คาร์โบไฮเดรตคือพลังงานหลัก แต่ทำไมคนถึงหันมากินคาร์บต่ำ?
คาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งพลังงานหลักที่ร่างกายเอาไปใช้เลี้ยงทุกระบบ ตั้งแต่สมอง กล้ามเนื้อ ไปจนถึงอวัยวะสำคัญต่าง ๆ
เมื่อเรากินคาร์โบไฮเดรต ร่างกายจะย่อยให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคส ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด แล้วนำไปใช้เป็นพลังงานทันที ส่วนที่ใช้ไม่หมดจะถูกเก็บสำรองไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ และถ้ายังล้นเหลือ ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามตัว
เพราะแบบนี้นี่เอง ถ้าเรากินคาร์บมากเกินไป น้ำหนักก็พุ่งได้ไม่ยาก จึงเริ่มมีแนวคิด การกินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ (Low carbohydrate diet) ที่เน้นลดคาร์บ หันไปเพิ่มสัดส่วนโปรตีน แถมยังช่วยเรื่องน้ำหนักและระดับน้ำตาลในเลือดด้วย
คาร์โบไฮเดรตหลัก ๆ มี 3 กลุ่มใหญ่ ๆ
น้ำตาล
แป้ง
ใยอาหาร
เพราะฉะนั้น ถ้าจะกินคาร์บต่ำให้จริงจัง จึงไม่ใช่แค่ “ลดแป้ง” แต่ต้อง ลดน้ำตาล ไปพร้อมกันด้วย
ถ้าอยากกินคาร์บต่ำ แต่ยังอยากหัวใจแข็งแรง ต้องโฟกัสอะไร?

เมื่อพูดถึงอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคอ้วน การลดคาร์บอย่างเดียวไม่พอ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เลือกชนิดของอาหารให้ฉลาด
กลุ่มอาหารที่ควรเพิ่มในจานมีเช่น
ผักและผลไม้ที่ไม่ใช่กลุ่มแป้ง
ถั่วและพืชตระกูลถั่ว
ปลา
น้ำมันพืชคุณภาพดี
โยเกิร์ต
ธัญพืชไม่ขัดสี ผ่านการแปรรูปน้อย
ส่วนอาหารที่ควรเบรกให้แรง ๆ คือ
เนื้อสัตว์แปรรูป โดยเฉพาะที่ใช้เกลือโซเดียมในการถนอม
อาหารที่มีแป้ง น้ำตาล และเกลือสูง
อาหารที่อัดแน่นไปด้วยไขมันทรานส์
มีข้อมูลวิจัยชี้ว่า อาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเน้น
ผัก ผลไม้
ถั่ว ธัญพืช ข้าวกล้อง
น้ำมันมะกอก
ปลา มากกว่าเนื้อสัตว์และนม
และมีทั้งคาร์โบไฮเดรต โซเดียม และไขมันในระดับเหมาะสม ช่วยลดความดันโลหิต ควบคุมน้ำหนัก และป้องกันโรคหัวใจได้ดี
สรุปคือ การกินคาร์บต่ำที่ดี ไม่ใช่แค่ตัดแป้ง แต่ต้องเลือกคุณภาพอาหารทั้งจานให้สมดุลไปด้วย
คาร์บต่ำ vs คีโต: ต่างกันแค่ตัวเลขแต่ผลกระทบไม่เหมือนกัน
โดยทั่วไป เวลาพูดถึงการจำกัดคาร์โบไฮเดรตในระดับ “คาร์บต่ำ” มักหมายถึงการกินคาร์บประมาณ ไม่เกิน 100 กรัมต่อวัน หรือถ้าเทียบง่าย ๆ ก็ประมาณ ข้าวมื้อละราว 8 คำ
แนวทางนี้คือ
ลดปริมาณข้าว แป้ง น้ำตาล
เพิ่มไขมันดี
รับโปรตีนในปริมาณ พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป
รูปแบบนี้ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนโหมดการเผาผลาญในระยะสั้น ลดน้ำหนักได้ และโดยมากไม่ค่อยพบผลข้างเคียงรุนแรง
แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีการผลักดันการกินแบบ คาร์โบไฮเดรตต่ำมาก เหลือเพียงไม่ถึง 50 หรือแม้แต่ต่ำกว่า 20 กรัมต่อวัน ซึ่งเรารู้จักกันในชื่อ
อาหารคีโตเจนิค (Very low carbohydrate ketogenic diet, VLCKD)
ระยะแรก ๆ หลายคนอาจน้ำหนักลดเร็ว เห็นผลชัด แต่เมื่อดูในระยะยาว
ความยั่งยืนของการคุมอาหารแบบนี้ ทำได้ยากในชีวิตจริง
ผลดีต่อสุขภาพระยะยาวยังไม่ชัดเจน
ยิ่งคาร์บต่ำมาก ความเสี่ยงผลข้างเคียงก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
งานวิจัยว่าอย่างไร? คาร์บต่ำช่วยอะไรได้บ้าง
จากการรวบรวมข้อมูลวิจัยของสมาคมในต่างประเทศ พบว่า อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ สามารถนำมาใช้ได้ในหลายกรณี เช่น
ช่วยลดน้ำหนักในผู้ใหญ่ที่น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
แต่อีกด้านหนึ่ง ก็มีข้อควรระวังชัดเจนว่า ไม่แนะนำ ให้ใช้
อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก
หรือการอดอาหารเป็นช่วง ๆ
ในผู้ใหญ่ที่
น้ำหนักเกินหรืออ้วน
และมีโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร่วมด้วย
เพราะเมื่อคาร์บต่ำจนเหลือเพียง < 50 หรือแม้แต่ < 20 กรัม/วัน (ในสไตล์คีโต VLCKD) จะเริ่มเจอผลข้างเคียงระยะสั้นมากขึ้น โดยเฉพาะ
ภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในสายคีโตสายโหด
อาการที่มักเจอ เช่น
ปากแห้ง
ปวดศีรษะ
เวียนศีรษะ
ความดันโลหิตต่ำ
การมองเห็นผิดปกติ
นอกจากนี้ ยังอาจมีความผิดปกติของ อิเล็กโทรไลต์ (Electrolytes) ซึ่งคือแร่ธาตุที่มีประจุไฟฟ้าในร่างกาย เช่น โซเดียม และแมกนีเซียม ที่มีบทบาทสำคัญมาก
หน้าที่หลักของอิเล็กโทรไลต์ ได้แก่
คุมสมดุลน้ำและของเหลวในร่างกาย
ช่วยการทำงานของระบบประสาท
支撑การทำงานของกล้ามเนื้อและหลอดเลือด
เมื่อร่างกายอยู่ในโหมดคีโตแบบจัดเต็ม จะมีการปัสสาวะบ่อย และมีการสูญเสียเกลือโซเดียมทางปัสสาวะ (natriuresis) ร่วมกับภาวะขาดน้ำ จนทำให้เกิด
โซเดียมในเลือดต่ำ
แมกนีเซียมในเลือดต่ำ
ซึ่งเป็นจุดที่เริ่มเสี่ยงต่ออาการข้างเคียงต่าง ๆ ตามมา
ทำไมสายคีโตถึงมักมีปัญหาเรื่องเกลือและการขาดน้ำ?

ในช่วงแรกของการลดคาร์บอย่างหนักหรือการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ร่างกายจะมีการสูญเสียเกลือโซเดียมทางปัสสาวะมากขึ้น โดยเฉพาะ
ช่วงประมาณวันที่ 4 ของการอดอาหาร มักเป็นจุดที่ร่างกายสูญเสียโซเดียมสูงสุด
หลังจากผ่านจุดนั้นไป ร่างกายจะเริ่มปรับสมดุล และอัตราการสูญเสียโซเดียมจะลดลงเอง
ในระยะเริ่มต้นของการอดอาหารหรือกินคาร์บต่ำมาก ๆ หากมีอาการที่บ่งชี้ความดันต่ำ เช่น
เวียนศีรษะ
กระหายน้ำมากผิดปกติ
อาจมีคำแนะนำให้ เพิ่มปริมาณเกลือและน้ำดื่มชั่วคราว (หากไม่มีโรคประจำตัวที่ห้ามเรื่องโซเดียมหรือจำกัดน้ำ) เพื่อช่วยพยุงความดันและสมดุลน้ำในร่างกาย
แต่จุดสำคัญคือ ภาวะเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในกลุ่มที่
กินคาร์โบไฮเดรตต่ำแบบสุดโต่ง
หรืออยู่ในโหมดคีโตอย่างจริงจัง
แล้วถ้ากินแค่คาร์บต่ำทั่วไป ต้องกินเกลือเสริมหรือไม่?
สำหรับการกิน คาร์โบไฮเดรตต่ำแบบทั่วไป (ไม่ได้ลดจนเหลือระดับคีโต) ข้อมูลชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า
โดยมาก ไม่พบปัญหาขาดน้ำ หรือเสียสมดุลเกลือแร่แบบชัดเจนเหมือนสายคีโตจัดเต็ม
ร่างกายยังคงคุมสมดุลได้ดี ไม่ได้มีการสูญเสียโซเดียมจนต้องพึ่งเกลือเสริม
เพราะฉะนั้น ในคนที่
แค่ลดคาร์บให้พอดี
เลือกกินโปรตีนดี ไขมันดี
และยังคงกินอาหารให้ครบหมู่
ไม่จำเป็นต้องกินเกลือเพิ่ม หรือต้องอัดน้ำดื่มเกินความต้องการของร่างกาย
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่า คือ
เลือกอาหารสด แปรรูปน้อย
ลดน้ำตาล แป้งขัดสี และอาหารเค็มจัด
ฟังสัญญาณจากร่างกายตัวเอง ถ้ามีอาการผิดปกติควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
สรุปให้สั้นและเคลียร์: กินคาร์บต่ำอย่างไรให้ปลอดภัย
การกินคาร์บต่ำ ช่วยได้ทั้งเรื่องน้ำหนักและน้ำตาลในเลือด ถ้าวางแผนดีและไม่สุดโต่งเกินไป
การกินคาร์บต่ำปกติ ไม่ได้ทำให้ขาดน้ำหรือเกลือแร่จนต้องกินเกลือเสริมเป็นกิจวัตร
การกินคาร์บต่ำมากหรือคีโต อาจทำให้ปัสสาวะบ่อย สูญเสียโซเดียม และเกิดภาวะขาดน้ำได้ง่าย
ถ้ามีอาการเวียนศีรษะ ปวดหัว ปากแห้ง ความดันต่ำ โดยเฉพาะในช่วงต้นของการคุมอาหารรุนแรง ควรพิจารณาเรื่องน้ำและเกลือชั่วคราว และปรึกษาแพทย์
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกสายคาร์บต่ำหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือการกินให้สมดุล ยั่งยืน และไม่ทำร้ายสุขภาพในระยะยาว

