จากข่าวช็อก แฟนๆ ใจหายทั้งประเทศ
“มัมพลอย เฌอมาลย์” เปิดใจหมดเปลือกในรายการทอล์ค พูดถึงช่วงชีวิตที่โคตรหนัก ทั้งเจอมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ลามไปต่อมน้ำเหลือง แถมยังต้องสู้กับภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก จนถึงขั้นเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาใกล้ๆ กัน ชนิดที่เธอบอกเองว่า เหมือนพายุถาโถมเข้ามาแบบไม่ให้ตั้งตัว
ชีวิตพังรอบด้าน ผอมโซแบบน่าตกใจ
พลอยเล่าว่าช่วงที่ตัวเองผอมมากนั้น ไม่ได้มีแค่ปัญหาสุขภาพอย่างเดียว แต่เรื่องงาน เรื่องผู้จัดการ และเรื่องส่วนตัวหลายอย่างก็ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
รู้สึกว่าทุกอย่างในชีวิตพังไปหมด
รับมือไม่ทันกับปัญหาที่มาพร้อมกันหลายด้าน
น้ำหนักลดฮวบ 13 กิโลภายใน 3 เดือน
เธอบอกว่าช่วงนั้น ทั้งตัว ทั้งหัวใจ ทั้งสมอง เหมือนโดนบีบจนแทบหายใจไม่ออก
จุดเริ่มต้นของมะเร็งเต้านม ที่คิดว่าไม่น่าจะเป็น
พลอยยอมรับตรงๆ ว่าตัวเองก็มีส่วนผิด เพราะแม้จะตรวจเจอก้อนเนื้อและเคยตัดชิ้นเนื้อไปตรวจแล้ว แต่ตอนนั้นผลยังไม่ดูน่าเป็นห่วง หมอเพียงแนะนำให้มาตรวจตามนัด
แต่ด้วยความที่กลัวเข็ม ไม่ชอบไปโรงพยาบาล ทำให้เธอ หนีการตรวจสุขภาพไปยาวๆ กว่าปีครึ่ง
ตอนแรกคิดว่าตัวเองแข็งแรงดี ไม่มีอาการอะไร
พอกลับไปตรวจอีกครั้ง ทุกอย่างเปลี่ยนไป ก้อนเนื้อโตขึ้น
ผลตรวจยืนยันว่าเป็นมะเร็งเต้านม
เพื่อนๆ ยังช่วยแนะนำให้เปลี่ยนโรงพยาบาล เพื่อให้ได้ตรวจอย่างละเอียดและมีหลายขั้นตอนมากขึ้น
เจ็บจริง ไม่เหมือนที่หมอบอก
ตอนตรวจเต้านม พลอยต้องตรวจทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งหมอยืนยันชัดเจนแล้ว แต่อีกข้างเหมือนมีหินปูน เลยต้องเจาะตรวจเพิ่ม
เธอต้องนอนคว่ำ แล้วมีเข็มขนาดใหญ่แทงเข้าไป เครื่องมือสอดเข้าไปแล้วหมุนเอาชิ้นเนื้อออกมา
หมอบอกว่าไม่ค่อยเจ็บ แต่ความจริงคือ เจ็บจนร้องไห้
ยาชาเอาไม่อยู่ เจ็บจนใจแทบขาด
สุดท้ายตรวจแล้วไม่พบมะเร็งในข้างนั้น แต่ด้านซ้ายคือจุดที่เป็นปัญหา
ผลวินิจฉัยสุดช็อก: มะเร็งเต้านมระยะ 2 ลามต่อมน้ำเหลือง
หลังผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อไปตรวจละเอียด หมอยืนยันว่าเป็น มะเร็งเต้านมระยะที่ 2 และลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง แถมยังเป็นมะเร็งสายพันธุ์ชนิดพิเศษด้วย
ตอนที่รู้ผลครั้งแรก พลอยถึงกับร้องไห้ตัวสั่น เต็มไปด้วยความกลัวและไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นตัวเอง
แต่หมอก็ปลอบให้ใจเย็น บอกว่าเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีการรักษาไปไกลมาก ถ้ารู้เร็ว รักษาเร็ว ก็มีโอกาสดี
เธอเองก็ยังงงๆ เพราะคิดมาตลอดว่าดูแลตัวเองดี ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอโรคนี้ จนไปสืบประวัติครอบครัวถึงได้รู้ว่า คุณย่าฝั่งคุณพ่อเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน จึงมีโอกาสเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม
เลือกไม่ตัดเต้านม เพราะยังอยากสวย
พลอยผ่าตัดถึงสองครั้ง ห่างกันไม่ถึงเดือน เธอตัดสินใจเลือกแนวทางรักษาแบบเก็บเต้านมเดิมไว้ ไม่ตัดออกทั้งข้าง แม้หลายคนจะเลือกตัดทิ้งเพื่อจบปัญหา
เธอพูดตรงๆ ว่า ยังอยากสวย ยังอยากรักษารูปร่างและความมั่นใจของตัวเองไว้
หลังผ่าตัด เธอต้องเข้าคอร์สฉายแสงจำนวน 25 ครั้ง ทำติดต่อกันอาทิตย์ละ 5 วัน
หน้าอกไหม้ไปข้างหนึ่งจากการฉายแสง
ผิวถูกเบิร์นจนเจ็บแสบมาก
แต่เธอก็ตัดสินใจลุยให้ครบ 25 ครั้งเพื่อให้จบการรักษา
หมอประเมินแล้วว่า ในเคสของพลอย ไม่จำเป็นต้องทำคีโม เพราะเคมีบำบัดอาจไม่ได้ช่วยอะไรเท่ากับการฉายแสง จึงเลือกแนวทางนี้เป็นหลัก
ฮอร์โมนเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยนทั้งร่างกายและอารมณ์
หลังฉายแสง พลอยต้องกินยาลดฮอร์โมนเอสโตรเจน และมีการฉีดยาด้วย ซึ่งมีผลกับร่างกายและจิตใจอย่างชัดเจน
เธอเล่าว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับผู้หญิง ทั้งเรื่องความสวย ความอ่อนเยาว์ ความยืดหยุ่นของผิว และสมดุลอารมณ์
การกินยามากว่าปีครึ่ง ทำให้ร่างกายเธอเปลี่ยนไปเยอะมาก ทั้งรูปร่าง น้ำหนัก ผิวพรรณ และอารมณ์ที่แกว่งง่าย
ผอมแรง เครียดจัด จนจำตัวเองไม่ได้
ปีที่ผ่านมา พลอยผอมลงแบบน่าตกใจ ส่วนหนึ่งมาจากยา ส่วนหนึ่งมาจากความเครียดสะสมที่หนักเกินรับไหว
ฮอร์โมนถูกรบกวนอย่างหนัก ทำให้อารมณ์สวิง
ปัญหาชีวิตหลายอย่างรุมเร้า
ความกังวลและความเครียดรุมซ้ำจนเหมือนหลุดจากความเป็นตัวเอง
เธอถึงขั้นสารภาพว่า จำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร สูญเสียตัวตนไปเลย เหมือนจมอยู่กับความทุกข์ ความเศร้า และความเสียใจแบบไม่มีทางออก
เธอยอมรับว่านี่คือครั้งที่ยากที่สุดในชีวิต ยากแบบที่ไม่รู้จะหลุดออกมาจากหลุมดำนี้ได้อย่างไร
เก็บทุกอย่างไว้คนเดียว จนระเบิด
ก่อนหน้าที่ทุกอย่างจะพัง พลอยเป็นคนที่
ไม่ค่อยบ่น
ไม่ค่อยเล่าให้ใครฟัง
เลือกเก็บทุกอย่างไว้กับตัวเอง
แต่การเก็บความทุกข์และความเครียดไว้คนเดียวไปเรื่อยๆ ก็เหมือนการอัดระเบิดเวลาไว้ในใจ วันหนึ่งมันก็ระเบิดออกมาแบบเต็มแรง
ตอนนั้นเธอทรมานทั้งกายและใจแบบสุดๆ
น้ำหนักลง 13 กิโลภายใน 3 เดือน
กินข้าวไม่ได้ กินได้แค่วันละมื้อ
บางทีเว้นไป 24 ชั่วโมง ถึงจะพอกินได้อีกมื้อ
ทั้งหมดนี้คือผลจากความเครียดสะสมและเรื่องต่างๆ ที่รุมเร้าแบบโหดร้าย
นอนไม่ได้ มือไม้สั่น จนต้องเข้า รพ.จิตเวช
ภาวะทางใจของพลอยเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ
นอนไม่หลับ หลับได้แค่ประมาณ 2 ชั่วโมงแล้วตื่นมาพร้อมอาการแพนิค
เดินวนไปมาในบ้าน ตาลอย มือไม้สั่น คิดมากตลอดเวลา
เหมือนร่างกายไม่มีวิญญาณ ไม่อยากแต่งตัว ไม่อยากทำอะไรเลย
คุณแม่เห็นสภาพก็รู้ทันทีว่า ปล่อยแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว จึงพาเธอไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช และต้องพักรักษาตัวอยู่ที่นั่นช่วงหนึ่ง
หลังออกมาเธอยังต้องเปลี่ยนโรงพยาบาล เปลี่ยนหมอ เพราะยาบางตัวที่ได้รับนั้นแรงเกินไป ทำให้สติไม่ค่อยอยู่กับตัว และไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเท่าที่ควร
จากยาแรง สู่การยืนบนลำแข้งตัวเอง
ช่วงหนึ่งพลอยกินยาตามที่หมอสั่งอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่เธอก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าอยากพึ่งยาไปตลอดชีวิตหรือเปล่า
ยาบางตัวกดประสาทมาก ทำให้รู้สึกไม่เป็นตัวเอง
พอหยุดยาจิตเวช เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองค่อยๆ ดีขึ้น
เธอจึงเลือกพยายามฟื้นฟูตัวเองให้ดีขึ้นด้วยแรงใจและการดูแลตัวเอง มากกว่าพึ่งยาตลอดเวลา
ดีเปรสชั่นถึงขั้นตัดผมตัวเอง
ภาวะซึมเศร้าของพลอยไม่ได้เบาเลย เธอเล่าว่ามีครั้งหนึ่งที่หนักจน
หยิบกรรไกรมาตัดผมตัวเองแบบไม่รู้ตัว
ไม่ได้เกี่ยวกับยา ไม่ได้เกิดจากผมร่วง แต่เกิดจากความกดดันและความเครียดล้วนๆ
เหมือนเธอต้องการระบายอะไรบางอย่างออกไป แต่สุดท้ายก็รู้สึกเสียใจมากที่ลงมือทำร้ายตัวเองแบบนั้น
เธอสารภาพว่า ทำร้ายตัวเองเพียงเพราะอยากให้อีกคนเห็นใจ ซึ่งในมุมมองปัจจุบัน เธอบอกเลยว่า “มันไม่ดีเลย” และไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น
วันนี้พลิกกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
ปลายทางของเรื่องราวสุดหนักหนานี้ คือเวอร์ชั่นใหม่ของพลอยที่แข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจ
ผลตรวจสุขภาพล่าสุดปลอดภัย ไม่พบความน่าเป็นห่วง
กลับมาออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 2–3 ชั่วโมง
น้ำหนักกลับขึ้นมาแล้ว 8 กิโล จากที่เคยผอมจนทุกคนตกใจ
ยังคงกินยาตามที่หมอสั่งอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลระยะยาว
ตอนนี้เธอกลับมาฟิตแอนด์เฟิร์มมากขึ้น มองชีวิตต่างออกไป และเรียนรู้ที่จะไม่เก็บทุกอย่างไว้คนเดียวเหมือนเมื่อก่อน
บทเรียนจากเรื่องจริงที่โคตรแรง
เรื่องราวของพลอยไม่ใช่แค่ดราม่าชีวิตดารา แต่เป็นบทเรียนที่เตือนทุกคนได้ชัดมากว่า
อย่ามองข้ามการตรวจสุขภาพ แม้เราจะคิดว่าตัวเองแข็งแรงดี
อย่าปล่อยให้ความเครียดสะสม โดยไม่เคยระบายให้ใครฟัง
สุขภาพใจสำคัญพอๆ กับสุขภาพกาย
และที่สำคัญที่สุด คือ การไม่ทำร้ายตัวเองเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากใคร เพราะสุดท้ายคนที่เจ็บที่สุดคือเราเอง
นี่คือเรื่องจริงที่ทั้งโหด ทั้งพีค แต่ก็เต็มไปด้วยพลังให้คนที่กำลังสู้กับโรคและความทุกข์ได้มีกำลังใจลุกขึ้นอีกครั้ง

