง “เครื่องมือทดลอง” ไม่ใช่แกนหลักของการสร้างเกม
ใช้ AI จริง แต่เป็นแค่ชั่วคราว และถูกถอดออกทั้งหมด
Guillaume Broche ยอมรับว่า ทีมงานเคยใช้ AI ชั่วคราว ในบางจุดเท่านั้น โดยเฉพาะ
รายละเอียดเท็กซ์เจอร์บางส่วน
งาน placeholder ในช่วงที่ทรัพยากรยังไม่ครบ
แต่สิ่งสำคัญคือ
“เราก็เอาออกทันทีที่พบว่ามันไม่เหมาะ”
นั่นหมายความว่า สิ่งที่ผู้เล่นจะได้สัมผัสในเวอร์ชันสุดท้ายของ Clair Obscur: Expedition 33 ไม่มี AI เหลืออยู่เลย ไม่ว่าจะเป็นงานภาพ โมเดล ตัวละคร หรือองค์ประกอบใด ๆ ในเกม

ยืนยันหนักแน่น งานคอนเซ็ปต์อาร์ตและเสียงพากย์ มาจากมนุษย์ล้วน
หนึ่งในประเด็นที่ผู้เล่นกังวลมากที่สุด คือเรื่อง งานคอนเซ็ปต์อาร์ต และ เสียงพากย์ ซึ่งเป็นหัวใจของอารมณ์เกม และเป็นพื้นที่ที่ AI ถูกพูดถึงมากในช่วงหลัง
Guillaume Broche ย้ำชัดว่า
งานคอนเซ็ปต์อาร์ตทั้งหมด วาดโดยศิลปินจริง
เสียงพากย์ทั้งหมด ใช้นักพากย์มนุษย์
ไม่มีการใช้ AI สังเคราะห์เสียง
ไม่มีการใช้ AI สร้างงานศิลป์ในเวอร์ชันสุดท้าย
และที่สำคัญ เขายืนยันว่า
Sandfall Entertainment จะไม่ใช้เครื่องมือในลักษณะนี้ในอนาคต
คำพูดนี้คือการวางจุดยืนระยะยาว ไม่ใช่แค่การแก้ข่าวเฉพาะหน้า
วิเคราะห์กระแส ทำไมคำยืนยันนี้ถึงสำคัญกับวงการเกม
การออกมายืนยันของผู้กำกับ Clair Obscur: Expedition 33 ไม่ได้สำคัญแค่กับเกมนี้เกมเดียว แต่สะท้อนประเด็นใหญ่ของอุตสาหกรรมเกมทั้งหมด
1. ความเชื่อใจของผู้เล่น
ในยุคที่ AI เข้ามาแทบทุกวงการ ผู้เล่นจำนวนมากเริ่มให้คุณค่ากับ “งานฝีมือมนุษย์” มากขึ้น การสื่อสารอย่างโปร่งใสช่วยสร้างความเชื่อใจได้มหาศาล
2. จริยธรรมของงานสร้างสรรค์
เสียงพากย์และงานศิลปะคืออาชีพของคนจริง การยืนยันว่าไม่ใช้ AI แทนมนุษย์ คือการแสดงความรับผิดชอบต่อวงการ
3. คุณค่าของงานแฮนด์คราฟต์
เกมอย่าง Clair Obscur ถูกชื่นชมเพราะอารมณ์และสไตล์ การเลือกไม่ใช้ AI คือการปกป้องเอกลักษณ์ของงานนั้น
มุมมองของแฟนเกม เสียงตอบรับหลังคำชี้แจง
หลังคำชี้แจงถูกเผยแพร่ออกมา กระแสในหมู่แฟนเกมและผู้ติดตามกลับมาในทิศทางบวกอย่างชัดเจน หลายคนแสดงความเห็นว่า
ชื่นชมความตรงไปตรงมาของทีมพัฒนา
รู้สึกสบายใจที่จะสนับสนุนเกมนี้มากขึ้น
มองว่า Sandfall เป็นสตูดิโอที่ให้คุณค่ากับศิลปินและนักพัฒนา
แม้จะเคยมีการทดลองใช้ AI ในช่วงหนึ่ง แต่การยอมรับและอธิบายอย่างโปร่งใส กลับทำให้ภาพลักษณ์ของทีมดีขึ้นในสายตาผู้เล่นจำนวนมาก
สิ่งที่ควรจับตาหลังจากนี้
เมื่อประเด็น AI ถูกเคลียร์ชัด สิ่งที่น่าจับตาต่อคือ
การเปิดเผยรายละเอียดเกมเพลย์เพิ่มเติม
ระบบการต่อสู้และการเล่าเรื่องในเชิงลึก
การเปิดตัวนักพากย์และทีมงานเบื้องหลัง
ทิศทางของ Sandfall Entertainment ในโปรเจกต์ถัดไป
Clair Obscur: Expedition 33 จึงไม่ใช่แค่เกม RPG ที่น่าจับตา แต่ยังเป็นตัวอย่างของการสื่อสารที่ดีในยุคดราม่า AI
สรุป: งานฝีมือมนุษย์ยังมีที่ยืน และ Clair Obscur เลือกยืนตรงนั้น
กรณี ผู้กำกับ Clair Obscur: Expedition 33 ยืนยันว่าทุกสิ่งในเกมถูกสร้างด้วยฝีมือมนุษย์ คือสัญญาณสำคัญว่า ในยุคที่เทคโนโลยีเดินหน้าเร็วแค่ไหน งานสร้างสรรค์จากคนจริงก็ยังมีคุณค่า และยังเป็นสิ่งที่ผู้เล่นจำนวนมากต้องการ
Sandfall Entertainment เลือกทางที่ไม่ง่าย แต่เป็นทางที่ชัดเจน และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม Clair Obscur: Expedition 33 ถึงถูกจับตามอง ไม่ใช่แค่ในฐานะเกม แต่ในฐานะ “จุดยืน” ของวงการเกมยุคใหม่ด้วย

