รับแอปรับแอป

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาดิ่ง กระทบทั้งฟาร์มหมูและเกษตรกร รัฐต้องขยับด่วน

ปวีณา ศรีทอง01-29

ข้าวโพดขายได้แค่ 5 บาท เกษตรกรอ่วมทันที

ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวปีนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เริ่มทยอยนำผลผลิตออกขายตั้งแต่เดือนสิงหาคม แต่ต้องเจอกับราคารับซื้อที่ตกลงอย่างหนัก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความชื้นราว 30% กลับขายได้เพียง 5–6 บาทต่อกิโลกรัม

ทั้งที่ภาครัฐเคยกำหนดราคาขั้นต่ำเอาไว้ชัดเจน แต่เมื่อถึงเวลาจริง พ่อค้าและโรงงานอาหารสัตว์กลับไม่ยอมรับซื้อในราคาตามประกาศ ทำให้ชาวไร่ข้าวโพดต้องแบกรับภาระขาดทุนเต็ม ๆ

เมื่อประกาศราคารัฐออก แต่ไม่มีใครทำตาม

เดิมที กระทรวงพาณิชย์เคยออกประกาศกำหนด ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ เพื่อคุ้มครองเกษตรกร โดยมีกรอบสำคัญคือ

  • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความชื้น 30%
    • ต้องรับซื้อ ไม่ต่ำกว่า 7.50 บาทต่อกิโลกรัม

  • ข้าวโพดที่อบแห้งจนความชื้นไม่เกิน 14.5%
    • โรงงานอาหารสัตว์ในกรุงเทพฯต้องรับซื้อที่ 9.80 บาทต่อกิโลกรัม

  • หากฝ่าฝืน มีโทษทั้งจำคุกและปรับ โทษจำคุกอาจสูงถึง 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ฟังจากตัวเลขแล้วเหมือนเกษตรกรจะได้อุ่นใจ แต่เมื่อประกาศมีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 29 สิงหาคม กลับกลายเป็นว่า ไม่มีพ่อค้ารายใดรับซื้อในราคาที่รัฐกำหนด โดยอ้างว่า หากซื้อในราคาเหล่านี้จะไม่สามารถนำไปจำหน่ายต่อได้คุ้มทุน

โรงงานอาหารสัตว์ลดรับซื้อ ตลาดสะเทือนทั้งระบบ

ด้านโรงงานอาหารสัตว์ แม้ยังมีบางแห่งรับซื้ออยู่ แต่ปริมาณกลับลดลงอย่างฮวบฮาบ

  • จากเดิมเคยรับซื้อวันละ 3,000–5,000 ตัน

  • ปัจจุบันเหลือเพียงราว 100–200 ตันต่อวัน เท่านั้น

เมื่อโรงงานรับซื้อน้อยลง ข้าวโพดล้นตลาด ราคาหน้าฟาร์มจึงดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรไม่สามารถระบายผลผลิตได้เต็มจำนวน แถมยังต้องยอมขายในราคาต่ำกว่าต้นทุนเพื่อเอาเงินสดหมุนในครัวเรือนและในไร่

ผลที่ตามมาคือ ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำต่อเนื่อง และสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจให้ทั้งเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อาหารสัตว์

ทำไมโรงงานอาหารสัตว์ถึงหยุดซื้อข้าวโพด

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงงานอาหารสัตว์ลดการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็คือ ราคาหมูหน้าฟาร์มที่ร่วงลงอย่างหนัก

เมื่อราคาหมูหน้าฟาร์มเหลือไม่ถึง 50 บาทต่อกิโลกรัม ฟาร์มสุกรจำนวนมากเจอกับปัญหาขาดทุน ค่าอาหารสัตว์ที่สูงเมื่อเทียบกับราคาหมูที่ขายได้ ทำให้ฟาร์มต้องรัดเข็มขัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลที่ลามต่อเนื่องคือ

  • โรงงานอาหารสัตว์ขายอาหารสัตว์ได้ยากขึ้น กำไรหายไป

  • ต้นทุนวัตถุดิบสูงเมื่อเทียบกับราคาขายอาหารสัตว์

  • โรงงานบางแห่งจึงหันไปใช้วัตถุดิบอื่นแทนข้าวโพด เพื่อลดต้นทุนการผลิต

เมื่อความต้องการข้าวโพดจากโรงงานลดลง แต่ผลผลิตจากเกษตรกรยังออกสู่ตลาดในปริมาณเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ราคาหน้าฟาร์มของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงยิ่งถูกกดต่ำลงไปอีก

สรุปคือ วิกฤติไม่ได้อยู่แค่ที่ราคาข้าวโพด แต่เป็นปัญหาทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ (เกษตรกร) กลางน้ำ (โรงงานอาหารสัตว์) ไปจนถึงปลายน้ำ (ฟาร์มหมู)

เสียงเรียกร้อง: ยกเลิกประกาศเดิม แล้วนั่งคุยกันใหม่ทั้งระบบ

เมื่อกลไกตามประกาศเดิมของรัฐใช้ไม่ได้ในโลกความจริง มีการเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ ทบทวนและยกเลิกประกาศราคารับซื้อเดิม แล้วหาวิธีจัดการปัญหาใหม่แบบยึดข้อเท็จจริงของตลาดมากขึ้น

ข้อเสนอสำคัญคือ การเรียกทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อาหารสัตว์มานั่งคุยกันตรง ๆ ได้แก่

  • โรงงานอาหารสัตว์

  • พ่อค้าคนกลางและผู้รวบรวมผลผลิต

  • ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

เป้าหมายคือ

  • ร่วมกันกำหนด ราคารับซื้อที่สมดุล ทุกฝ่ายอยู่ได้

  • ทำให้โรงงานอาหารสัตว์ รับซื้อจริง ไม่ใช่แค่ในกระดาษ

  • ให้มีการรับซื้อ เต็มจำนวนผลผลิตของเกษตรกร ไม่ใช่รับซื้อแบบจำกัดปริมาณจนราคาถูกกดลง

เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไป ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำมีโอกาสบานปลายรุนแรงกว่าเดิม ทั้งหนี้ครัวเรือน ภาระทางการเงินของเกษตรกร และความเสี่ยงที่ฟาร์มสัตว์เลี้ยงจำนวนมากจะยืนอยู่ไม่ไหว

ทำไมคนเลี้ยงสัตว์และคนรักสัตว์ต้องสนใจเรื่องนี้

แม้เรื่องนี้จะดูเป็นปัญหาของเกษตรกรปลูกข้าวโพด แต่สำหรับคนในวงการอาหารสัตว์เลี้ยงและคนที่ดูแลสัตว์ทุกประเภท นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญ

  • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักของอาหารสัตว์ ทั้งสุกร สัตว์ปีก บางส่วนของอาหารสัตว์เลี้ยง และสัตว์ฟาร์มอื่น ๆ

  • เมื่อห่วงโซ่วัตถุดิบปั่นป่วน ราคาขึ้นลงแรงโดยไร้เสถียรภาพ ต้นทุนอาหารสัตว์สำเร็จรูปก็มีแนวโน้มผันผวนตามไปด้วย

  • ระยะยาวอาจสะเทือนถึง ราคาผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และคุณภาพวัตถุดิบที่ใช้ในอาหารสัตว์เลี้ยง

ดังนั้น การจัดการปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้สมดุลและเป็นธรรม ไม่ได้ช่วยเฉพาะเกษตรกรเพียงกลุ่มเดียว แต่ยังช่วย พยุงทั้งระบบการผลิตอาหารสัตว์และสัตว์เลี้ยง ให้เดินต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ

สรุป: ถ้าไม่แก้วันนี้ พรุ่งนี้อาจสายเกินไป

ตอนนี้เรากำลังเห็นภาพชัดเจนว่า

  • รัฐประกาศราคา แต่ตลาดไม่เดินตาม

  • โรงงานอาหารสัตว์ลดรับซื้อเพราะปลายทางอย่างฟาร์มหมูขาดทุน

  • เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องขายขาดทุนและขาดสภาพคล่อง

หากไม่เร่ง ทบทวนมาตรการ และเปิดโต๊ะเจรจาร่วมกันทั้งระบบ

ปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำจะไม่ได้จบแค่ในไร่ แต่จะลามไปถึงโรงงาน ฟาร์ม และกระทบถึงราคาสินค้าจากสัตว์ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงในอนาคตด้วย

ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องมองข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่แค่เมล็ดพืชในไร่ แต่คือฐานสำคัญของห่วงโซ่อาหารสัตว์ทั้งระบบ ที่ถ้าโครงสร้างไม่มั่นคง ทุกคนในวงการก็เสี่ยงจะสั่นคลอนไปตามกัน