หมูนำเข้าสหรัฐฯ กับคำเตือนครั้งใหญ่
11 กันยายน 2568 มีสัญญาณเตือนดัง ๆ ต่อการนำเข้าหมูจากสหรัฐอเมริกา เมื่อคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร ออกมาแสดงความกังวลว่าหมูเหล่านี้อาจปนเปื้อน สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ทั้งต่อสุขภาพประชาชน เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่อยู่ปลายน้ำของห่วงโซ่ทั้งหมด
ประเด็นหลักคือ ไม่ใช่แค่เนื้อหมูบนจาน แต่ลามไปถึงความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และรายได้ของคนนับล้านครอบครัว
สารเร่งเนื้อแดงคืออะไร และทำไมต้องกังวล
จากการพิจารณาข้อมูลร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมาคมผู้ค้าหมู กมธ.พบว่า
หมูที่นำเข้าจากสหรัฐฯ มีการใช้ สารเร่งเนื้อแดง เพื่อให้หมูตัวใหญ่ขึ้น เนื้อมาก ไขมันน้อย โตทันใจผู้เลี้ยง
แต่สารนี้ถูกไทย สั่งห้ามใช้และห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาดมานานกว่า 30 ปี
กฎหมายที่เกี่ยวข้องระบุชัดเจนว่า
ผิดกฎหมายว่าด้วยการควบคุมโรค ปี 2558 ห้ามนำเข้าสารเร่งเนื้อแดงและเนื้อสัตว์ที่เกี่ยวข้อง
ผิดพระราชบัญญัติอาหารและยา ปี 2522 ที่ ห้ามนำเข้าอาหารหรือส่วนผสมที่ผิดกฎหมาย
หน่วยงานด้านปศุสัตว์ยืนยันตรงกันว่า หมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง “ไม่มีสิทธิ์” เข้าประเทศไทย
ด้านสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า
สารนี้อาจกระทบการทำงานของหัวใจ
เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
และอาจเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคมะเร็งในระยะยาว
อันตรายไม่ได้จบแค่คนกินหมูโดยตรง แต่ยังอาจส่งผลผ่านห่วงโซ่อาหาร เช่น สัตว์อื่น ๆ ที่กินวัตถุดิบปนเปื้อนเข้าไปในระบบอาหารสัตว์เลี้ยงด้วย
โมเดล PORK: ถอดรหัสหมูนำเข้าที่คนไทยต้องรู้
เพื่อให้เข้าใจง่าย มีการสรุปความเสี่ยงหมูนำเข้าสหรัฐฯ ผ่านโมเดล PORK ที่จำได้ไม่ยาก แต่เน้นทุกจุดสำคัญ
P – Portion : สารเร่งเนื้อแดงในทุกคำที่กิน
จุดโฟกัสคือ สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อหมู
การบริโภคต่อเนื่องอาจกระทบหัวใจ เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ และโรคร้ายแรงอื่นในอนาคต
ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่คนกินหมูปิ้ง กะเพราหมู หรือหมูกระทะ แต่ยังรวมถึงสัตว์ที่อาจได้รับสารผ่านวัตถุดิบอาหาร
พูดง่าย ๆ คือ ทุก “ส่วน” ที่เรากินเข้าไปมีโอกาสแบกความเสี่ยงด้านสุขภาพมาด้วย
O – Option : ไทยมีตัวเลือกมากกว่าหมู
แทนที่จะต้องยอมแลกการค้าด้วยการนำเข้าหมูเสี่ยงสารเร่งเนื้อแดง มีข้อเสนอให้รัฐบาล
มองหา สินค้าอื่นมาแลกเปลี่ยนทางการค้า กับสหรัฐฯ แทน เช่น
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์
เครื่องจักรกลการเกษตร
โทรศัพท์มือถือ
คอมพิวเตอร์
ไทยมีแต้มต่อด้านการส่งออก โดยเฉพาะ ข้าวหอมมะลิ ที่เป็นอันดับ 1 ในตลาดสหรัฐฯ
นั่นหมายความว่า ไทย ไม่จำเป็นต้องพึ่งหมูนำเข้า เป็นตัวหลักในโต๊ะเจรจาการค้า เพราะเรามีสินค้าอื่นที่แข็งแรงและต่อรองได้ดีกว่า
R – Reason : เหตุผลทางเศรษฐกิจที่หนักไม่แพ้สุขภาพ
เบื้องหลังคำว่า “หมูนำเข้า” มีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนตัวเล็กในห่วงโซ่อาหาร
หากเปิดนำเข้าหมูจากสหรัฐฯ อย่างจริงจัง อาจทำให้ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกว่า 150,000 รายต้องล้มเลิกอาชีพ
อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ถูกคาดว่าจะได้รับผลกระทบหนัก ครอบคลุมคนทำมาหากินกว่า 5 ล้านครอบครัว
ประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจพุ่งสูงถึง 112,000 ล้านบาท
สมาคมผู้เลี้ยงสุกรยังให้ข้อมูลน่าตกใจว่า
แม้ในเชิงกฎหมายจะอนุญาตให้นำเข้าเพียงประมาณ 1% หรือราว 10,000 ตัน
แต่ในความเป็นจริงกลับมีการ ลักลอบนำเข้าถึง 30,000 ตัน
เมื่อเทียบกับการผลิตหมูในประเทศ
ไทยผลิตหมูได้ปีละราว 22 ล้านตัว หรือ 1.6 ล้านตันต่อปี
ปริมาณนี้ เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศอยู่แล้ว
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า เหตุใดเราจึงต้องเสี่ยงทั้งสุขภาพคนไทย และปักรอยร้าวไว้ในระบบเศรษฐกิจปศุสัตว์ของตัวเอง
K – Knowledge : ความรู้คือเกราะป้องกันทั้งคนและสัตว์เลี้ยง
จุดสุดท้ายของโมเดล PORK คือ Knowledge – ความรู้
มีข้อเสนอให้
เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ เกษตรกรและประชาชน เกี่ยวกับผลกระทบของสารเร่งเนื้อแดง
ผลักดันให้รัฐบาลและทีมเจรจา ทบทวนหรือยกเลิกข้อตกลงใน Codex ปี 2012 ที่เกี่ยวกับการนำเข้าสารเร่งเนื้อแดง
- หากหลีกเลี่ยงการนำเข้าหมูจากสหรัฐฯ ไม่ได้จริง ๆ ควรกำหนดชัดว่า
ต้องเป็น หมูที่ไม่มีสารเร่งเนื้อแดงเท่านั้น
ใช้มาตรฐานเดียวกับที่สหรัฐฯ ส่งออกหมูไปยัง ยุโรป จีน และญี่ปุ่น
เป้าหมายสูงสุดคือ คนไทยทุกคนควรมีสิทธิ์กินหมูที่ปลอดภัย ปราศจากสารเร่งเนื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นหมูในจานอาหาร หรือวัตถุดิบที่ส่งต่อไปถึงอาหารสัตว์เลี้ยงในบ้านเรา
สายรักสัตว์เลี้ยงต้องสนใจเรื่องนี้ด้วย
สำหรับคนที่รักสัตว์เลี้ยงและใส่ใจอาหารของน้องหมา น้องแมว ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะ
ระบบเกษตรและปศุสัตว์เชื่อมโยงถึงกันตั้งแต่ฟาร์มจนถึงโรงงานอาหารสัตว์
หากมีการใช้วัตถุดิบจากเนื้อหรือผลพลอยได้ของหมูที่ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง ก็อาจแทรกซึมเข้าไปใน สูตรอาหารสัตว์เลี้ยง ได้
แม้ผู้ผลิตอาหารสัตว์หลายรายจะคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวด แต่ การเปิดช่องให้มีวัตถุดิบเสี่ยงเข้าสู่ประเทศก็เพิ่มความกดดันต่อระบบทั้งเส้นทาง
การปกป้องความปลอดภัยของเนื้อหมูในประเทศ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนกินหมู แต่เป็นเรื่องของ
สุขภาพคนไทย
ความมั่นคงของเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู
ธุรกิจอาหารสัตว์ และความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยงที่เรารัก
สรุป: หมูคำเดียว สะเทือนทั้งโต๊ะข้าวและระบบเศรษฐกิจ
ภาพรวมของเรื่องนี้สะท้อนชัดว่า การตัดสินใจด้านการค้าอาหาร ไม่ใช่แค่ตัวเลขการส่งออก-นำเข้า แต่คือเรื่องชีวิตคนและสัตว์นับล้านชีวิต
สารเร่งเนื้อแดงถูกไทยห้ามใช้มานาน และมีข้อกังวลด้านสุขภาพอย่างชัดเจน
ไทยมีศักยภาพการผลิตหมูเพียงพอในประเทศ ไม่จำเป็นต้องพึ่งการนำเข้าที่เสี่ยง
เกษตรกร ผู้ผลิตอาหารสัตว์ และครอบครัวอีกนับล้านอาจต้องรับผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงหากเปิดนำเข้าโดยไม่รอบคอบ
เป้าหมายสุดท้ายมีเพียงข้อเดียวที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกันได้คือ:
คนไทยควรได้กินอาหารที่ปลอดภัย และสัตว์เลี้ยงของเราก็ควรได้กินอาหารที่มั่นใจได้ว่าไม่ปนเปื้อนสารอันตรายเช่นกัน
เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เวลาเห็นคำว่า “หมูนำเข้า” บนฉลาก หรือในการถกเถียงเชิงนโยบาย เราทุกคนก็มีข้อมูลมากพอที่จะตั้งคำถาม และร่วมผลักดันให้ระบบอาหารของไทยปลอดภัยขึ้นทั้งสำหรับคนและสัตว์เลี้ยงในบ้านเรา

